บทที่ 1.3
“เอาละพวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด”
“ท่านพ่อ”
เขาแทบจะถอนหายใจออกมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงบุตรสาวคนที่สี่เรียก “เจ้าว่ามา”
“ในเมื่อเกิดเรื่องแล้ว ชื่อเสียงของข้าก็นับว่าถูกกล่าวถึงไปทั่ว จะอย่างไรข้าก็คงรั้งอยู่ในเมืองหลวงไม่ได้ ในช่วงนี้ข้าอยากไปอยู่ที่จวนของท่านลุงสักพักเจ้าค่ะ”
ซ่งเทียนเลิกคิ้ว “เจ้าคิดจะออกจากเมืองหลวง?” นางก็ยังมีเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจอยู่เสมอ
“เจ้าค่ะ หลังงานแต่งพี่รองข้าก็ปักปิ่นแล้ว ข้าอยากฉวยโอกาสนี้จัดงานเงียบๆ จากนั้นก็ไปอยู่ที่จวนของท่านลุงอวี่ ได้ยินมาว่าที่นั่นมีสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียง มิสู้ข้ารั้งอยู่ที่นั่นหาโอกาสเข้าศึกษาสักสองสามปีค่อยกลับมา ถึงตอนนั้นที่นี่ก็คงไม่มีใครจำข้าได้”
ฟังดูเป็นอีกวิธีแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง แต่ไม่รู้เพราะอะไรเขาพลันรู้สึกว่านี่อาจเป็นแผนการที่นางวางเอาไว้แล้วตั้งแต่แรก??
“จวินเอ๋อร์เจ้าบอกพ่อมาตามตรง เจ้าไม่อยากแต่งงานถึงเพียงนี้?”
นางยิ้ม “สตรีอย่างไรก็ต้องออกเรือน เพียงแต่ข้าหวังว่าตัวข้าจะสามารถมีทางเลือกมากกว่าการถูกชี้นิ้วเลือกเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าท่านพ่อท่านแม่ไม่มีทางบังคับข้า แต่เรื่องครั้งนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าแม้ท่านกับท่านแม่ไม่บังคับ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเรื่องที่ไม่คาดฝันและไม่อาจจัดการอยู่ดี”
เขาถึงกับอึ้งงันกับสิ่งที่บุตรสาวของเขาคิด สิ่งที่นางเพิ่งพูดเขาเองก็เข้าใจและเห็นด้วย สมรสพระราชทานเป็นเรื่องไม่คาดฝันและไม่อาจจัดการจริงๆ...
“ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านมิใช่ขุนนางที่กระหายในอำนาจ ไม่ฝักใฝ่กับชื่อเสียง เงินทอง และอิทธิพลในราชสำนัก ถึงอย่างนั้นก็มิใช่ขุนนางทุกคนจะเป็นเช่นท่าน”
ซ่งเทียนมองบุตรสาวของตนนิ่งนาน นึกไม่ถึงว่าอายุเพียงสิบสี่บุตรสาวของตนจะคิดได้ถึงขึ้นนี้... “เอาเถิด ให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ อย่างไรเสียตลอดมาเจ้าก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการตัดสินใจของเจ้านั้นรอบคอบเสมอมา”
“ลูกขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นพ่อให้ปรึกษากับแม่ของเจ้า ส่งจดหมายไปบอกกล่าวทางนั้น หากพวกเขาตอบรับพ่อจะให้คนล่วงหน้าไปเตรียมการ เจ้าอยากเข้าเรียนก็จะได้เรียนในสำนักศึกษา”
“เจ้าค่ะ”
“จวินเอ๋อร์”
นางชะงักและกะพริบตามองเขา ซ่งเทียนยิ้มให้บุตรสาวด้วยสายตาอ่อนโยน “ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด เจ้าเป็นคนที่คิดและตัดสินใจอะไรรอบคอบรัดกุมเสมอ พ่อรู้ว่าเจ้าไม่ต้องการแต่หากมีวันใดเจ้าเกิดเรื่อง จำเอาไว้เสมอว่าเจ้ามีพ่อเป็นถึงขุนนางขั้นสอง”
รอยยิ้มกว้างของบุตรสาวทำให้ซ่งเทียนรู้สึกมีความสุข เขารู้ว่านางเติบโตแล้ว รู้ว่านางเป็นคนฉลาดและไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ทว่าถึงอย่างไรนางก็คือบุตรสาวของเขา ซ่งเทียน...
“ลูกจำเอาไว้แล้วท่านพ่อไม่ต้องกังวล”
“อืม ไปเถิด”
เพิ่งเดินออกมาจากห้องโถงจะกลับเรือน พี่ชายสองคนของนางก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว “พี่ใหญ่ พี่สาม”
“เจ้าจะไปจากเมืองหลวง?”
นางพยักหน้า “หากยังไม่ไปอีกหลังปักปิ่นที่นี่จะเต็มไปด้วยแม่สื่อ หากยังอยู่ในเมืองหลวงอาจยังต้องเจอกับปัญหาเช่นในครั้งนี้ เลี่ยงยากมากเพราะท่านพ่อกับท่านแม่ถูกเชิญไปงานเลี้ยงบ่อยครั้ง สมรสพระราชทานอาจตกลงมาบนศีรษะข้าได้ทุกเมื่อ”
ซ่งเหรินส่ายหน้า “คิดหรือว่าหลบอยู่ที่หวงซานแล้วเจ้าจะรอดจากสมรสพระราชทาน”
“ไม่รอดแน่นอน” นางถอนหายใจจากนั้นออกเดิน สองฝั่งซ้ายขวามีพี่ชายทั้งสองคนเดินขนาบ “ยืดเวลาได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่แน่ว่าที่หวงซานข้าอาจเจอบุรุษที่หัวอ่อนว่านอนสอนง่าย แต่งเขาเข้าจวนตระกูลซ่งอยู่อย่างสงบเรียบง่าย ท่านคิดว่าอย่างไร”
ซ่งหลีหัวเราะพรวด “เจ้าวางแผนจะไปหาสามีที่หวงซาน??”
ด้านหน้าบ่าวไพร่เดินสวนกันให้วุ่นวาย ซ่งจวินหนิงขมวดคิ้ว “พี่ใหญ่นั่นอะไร”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เจ้าจะไปหวงซานเจ้าห้าก็ต้องเก็บของน่ะสิ”
“แต่ข้าจะออกไปใช้ชีวิต” นางมุ่นคิ้วหนักกว่าเดิม