บท
ตั้งค่า

บทที่ 2.3

...เขาที่อยู่ในเหตุการณ์กลายเป็นพยานที่ทำให้ตระกูลเสี้ยวน้ำท่วมปาก ไม่เพียงไม่อาจทำตามแผนการเดิมที่จะรับทั้งสองคนเข้าจวน แต่ยังโดนทุบตีแบบเสียเปล่า แถมต้องรับคุณหนูรองเป็นฮูหยินเอกเพียงคนเดียวโดยไม่อาจเลี่ยง

“นางทำอย่างไรขอรับ”

“นางส่งคนไปหลอกข้ากับคนตระกูลหยวนไปที่หน้าหอนางโลม ข้าหลงกลนางลงจากรถม้าไปห้าม พาทั้งสองไปนั่งพูดคุยกันเงียบๆ คนตระกูลหยวนตามมาจนทัน ข้าจึงได้รู้ว่าคุณหนูรองตระกูลซ่งกำลัง...ตั้งครรภ์”

กล่าวจบก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

“การเจรจาในวันนั้นอาจดูเหมือนข้าเป็นคนออกหน้า แต่เบื้องหลังไม่อาจไม่ยอมรับ แผนการนี้ของคุณหนูสี่ตระกูลซ่งนั้นเฉลียวฉลาดแยบยลมาก ทั้งเมื่อได้บทสรุปก็เป็นเรื่องดีต่อทุกฝ่าย อาศัยชื่อเสียงของข้าทำให้คนตระกูลเสี้ยวไม่กล้ารังแกคุณหนูรองอีกแรง ต่อหน้าคนตระกูลหยวน เสี้ยวตงเผิงเองก็ไม่กล้าขัดไม่กล้าทำตัวหยาบคาย ตัวนางเองก็ไม่ต้องแต่งเขาจวนตระกูลเสี้ยวอีกคน”

“ได้ยินมาว่านางยังไม่ปักปิ่นด้วยซ้ำ? เด็กสาวอายุยังน้อยแต่เจ้าเล่ห์มากแผนการถึงเพียงนี้?” เว่ยจิ่นหยางรู้สึกประหลาดใจ

สวีเหยียนลู่หัวเราะ “เพราะเช่นนี้ข้าจึงอยากให้นางมาเรียนที่นี่ เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่นางหลอกใช้ข้า หรือบางทีนางเองก็คงมองเห็นแล้วว่าการไปจากเมืองหลวงสักพักจึงจะเป็นเรื่องดีต่อตัวนาง”

เขาควรโกรธที่โดนเด็กสาวหลอก ทว่าเมื่อผลสรุปออกมาเช่นนี้เขากลับเข้าใจสิ่งที่นางทำได้อย่างชัดเจน ซ่งจวินหนิงไม่ได้ทำเพื่อตัวนางเองเท่านั้น แต่ยังทำเพื่อพี่สาว เพื่อคนตระกูลซ่ง และยังทำเพื่อคนตระกูลหยวนด้วย

“อาจารย์เป็นคนเสนอให้นางมาเรียนที่จิ้นสิง?”

“ใช่ คนเฉลียวฉลาดเช่นนี้ปล่อยเอาไว้ก็น่าเสียดาย ...เสียดายที่นางเป็นสตรี” สวีเหยียนลู่พึมพำจากนั้นจิบชา

“ต้องเป็นสตรีเช่นใดจึงยอมแบกรับชื่อเสียงด่างพร้อยเช่นนี้ เพียงเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้พี่สาวต่างมารดา และต้องเป็นสตรีเช่นใดจึง...กล้าทุบตีบุรุษที่อาจจะกลายมาเป็นสามี แถมยังแอบเข้าไปใน...หอนางโลม”

ยิ่งชายหนุ่มพูดสวีเหยียนลู่ก็ยิ่งกลั้นท่าทีขบขันเอาไว้ไม่ได้ “ข้าว่านาง...เป็นสตรีที่น่าสนใจทีเดียว ปล่อยให้แต่งงานไปโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่านางสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง เช่นนี้นับว่า...น่าเสียดาย แถมเสี้ยวตงเผิงผู้นั้น...เศษสวะ”

เสียงกวาดพื้นแกรกๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะ ซ่งจวินหนิงลืมตาขึ้นมองม่านหน้าเตียงลายปักดอกเหมยแดงนิ่ง ร่างกายที่ผ่านการเดินทางทำให้เหนื่อยล้าเล็กน้อย ทว่าเมื่อได้นอนหลับเต็มที่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก

“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสี่ยวอวี้เป็นคนหูไวมาก ขยับตัวเล็กน้อยก็รู้แล้วว่านางตื่น

หญิงสาวถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง เมื่อคืนอยู่ๆ ก็ฝันถึงชีวิตหนหลังตอนยังเป็นตำรวจ วันๆ หากไม่วิ่งไล่จับคนร้ายก็ออกไปสืบคดี วันหยุดไม่ถามหา บ้านไม่มีให้กลับ ขลุกอยู่กับงานจนวันหนึ่งโดนรถชนทั้งที่ยังจับคนร้ายไม่ได้ ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองเป็นเด็กทารกแรกเกิดเสียนี่

ซ่งจวินหนิงเคยอ่านนิยายผ่านๆ ตา เคยดูละครช่วงดึกที่นางเอกทะลุมิติมาก็มาก แต่หลายๆ เรื่องมักพบว่าหากไม่ยืมร่างคืนวิญญาณ ก็มักจะพบว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในร่างของหญิงสาวที่พร้อมออกลุยใช้ชีวิต แต่นี่อะไรตัวเองกลับต้องมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลก!!!

ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าเป็นอีกชาติภพของชีวิต ย้อนอดีต หรือว่าเป็นการทะลุมิติ เพราะที่นี่ไม่มีบันทึกว่ามีอยู่จริง ไม่รู้วันเวลาที่แน่นอนว่ามีอยู่ในประวัติศาสตร์ หรือว่าจริงๆ อาจจะเป็นโลกคู่ขนานที่ยังคงล้าหลังกว่าโลกเดิมก่อนหน้านั้นห้าถึงหกพันปี ผู้คน การใช้ชีวิต ความเชื่อ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เหมือนยุคแห่งอดีตที่เคยเรียนมา

จากผู้หมวดสาววัยยี่สิบหกที่แสนคล่องแคล่ว กลับกลายมาเป็นเด็กทารกเกิดใหม่ที่แม้จะพูดก็ยังเป็นเสียงอ้อแอ้ ใครบ้างละจะไม่ตกใจ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะแหกปากบอกใครเขาได้ บอกไปใครเล่าเขาจะเชื่อ ไม่หาว่าเสียสติก็คงไม่ใช่โลกอันล้าหลังแห่งนี้แล้วกระมัง
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel