ท่านไม่เคยถาม #10
ตอนที่ 5 ท่านไม่เคยถาม
นัดพบ? นางไปนัดพบกับองค์รัชทายาทตั้งแต่เมื่อใด? จงรักภักดีอันใด นี่เขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร
ลั่วเหม่ยจือมีสีหน้างุนงง พอคิดได้ว่าฉินเนี่ยนอวี๋อาจแก้ตัวโดยการโยนความผิดมาให้นาง ในใจเริ่มมีโทสะ
หากเป็นเมื่อก่อน นางไม่มีทางจะอธิบาย แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน นางต้องการทำลายภาพลักษณ์สวยงามของฉินเนี่ยนอวี๋ในใจของผิงอ๋องให้สิ้น
“ไม่รู้ว่าพูดไปแล้ว ท่านอ๋องจะเชื่อหรือไม่ แต่หม่อมฉันไม่เคยนัดพบกับองค์รัชทายาท เป็นฉินเนี่ยนอวี๋ที่หลอกหม่อมฉันไป”
“นี่เจ้ายังคิดจะโยนความผิดให้ผู้อื่น?”
“ไม่ใช่นะเพคะ” ลั่วเหม่ยจือรู้สึกน้อยใจเป็นที่สุด ไม่อยากเก็บซ่อนความรู้สึกอีกต่อไปแล้ว นางจึงบีบน้ำตาให้ไหลออกมาพลางเอ่ยเสียงตัดพ้อ “เหตุใดท่านอ๋องจึงไม่เชื่อหม่อมฉันบ้าง”
ผิงอ๋องไม่เคยเห็นนางเป็นเช่นนี้มาก่อนถึงกับนิ่งงันไป ดวงตาที่จับจ้องใบหน้างามเริ่มฉายแววซับซ้อน
“ก็เจ้าไม่เคยอธิบาย แล้วจะให้ข้าเชื่ออันใด”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ลั่วเหม่ยจือเริ่มมีกำลังใจ ลองหยั่งเชิงเขาอีกครั้งด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด “ก็ท่านอ๋องไม่เคยถามนี่เพคะ”
ผิงอ๋องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในหัวเริ่มย้อนคิดไปถึงหลาย ๆ เหตุการณ์ก่อนหน้า เท่าที่จำได้ เหมือนว่าทั้งเขาและนางจะไม่เคยได้พูดจากันดี ๆ เลยสักครั้ง รู้อย่างนั้น เขาก็ค่อย ๆ ผละออกขยับมานั่งตัวตรงพลางจัดเสื้อผ้า
ลั่วเหม่ยจือไม่ได้ลุกตามมา นางขยับกายนอนตะแคงขดตัวให้ตนเองดูน่าสงสารที่สุด ปล่อยให้น้ำตาไหลรินพาดผ่านใบหน้าเศร้าโศก
ผ่านไปพักใหญ่ ไม่รู้ว่าผิงอ๋องกำลังคิดสิ่งใด เสียงทุ้มต่ำของเขาถึงได้ดังฝ่าความเงียบ “เจ้าจะบอกว่า เจ้าไม่เคยนัดพบองค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ”
“เพคะ” เหม่ยจือลอบมองใบหน้าด้านข้างของเขา เมื่อเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้แข็งกระด้างเย็นชา นางก็เบาใจ รีบอธิบายต่อ
“ตอนที่หม่อมฉันส่งกล่องให้เนี่ยนอวี๋ นางบอกว่าระหว่างพวกเราเป็นความเข้าใจผิด จึงชวนหม่อมฉันไปทานอาหารที่เหลาชุนเซียง หม่อมฉันไม่ทราบมาก่อนว่านางนัดพบกับองค์รัชทายาท หลังจากทราบ หม่อมฉันก็หาทางปลีกตัวออกมาทันที หากท่านอ๋องไม่เชื่อไปสอบถามเสี่ยวเอ้อที่เหลาดูได้”
เหม่ยจือทราบดีว่าเขาต้องเชื่อ ก็เขาไปที่นั่นมาแล้ว โชคดีที่นางออกมาทัน ไม่อย่างนั้นข้ออ้างนี้คงฟังไม่ขึ้น
“เหตุใดเนี่ยนอวี๋จึงนัดพบกับองค์รัชทายาท” คำถามนี้ เหมือนว่าผิงอ๋องจะเปรยกับตัวเองมากกว่า หากแต่ลั่วเหม่ยจือกลับไม่ยอมพลาดโอกาสใส่ร้ายผู้อื่น
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ แต่ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก องค์รัชทายาทเหมือนจะชอบพอให้เกียรติเนี่ยนอวี๋ไม่น้อย เนี่ยนอวี๋เองก็ดูจะมีใจ...” พูดมาถึงตรงนี้ นางก็แสร้งหยุดไปเสียดื้อ ๆ คล้ายว่าตนเผลอพูดเรื่องไม่บังควรพร้อมกับลอบมองสีหน้าของผิงอ๋อง
ใบหน้าหล่อเหลาเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงดังคาด แม้จะเป็นเพียงใบหน้าด้านข้าง แต่ลั่วเหม่ยจือยังพอมองออกว่าเขากำลังไม่พอใจ ความเจ็บแปลบผุดขึ้นกลางอก น้ำตาที่เกือบจะแห้งไปแล้วกลับมาไหลรินอีกครั้ง
ผิงอ๋องหันมาจ้องนาง สักพักเขาก็ตะโกนสั่งงานเหอกงกงจากด้านใน “ย้ายข้าวของของพระชายามาไว้ที่ตำหนัก พรุ่งนี้หาช่างมาวัดตัวตัดชุดให้พระชายาให้เรียบร้อย” พูดจบเขานั่งรออยู่สักพักก็ลุกจากตั่งเดินออกจากห้องไม่ได้หันมามองนางอีก
ในห้องอุ่นกลับมาเงียบสงบเหลือเพียงเสียงถ่านที่ถูกเผาไหม้ ก้อนเนื้อในอกที่เคยเต้นระทึกของลั่วเหม่ยจือค่อย ๆ สงบลง นับว่านางทำได้ดีสำหรับก้าวแรก อย่างน้อยก็ได้เข้ามาอยู่ในตำหนัก ที่เหลือคงต้องค่อยเป็นค่อยไป
หลังนอนครุ่นคิดสักพัก ลั่วเหม่ยจือก็ลุกมาจัดเสื้อผ้า จากนั้นเดินออกมาจากห้องอุ่น
ทันทีที่นางเปิดประตู ก็เห็นว่าหน้าห้องมีนางกำนัลยืนรออยู่สี่คน แต่ละคนสีหน้าท่าทางไม่เต็มใจ คงเป็นคำสั่งของเหอกงกง ไม่อย่างนั้น นางกำนัลเหล่านี้ไม่มีทางมารอรับใช้คนอย่างนางแน่
พวกนางไม่พูดอะไร เหม่ยจือก็ไม่คิดจะพูด เมื่อเห็นว่ามีคนยกหีบข้าวของตรงไปยังตำหนักด้านใน นางจึงเดินตามไป ไม่ได้ให้ความสนใจนางกำนัลพวกนั้นอีก
เหอกงกงอยู่ด้านใน กำลังสั่งให้คนจัดของ ข้าวของนางนั้นมีไม่มาก ในหีบมีแค่เสื้อผ้าอาภรณ์ไม่กี่ชุด นางกำนัลที่รื้อของในหีบเตรียมจะเอามาจัด มองอาภรณ์ที่มีรอยปะชุนอย่างนึกรังเกียจ
คนหนึ่งเอ่ย “ใต้เท้าจะให้พวกเราจัดของพวกนี้เข้าตู้จริงหรือเจ้าคะ ไม่ใช่ว่าจัดเข้าไปแล้ว ถูกท่านอ๋องตำหนิเอานะเจ้าคะ”
เหอกงกงหันไปเห็นสภาพอาภรณ์เหล่านั้นแล้วก็ได้แต่ถอนใจ “ไม่ต้องแล้ว ยกไปทิ้งให้หมด”
ลั่วเหม่ยจือเข้ามาได้ยินพอดี
เหอกงกงเกรงว่านางจะเข้าใจผิด รีบหันมาอธิบาย “ชุดพวกนี้สวมใส่ไม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวกระหม่อมจัดหาชุดสำเร็จมาให้พระชายาสวมใส่ไปพลางก่อนก็แล้วกัน”
