34 ความจริงที่เจ็บปวด
นับเป็นเช้าวันปีใหม่ที่ทีความสุขที่สุดสำหรับสองครอบครัว หลังจากที่ใส่บาตรและทานอาหารเช้าร่วมกันแล้วปุณณวิชญ์ก็ให้เมษาเป็นตัวแทนสู่ขอหญิงสาวจากบิดามารดาซึ่งทั้งสองคนก็ยินดีที่จะยกลูกสาวและไม่เรียกสินสอดทองหมั้นแม้แต่บาทเดียว แต่ทางฝ่ายชายหนุ่มก็ไม่ยอม และบอกว่าจะจัดสินสอดทองหมั้นมาให้อย่างเหมาะสม กำหนดการหมั้นจะมีขึ้นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ส่วนกำหนดการแต่งนั้นคงต้องรอไปจนกว่าจะถึงวันสอบแต่ก็ยังไม่รู้ว่าปีนี้จะสอบวันไหน ทำให้ชายหนุ่มได้แต่โอดโอยจนกัลยณัฏฐ์เริ่มจะหมั่นไส้กับแววตาและน้ำเสียงออดอ้อนที่เขาแสดงออกมา
“พี่วิชญ์งอแงเป็นเด็กๆ เลยนะคะ” เมื่อมีโอกาสคุยกันตามลำพังหญิงสาวก็พูดหยอกเอินตามประสาคนรัก
“ถ้าพี่เป็นเด็ก ผู้ใหญ่อย่างปอก็ต้องตามใจพี่สิ”
“บังเอิญว่าปอเป็นผู้ใหญ่ใจร้ายค่ะ” เสียงหัวเราะประสานกันอย่างมีความสุข
“พี่พลคะ ทำไมไม่เรียกสินสอดสักสิบล้านล่ะคะ ณีรู้มาว่าทางคุณวิชญ์น่ะรวยไม่เบานะคะ เป็นถึงเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง แล้วยังได้ยินมาอีกนะคะว่าที่ดินลุงแย้มที่ประกาศขาย 8 ล้านคุณวิชญ์ก็พึ่งซื้อด้วยเงินสดถ้าเราเรียกสินสอดสัก 10 ล้านทองอีกสัก 20 บาท แหวนเพชรอีกสัก 4-5 กะรัต ทางนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร”
“จะทำอย่างนั้นได้ยังไง มันน่าเกลียดเดี๋ยวใครเค้าจะว่าเอาได้” ปองพลเห็นไม่ด้วยกับสิงที่ปราณีพูด
“พี่พลก็อย่างนี้ทุกที แล้วนี่ก็ไมรู้จะยื้อไปทำไมแต่งๆ ไปก็หมดเรื่อง เกิดท้องขึ้นมาจะได้ขายหน้าไปทั้งตำบล” ปราณีหงุดหงิดที่ทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เธอแอบหวังเธอคิดว่าถ้ากัลยณัฏฐ์แต่งงานออกเรือนไปแล้วก็จะได้พากัลยาไปอยู่ด้วยเธอเองอยากให้ปองพลเลิกกับภรรยาเร็วๆ เธอจะได้ไม่ต้องมาทำงานเป็นแค่คนดูแลโฮมสเตย์แบบนี้ เธอรู้จักกับเจ้าของโรงแรมในเมืองหลายคนที่สนใจอยากมาซื้อที่ติดริมน้ำแบบนี้เพื่อสร้างโรงแรม ถ้าปองพลกับกัลยาเลิกกันเธอหวังว่าโอบรักโฮมสเตย์จะเป็นของปองพลแล้วเธอนี่แหละที่จะยุให้ปองพลขายแล้วไปซื้อบ้านอยู่ในเมือง เธอมองเห็นเงินและความสะดวกสบายรออยู่ตรงหน้า
กัลยายืนฟังบทสนทาอยู่ตั้งแต่แรก เพราะเธอบอกว่าจะไปนอนกับลูกสาว แค่นึกขึ้นได้ว่าลืมลงรายการจองห้องพักที่แขกโทรมาแจ้งเมื่อตอนบ่าย แต่เดินมายังไม่ถึงเคาน์เตอร์ก็ได้ยินเสียงของปราณีดังแว่วมาก่อน
“เรื่องที่เธอแอบมีอะไรกับสามีพี่ พี่ไม่เคยว่าเธอเลย เพราะฉะนั้นเรื่องลูกของพี่เธอก็อย่ามายุ่ง” นำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“พี่กัลยา/กัลยา” สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ด้านหลัง
“มันไม่ใช่อย่างที่กัลยาคิดนะ พี่อธิบายได้” ปองพลตกใจอย่างมากที่ได้ยินภรรยาพูดออกมาอย่างนั้น
“ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เรื่องนี้ฉันรู้มานานแล้วแต่ที่ต้องทำเป็นไม่รู้เรื่องเหมือนคนโง่ เพราะคิดว่าสักวันคุณจะเลิกทำพฤติกรรมแบบนี้ แต่ฉันพึ่งรู้ว่าฉันคิดผิดมาตลอด” กัลยาบอกด้วยน้ำเสียผิดหวัง
“ผมขอโทษ” ปองพลพูดอย่างสำนึกผิด เขาไม่รู้เลยว่าตลอดเวลานั้นภรรยาของเขารู้เรื่องนี้มาโดยตลอด
“ฉันไม่ต้องการคำขอโทษ ฉันขอแค่อย่ามายุ่งวุ่นวายเรื่องของฉันและลูกสาวของฉันเท่านั้น บอกคนของคุณด้วยว่าลูกสาวของฉันไม่มีวันเป็นแบบที่เธอพูด” เธอพูดกับสามีโดยไม่มองหน้าปราณีเลยสักนิด
“แหม...ณีก็แค่พูดเผื่อไว้ รีบๆ แต่งไปก็ดีนะคะ แต่งแล้วก็อย่าลืมให้หนูปอมาแม่ไปอยู่ด้วยนะคะที่นี่จะได้เป็นของณีกับพี่พล”
“ณี ทำไมพูดกับคุณกัลยาแบบนั้น เค้าเป็นเจ้านายเธอนะ”
“พี่พลเป็นเจ้าของโอบรักโฮมสเตย์ ณีก็เป็นเมียพี่พลเหมือนกัน ทำไมณีต้องทำงานงกๆ อยู่คนเดียว เงินเดือนก็แค่เศษเงิน”
“ณี พี่ว่าณีกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวแขกจะตกใจ” ปองผลปราม
“ณีไม่กลับไหนๆ ก็ได้พูดแล้ว ก็ขอพูดตรงๆ เลยนะคะ ว่าณีกับพี่พล เรารักกัน ที่พี่พลยังไม่อย่ากับพี่ก็เพราะยังเกรงใจอยู่”
“เรื่องนั้นไม่ต้องบอก ฉันรู้มานานแล้วแต่ที่ฉันไม่พูดเพราะคิดว่าสักวันเธอจะมีสำนึกและอยู่อย่างเงียบๆ”
“รู้แล้วทำไมไม่รีบหย่าละคะ จะได้ไม่ต้องทนอยู่กันอย่างนี้ถ้าไม่กล้าบอกโอปอ ณีจะเป็นคนบอกเองค่ะเรื่องจะได้จบเสียที”
“ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูลูกสาวฉัน เธอสองคนจะกระเด็นออกไปจากที่นี่โดยไม่ได้อะไรสักอย่าง อย่าลืมว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดเป็นชื่อฉัน” พูดจบกัลยาก็เดินออกจากโฮมสเตย์โดยไม่เหลียวหลังมาดูสักนิดว่าสามีและชู้จะมีสีหน้ายังไง
“พี่พลค่ะ หมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความตามนั้นแหละปราณี พี่ขอร้องล่ะนะอยู่แบบนี้ไปก่อน รอให้ปอสอบผ่านแล้วพี่สัญญาว่าจะพูดกับกัลยาเรื่องอย่าอีกที ณีอย่าพึ่งตีโพยดีพายเลย” ปองพลถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับเรื่องนี้ เขาไม่น่าหลวมตัวไปมีความสัมพันธ์กับเธอเลย
กัลยาที่ท่าทางเข้มแข็งในตอนแรกแต่พอเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เธอก็แทบจะหมดแรงเดิน แต่เธอจะเสียน้ำตาให้กับเรื่องนี้อีกแล้ว เธอเดินออกจากโอบรักโฮมเสตย์พร้อมกับพาหัวใจเจ็บช้ำจากการโดนคนใกล้ชิดทำร้ายพอไปถึงยังบ้านหลังเล็กที่ครั้งหนึ่งเธอเคยใช้เป็นเรือนหอก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ตาพร่ามัวแต่ก็พยายามเดินมาจนถึงประตูจากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ
เสียงเหมือนอะไรหล่นที่หน้าประตูทำให้กัลยณัฏฐ์ที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับแฟนหนุ่มต้องรีบวิ่งออกมาดู
“แม่... แม่คะ..แม่” เธอทั้งเรียกทั้งเขย่าตัวแต่มารดาก็ยังคงนอนนิ่ง
“ปอ เป็นอะไรหรือเปล่า น้ากัลยาเป็นอะไร ปอ ตอบผมหน่อย” เสียงแว่วมาจากโทรศัพท์ที่เธอวางไว้ตอนที่วิ่งมาถึงร่างของมารดาดึงให้สติของหญิงสาวกลับมาอีกครั้ง
“พี่วิชญ์แม่เป็นอะไรก็ไม่รู้ นอนนิ่งเลย ฮือ...” เสียงร้องไห้ดังไปตามสาย
“รออยู่ที่นั่นนะเดี๋ยวผมรีบไป”
ปุณณวิชญ์ได้ยินเสียงร้องไห้จากปลายสายแล้วรีบคว้าประเป๋าสตางค์กับกุญแจรถจากนั้นก็วิ่งออกไปจากห้องทำงานใต้ถุนบ้านทันที เพียงไม่ถึงห้านาทีเขาก็ขับรถมาถึงบ้านของแฟนสาว
กัลยณัฏฐ์นั่งอยู่กับมารดาที่นอนหมดสติอยู่ที่หน้าประตู มือหนึ่งถือยาดม อีกมือถือพัดโบกไปมาเพื่อหวังว่าลมเย็นจะทำมารดาจะฟื้นขึ้นมาได้ เธอยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อรถของแฟนหนุ่มเคลื่อนเข้ามาจอด
“พี่วิชญ์ช่วยแม่ด้วยนะคะ” ยามนี้เธอเห็นเขาเป็นที่พึ่งสุดท้าย เพราะตกใจเกินกว่าจะทำอะไรถูก
“ปอไปเปิดประตูหลังให้หน่อย พี่จะอุ้มน้ากัลยาไปเอง” เขาออกคำสั่ง หญิงสาวรีบวิ่งไปเปิดประตูรถ ช่วยอำนวยความสะดวกให้เขาจากนั้นก็รีบพาตัวเองมานั่งประคองมารดาให้หนุนตักพร้อมจ่อยาดมไปที่จมูก
ปุณณวิชญ์ขับรถอย่างไปก็คอยแต่จะมองไปที่เบาะหลัง เป็นห่วงทั้งคนป่วยและแฟนสาวตั้งแต่ขึ้นรถมาเธอก็เอาแต่เรียกมารดาตลอดทาง
รถออดี้สีขาววิ่งด้วยความเร็วมาจอดบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน พนักงานเปลรีบวิ่งมาเปิดประตูหลังอย่างรู้งาน จากนั้นร่างที่ไร้สติของกัลยาก็นอนอยู่บนเตียงก่อนที่จะถูกเข็นเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน
“ปอใจเย็นๆ นะครับ” ชายหนุ่มพาเธอมานั่งรอที่เก้าอี้หน้าห้องตรวจ
“แม่เป็นอะไรก็ไม่รู้ค่ะ แม่บอกว่าจะไปเอาของที่โฮมสเตย์ แล้วพอแม่กลับมาก็เป็นลมอยู่ที่หน้าประตู” ชายหนุ่มได้ฟังแล้วใจหาย เขาเดาว่าน้ากัลยาคงไปเจอสองคนนั้นอยู่ด้วยกันหรืออาจจะมีใครมาพูดอะไรกระทบจิตใจก็เป็นได้ เพราะเมื่อวานที่เขาเจอเธอด็ยังดูแข็งแรงอยู่เลย
“น้ากัลยาอาจแค่เหนื่อยแล้วเป็นลมไปก็ได้ ช่วงปีใหม่ได้ยินมาว่ามีลูกค้าเยอะนี่ครับท่านคงไม่ค่อยได้พัก” ปุณณวิชญ์พยายามหาเหตุผลให้กับหญิงสาว
“ขอบคุณพี่วิชญ์นะคะ ที่รีบมาปอทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะที่เห็นแม่นอนอยู่ที่พื้น”
“พี่เคยบอกแล้วไงครับ ว่ามีอะไรให้คิดถึงพี่คนแรกถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกให้โทรหาพี่ทันที เข้าใจไหมครับ”
“ค่ะ โชคดีที่วันนี้พี่วิชญ์กำลังคุยกับปอพอดี ถ้าอย่างนั้นกว่าปอจะตั้งสติได้คงอีกนาน ปอลืมโทรบอกพ่อเลยค่ะ” กัลยณัฏฐ์นึกดีใจมีเขาอยู่ใกล้ๆ หญิงสาวลืมคิดไปเลยว่าเธอควรจะโทรหาบิดาก่อนเป็นคนแรก แต่คงเพราะว่าตอนนั้นเธอกำลังคุยกับชายหนุ่มอยู่เลยไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ ช่วงหลังๆ มานี้เธอไม่ค่อยสนิทกับบิดาอย่างเคย เพราะต้องไปทำงานแต่เช้าทุกวัน กว่าจะกลับก็ค่ำมืด พอไปที่โอบรักโอมรักโฮสเตย์ในวันเสาร์และอาทิตย์บิดาก็มักจะออกไปทำงานที่สวนผลไม้แล้ว
“รอให้หมอบอกว่าเป็นอะไรก่อนค่อยโทรดีไหมครับ ท่านจะได้ไม่ตกใจไปอีกคน” จริงๆ แล้วปุณณวิชญ์กลัวว่าถ้าน้ากัลยาได้สติขึ้นมาเจอหน้าบิดาของหญิงสาวแล้วอาการอาจจะไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรก็เป็นได้ ก็ดีเหมือนกันค่ะ นี่ก็ดึกแล้วด้วย” เธอลุกเดินไปมาหน้าห้องตรวจอีกครั้ง หลังจากที่เขาดึงมานั่งเมื่อครู่ ชายหนุ่มมองแล้วก็อดสงสารไม่ได้
