35 เกรงใจกันบ้าง
ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเอกชนทำให้ทุกอย่างค่อนข้างจะรวดเร็วในการเข้ารับการรักษา เพราะเพียงไม่นานพยาบาลก็เดินออกมาเรียกญาติเข้าไปด้านในได้
นายแพทย์หนุ่มอายุน่าจะไม่เกิน 30 กำลังยืนรอญาติอยู่ด้านใน เขาส่งยิ้มให้เล็กน้อยก่อนที่จะแจ้งอาการกับบุตรสาวของผู้ป่วยที่นอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียงในห้องฉุกเฉิน
“ปออยู่กับแม่ก่อนเถอะครับเดี๋ยวพี่ไปจัดการเรื่องห้องพักเอง” เขารีบบอกหลังจากที่แพทย์แจ้งว่าผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียและมีความดันโลหิตต่ำ จึงอยากให้นอนพักที่โรงพยาบาลสักคืนระหว่างที่รอผลการตรวจเลือด ถ้าพรุ่งนี้เช้าผลเลือดไม่มีอะไรผิดปกติก็สามารถกลับบ้านได้
“คุณหมอครับ” เขาเดินตามนายแพทย์หนุ่มออกมาจากห้องฉุกเฉิน
“ครับ มีอะไรหรือเปล่า”
“ผมเป็นญาติคนไข้ที่หมอพึ่งตรวจไปเมื่อสักครู่ ผมอยากถามว่าเป็นไปได้ไหมครับ ว่าที่คนไข้เป็นลมอาจเพราะไปเจอเรื่องเครียดๆ มา เพราะปกติคุณน้าเป็นคนที่แข็งแรงมากๆ ครับ ตอนกลางวันผมยังเห็นว่าเธอปกติอยู่เลย”
“ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ คงต้องรอให้คนไข้ฟื้นขึ้นมาก่อนผมจึงจะสอบถามเรื่องนี้อีกที เพราะบางครั้งคนเราถ้าเครียดมากๆ ก็อาจจะส่งผลกับร่างกายก็ได้” นายแพทย์บอกกับปุณณวิชญ์
“ครับ แต่เธอคงไม่ยอมตอบคุณหมอว่าเป็นเพราะเธอเครียดหรือเปล่าถ้าตอนตรวจลูกสาวเธออยู่ด้วยเพราะเรื่องบางเรื่องลูกสาวของเธอก็ยังรู้”
“คุณพูดเหมือนรู้นะครับว่าเธอกำลังเครียด”
“ผมพอรู้อยู่บ้าง แต่ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสาเหตุที่เธอเป็นลมหรือเปล่า”
“หมอเข้าใจแล้ว ว่าคุณอยากให้หมอทำอะไร เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ถ้าพยาบาลเข้าไปวัดความดันตอนเช้า คุณก็พาเธอออกมาสัก 15 นาทีเพราะผมจะเข้าไปตรวจคนไข้หลังจากพยาบาลวัดความดันเสร็จแล้ว”
“ขอบคุณมากๆ ครับ”
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” นายแพทย์หนุ่มบอกกับปุณณวิชญ์
กัลยณัฏฐ์นั่งมองมารดาที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มเดินเข้าห้องพักในเขาถือแก้วกระดาษมายื่นให้พร้อมกับนั่งลงข้างๆ เธอ
“โกโก้อุ่นๆ” เขาส่งแก้วโกโก้ที่ซื้อจากร้านภายในโรงพยาบาลให้เธอ
“พี่วิชญ์กลับก่อนก็ได้นะคะ พรุ่งนี้ต้องเข้ากรุงเทพฯ ไม่ใช่หรือคะ” หญิงสาวรับแก้วไปถือแล้วถามชายหนุ่ม
“ไม่เป็นไรครับงานพี่ไม่ด่วนมาก ทำเมื่อไหร่ก็ได้พี่เป็นห่วงน้ากัลยากับปอมากกว่า”
“ปอกับแม่อยู่ได้ค่ะ พรุ่งนี้เช้าพ่อก็คงมา” หลังจากโทรไปแจ้งข่าว บิดาบอกว่าจะรีบมาแต่เช้าเพราะมาตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว
“เอาไว้พรุ่งนี้รอหมอมาตรวจแล้วค่อยว่ากันอีกทีดีไหมครับ ปอเองก็งีบเสียหน่อยก็ดีน้ากัลยาเองก็คงนอนถึงเช้า อย่างที่หมอบอกระหว่างนี้พี่จะนั่งเฝ้าให้เอง ถ้ามีอะไรจะรีบปลุกปอทันทีเลยดีไหม” เขาดึงหญิงสาวให้โน้มตัวพิงลงมาที่ไหล่กว้าง
หญิงสาวพยายามข่มตาแต่ก็ยังไม่หลับ เธอกังวลไปสารพัดปุณณวิชญ์นั่งเงียบๆ เขากุมมือเธอไว้ตลอดจนกระทั่งตีสอง พยาบาลเข้ามาวัดความดันคนไข้อีกครั้ง
“พี่วิชญ์คะ” เธอกระซิบเบาๆ
“ครับ”
“เรื่องงานหมั้น เราเลื่อนไปก่อนได้ไหมคะ แม่ไม่สบายปอไม่อยากให้ท่านต้องมาเหนื่อยเพราะเตรียมงานค่ะ”
“ครับ พี่เข้าใจ” ถ้าเป็นตัวเขาเองก็คงจะทำอย่างนี้เหมือนกัน
“ถ้าพี่วิชญ์ไม่ว่าอะไรปออยากให้เราหมั้นวันเดียวกับแต่งเลยก็ได้นะคะ”
“พี่ไม่ว่าอะไรอยู่แล้วพี่เป็นผู้ชาย ไม่มีอะไรเสียหาย ห่วงก็แต่ชื่อเสียงของปอและครับครัวเพราะช่วงนี้เราไปไหนด้วยกันบ่อยๆ คนอื่นที่ไม่เข้าใจจะนินทาได้”
“ปอไม่สนใจคนอื่นหรอกค่ะ แต่ไม่รู้ว่าแม่จะเห็นด้วยกับปอหรือเปล่าถ้าแม่หายดีเราลองปรึกษาแม่อีกทีก็ได้ค่ะ”
“ครับ ทีนี้ก็นอนได้แล้วนะครับ สักนิดหน่อยก็ยังดี”
แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย กัลยาลืมตาขึ้นมองเพดานจากนั้นก็พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น
“แม่ตื่นแล้ว” กัลยณัฏฐ์ถลาไปที่เตียงมารดาทันทีหลังจากที่เห็นว่าว่าเธอกำลังพยายามลุกนั่ง
“ค่อยๆ ลุกนะครับ”
“เป็นยังไงบ้างคะแม่ มีปวดหัว มีเวียนหัวไหม” หญิงสาวรีบถามจนมารดาได้แต่มองแล้วยิ้มให้กับอาการห่วงใยของลูกสาว
“แม่ไม่เป็นอะไรแล้ว” หญิงสูงวัยตอบลูกสาวแล้วมองไปรอบๆ ห้อง
“เมื่อคืนแม่รู้ไหมคะ ปอเป็นห่วงแม่แทบแย่เลยค่ะอยู่ๆ แม่ก็ล้มตรงหน้าประตูปอกำลังคุยโทรศัพท์กับพี่วิชญ์อยู่พอดี พี่วิชญ์เลยรีบขับรถมารับแม่แล้วพามาโรงพยาบาล”
“ขอบใจนะวิชญ์น้าคงทำงานเยอะไปหน่อยช่วงนี้แขกมาพักเยอะเหลือเกิน” กัลยาตอบแต่ไม่ค่อยกล้าสบตาชายหนุ่มอย่างเคย ปุณณวิชญเห็นอาการนั้นแล้วเริ่มประติดประต่อเรื่องราว เขาเดาว่าเมื่อวานคงเกิดอะไรที่โอบรักโฮมสเตย์แน่ๆ
“นั้นสิคะแม่ ปอว่าแม่น่าจะหาคนมาช่วยได้แล้ว” กัลยณัฏฐ์เป็นห่วงมารดาที่ต้องทำงานหนัก
“ผมเห็นด้วยกับปอนะครับ ตอนนี้น้าพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนเรื่องโฮมสเตย์ค่อยคุยกันก็ได้นะครับ”
“ก็ดีนะคะแม่ ช่วงนี้ให้แม่กับพ่อมานอนที่บ้านดีกว่าจะได้ไม่เหนื่อยมากปอเองก็ไม่ค่อยได้ช่วยแม่เลย”
“จ้ะลูก”
พยาบาลเดินเข็นรถอุปกรณ์เข้ามาในห้อง การสนทนาเลยต้องหยุดไว้ก่อน
“ปอ พี่ว่าเราไปหากาแฟทานที่โรงอาหารดีไหม คุณพยาบาลจะได้ทำงานสะดวก”
“ก็ได้ค่ะ แม่คะปอไปไม่นานแม่ แม่อยู่คนเดียวได้ไหมคะ”
“คนเดียวที่ไหนกันลูกคุณพยาบาลก็อยู่แล้ว” กัลยาบอกลูกสาว
กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นช่วยกระตุ้นความตื่นตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งสองนั่งทานกาแฟกันอย่างเงียบๆ ทั่วทั้งโรงอาหารมีคนมาใช้บริการยังไม่มากเท่าไหร่เพราะยังเช้าอยู่มาก ปุณณวิชญ์แอบมองนาฬิกาเมื่อเห็นว่าผ่านไปเพียงแต่ 10 นาที เขาก็เดินไปยังร้านค้า เลือกแซนวิชและครัวซองค์อย่างละชิ้นเดินจากนั้นเดินไปซื้อน้ำเปล่าอีกสองขวดเล็กก่อนที่จะนำมาวางบนโต๊ะ
“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวเงยหน้ามองชายหนุ่มที่เดินมานั่งข้างๆ
“พี่วิชญ์ทานเถอะค่ะ ปอทานไม่ลง” เธอเลื่อนแซนวิชและครัวซองค์ไปตรงหน้าชายหนุ่ม
“ทานไม่ลงก็ต้องทานครับ นิดหน่อยก็ยังดีจะได้มีแรง ถ้าปอไม่ทานแล้วไม่สบายไปอีกคนใครจะดูแลน้ากัลยาล่ะครับ พี่เองก็คงทำหน้าที่นั้นได้ไม่ดีเท่ากับปอหรอกจริงไหมครับ”
“ค่ะ” กัลยณัฏฐ์รับคำอย่างเนือยๆ ก่อนจะหยิบแซนวิชมากัดไปแค่สองคำก็วางลงที่เดิม
“ไม่อร่อยเหรอครับ” ชายหนุ่มถามแม้จะรู้ว่าคำตอบคงไม่ใช่
“อร่อยค่ะ” หญิงสาวรู้สึกฝืดคอเพราะตั้งแต่เล็กจนโตเธอเห็นแม่ร่างกายแข็งแรงมาตลอดแม้จะทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาลเลย นอกจากครั้งที่ผ่าตัดมดลูกครั้งเดียวเท่านั้น
“อร่อยก็ต้องทานเยอะๆ นะครับสักครึ่งก็ยังดีจะได้รีบกลับไปที่ห้องดีไหม” คำว่ารีบกลับไปที่ห้องกระตุ้นให้เธอรีบหยิบแซนวิชขึ้นมากัดไปเกินครึ่ง ชายหนุ่มมองแล้วยิ้มตามอย่างน้อยเขาก็ถ่วงเวลาเธอได้เกือบ 20 นาที
เมื่อเดินกลับมาที่ห้องพักของกัลยาก็พบว่าตอนนี้นายแพทย์คนเดิมที่คุยกับเขาเมื่อคืนกำลังตรวจอยู่พอดี
“แม่เป็นอย่างไรบ้างคะหมอ” กัลยณัฏฐ์ถามเมื่อเห็นว่าน่าจะตรวจเสร็จแล้ว
“ก็ตามที่แจ้งไปเมื่อครู่ครับ คนไข้เป็นลมเนื่องจากพักผ่อนน้อย ผลเลือดพบว่ามีภาวะโลหิตจากร่วมด้วยอาจไม่เป็นผลดีต่อร่างกายในระยะยาว หมอจะให้ยาบำรุงกลับไปทานและให้คนไข้พักผ่อนให้มากขึ้นแล้วจะนัดมาตรวจอีกครั้ง”
“ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ” กัลยณัฏฐ์ยกมือไหว้นายแพทย์หนุ่มพอเธอเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องแปลกใจ
“น้องปอ” นายแพทย์ปกรณ์มองหญิงสาวญาติผู้ป่วยตรงหน้าแล้วทักทาย
“พี่กรณ์ ใช่พี่กรณ์จริงๆ ด้วย” หญิงสาวมีท่าทางดีใจเป็นอย่างมาก
“นี่ไม่ได้เจอกันนานเลย ไม่นึกว่าผู้ป่วยจะเป็นแม่ของน้องปอเมื่อคืนก็รีบเลยไม่ทันสังเกต”
“แม่ค่ะ นี่พี่กรณ์ค่ะเป็นรุ่นพี่ที่เรียนมัธยมค่ะ” เธอหันมาแนะนำให้มารดารู้จักกับรุ่นที่ของเธอ
“สวัสดีครับคุณน้า” นายแพทย์หนุ่มยกมือไหว้ผู้สูงอายุที่สุดในห้อง
“ดีจังเลย พี่กรณ์เป็นหมอของแม่” หญิงสาวดีใจจนลืมไปว่าตอนนี้มีชายหนุ่มตัวโตยืนมองตาเขียวอย่างไม่ชอบใจ
“แต่พี่ไม่ดีใจเท่าไหร่เลย ที่เจอกันในสถานการณ์แบบนี้ เอาไว้วันไหนว่างๆ เรานัดเจอกับข้างนอกดีกว่าไหมครับ”
“ก็ดีค่ะ แล้วอย่าลืมชวนพี่ป่านมาด้วยนะคะ” กัลยณัฏฐ์หมายถึงภรรยาของเขา
“ได้ครับ วันนี้พี่ขอตัวก่อน คุณน้าพักผ่อนมากๆ แล้วอย่าลืมมาตามนัดนะครับ” ปกรณ์หันมาบอกผู้ป่วยอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกจาห้องไป
“แม่จำพี่กรณ์ได้ไหมคะ ที่ปอเคยเล่าให้ฟังว่าพี่เค้าเก่งที่สุดในรุ่นตอนนั้นสาวๆ ทั้งโรงเรียนกรี๊ดพี่กรณ์กันใหญ่เลยค่ะ”
“รวมทั้งปอด้วยหรือเปล่า” ปุณณวิชญ์พูดแทรกขึ้น
“มันก็แน่อยู่แล้วค่ะ พี่กรณ์ทั้งหล่อทั้งเก่งเป็นถึงประธานนักเรียนด้วยนะคะ” เธอเล่าแล้วยิ้มเมื่อนึกถึงวันเก่าๆ
“ปอพูดอะไรอย่างนั้น เกรงใจพี่วิชญ์บ้าง”
กัลยามองชายหนุ่มที่แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจออกมาเพียงครู่ก็กลับไปทำหน้านิ่งเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร เธอจึงปรามลูกสาวไป พอดีกับปองพลเดินเข้าพอดีทำให้กัลยณัฏฐ์หยุดพูดเรื่องของปกรณ์ไปโดยปริยาย
