32 ตกลงไปตอนไหน งง???
พอลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วเพียงใจพนักงานที่มารดาเป็นคนจ้างมาก็เข้ามาทักทาย
“สวัสดีค่ะพี่ปอ ถ้าไม่ได้พี่ปอล่ะหนูแย่แน่ๆ เลยค่ะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ฝรั่งกลุ่มนั้นเค้าพูดเร็วเพียงใจอาจฟังไม่ค่อยทัน ถ้าครั้งต่อไปเจอแบบนี้อีกเพียงใจก็บอกเค้าให้พูดช้าลงอีกนิดยังจำที่พี่สอนได้ใช่ไหม”
“ได้ค่ะ เพียงใจนั่งอ่านที่พี่จดให้เวลาว่างๆ ค่ะ”
“ดีมากจ้ะ”
“แล้วพี่คนนี้ ….”
“อ๋อ พี่วิชญ์น้าชายของหนูดีไง”
“น้าชายของหนูดีก็ถูก แต่ลืมอะไรไปหรือเปล่า” เมื่อหญิงสาวไม่พูดอะไรเขาเลยต้องแนะนำตัวเอง
“เราเป็นแฟนกันจ้ะ”
“แฟนพี่ปอทั้งหล่อทั้งใจดีเลยค่ะ” เพียงใจมองด้วยสายตามี่ชื่นชมจนคนถูกมองยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ขอบคุณครับ ใครก็ว่าพี่หล่อ” เขาหัวเราะให้กับตัวเอง กัลยณัฏฐ์ได้แต่มองแล้วยิ้มให้กับท่าทางของเขา
“เพียงใจทานข้าวหรือยัง นี่ก็เย็นมากแล้ว” เธอหันมาสนใจเด็กสาววัย 16 ปีตรงหน้า เพียงใจเป็นลูกของคนรู้จัก เธอเรียนจบแค่ชั้นมัธยมต้น แล้วออกมาช่วยครอบครัวทำสวนวันไหนที่ตลาดเปิดเธอก็มารับจ้างเป็นพนักงานขาย นี่ก็เข้าปีที่ 2 แล้วที่เธอมาขายของให้กับครอบครัวของครูกัลยา
“ยังเลยค่ะ ตอนแรกว่าจะไปสั่งผัดไทยมาทานแต่เห็นลูกค้ามาตลอด เลยว่าจะรอให้คนน้อยๆ ค่อยไปค่ะ”
“วันนี้คนเยอะกว่าปกติมาก พี่ว่าเพียงใจไปหาอะไรทานก่อนดีกว่าพี่จะเฝ้าร้านให้สักครึ่งชั่วโมงดีไหม” กัลยณัฏฐ์ไม่ใช่เจ้านายที่ใจร้าย เธอเห็นเพียงใจเป็นน้องสาวอีกคนหนึ่ง
“ขอบคุณค่ะ อันที่จริงหนูก็เริ่มหิวแล้วล่ะคะหนูจะรีบไปรีบกลับนะคะ” เพียงใจบอกแล้วก็รีบเดินออกไป
“พี่วิชญ์ช่วยเป็นพ่อค้าสักครึ่งชั่วโมงได้ไหมคะ หรือว่าจะกลับไปรอที่โฮมสเตย์” เธอหันมาถามแต่ก็สิ่งที่เห็นคือชายหนุ่มกำลังยืนขายถุงผ้าที่ระลึกให้กับสาวๆ ซึ่งดูเหมือนจะสนใจพ่อค้ามากกว่าตัวสินค้า เมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้สาวๆ ก็หันมามอง หญิงสาวรีบพูดขึ้น
“ขอบคุณนะคะพี่ชายที่มาช่วยน้องขายของกลับไปบ้านน้องจะบอกแม่ให้ว่าพี่ช่วยขายได้เยอะกว่าทุกวันเลยค่ะ” เธอขยิบตาให้เขาหลังพูดจบ ปุณณวิชญ์เลยต้องตามน้ำไปก่อน บรรดาสาวๆ ต่างช่วยกันอุดหนุนของที่ระลึกไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ ถุงผ้า ปากกา ตุ๊กตาเซรามิก เสื้อยืดรวมไปถึงขนมต่างๆ ที่วางขายในร้าน ดูเหมือนพ่อค้าเองก็สนุกจนลืมดูเวลาเลยที่เดียว
“ขายเก่งนะคะ” เมื่อลูกค้ากลุ่มแรกเดินออกจากร้าน หญิงสาวก็หยิบน้ำในตู้มาส่งให้ เพราะดูท่าแล้วจะเสียน้ำลายไปเยอะ
“ที่รีบบอกว่าพี่ชายมาช่วยขายของนี่รู้ใช่ไหมว่าจะขายดี”
“ก็แน่สิคะ พ่อค้าหน้าตาดีลูกค้าก็อยากซื้อของด้วยเป็นธรรมดา ขืนปอบอกไปว่าเป็นแฟนมีหวังลูกค้าจะหมั่นไส้แล้วไม่ซื้อของกันพอดี” เธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“แล้วมีค่าจ้างสำหรับพ่อค้าไหมครับ”
“มีสิคะ นี่ไงพวงกุญแจหิ่งห้อยพิการ” เธอยื่นพวงกุญแจรูปหิ่งห้อยเรืองแสง ปีกข้างหนึ่งของมันมีรอยแตกและหลุดออกมาจนดูเหมือนมีปีกแค่ครึ่งเดียว
ปุณณวิชญ์รับมาดูแล้วหยิบใส่กระเป๋าเสื้อ
“เอาจริงเหรอคะ” กลายเป็นว่าคนยื่นให้ต้องตกใจเองที่ชายหนุ่มรับไปใส่เสื้อกระเป๋าเสื้อ
“จริงสิ นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่ปอให้ผมจะเก็บไว้อย่างดีเลย”
“อย่าเลยค่ะพี่วิชญ์ เอาคืนมาเถอะค่ะปอล้อเล่น พี่เลือกตัวอื่นดีกว่านะคะ ตัวนั้นมันปีกหักไปครึ่งหนึ่งแล้ว”
“ไม่ล่ะ พี่ชอบตัวนี้ ดูสิตามันแป๋วน่าสงสาร” ชายหนุ่มดึงพวงกุญแจจากกระเป๋าเสื้ออกมาแล้วชี้หิ่งห้อยตัวสีขาวขุ่น บนหลังมีปีกสีเขียวสะท้อนแสงปีกหนึ่งหักไปถึงหนึ่งในสามส่วน
“ตามใจพี่วิชญ์ค่ะ ปอไม่เถียงด้วยแล้วนั่นเพียงใจมาพอดี เรากลับกันเถอะค่ะเดี๋ยวพ่อกับแม่จะหิ้วท้องรอ”
“เป็นไงคนเยอะล่ะสิปอ”
“ค่ะแม่ คนเยอะกว่าทุกปีเลยคงเพราะปีนี้หยุดไม่เยอะเหมือนปีก่อนๆ คนเลยเที่ยวใกล้ๆ กรุงเทพฯ”
“ซื้ออะไรกันมาตั้งเยอะล่ะนั่น” ปองพลถามขึ้นบ้างเมื่อเห็นถุงใส่อาหารวางอยู่หลายถุง
“ขนมครับ ขนมบางอย่างหาทานที่อื่นไม่ได้แล้ว” เขาค่อยๆ เอาขนมลืมกลืนออกจากถุงอย่างช้าๆ
“อร่อยไหมละจ้ะ” กัลยามองชายหนุ่มอย่างเอ็นดู
“ครับอร่อยดี ปกติผมไม่ค่อยชอบทานขนม แต่เห็นชื่อแปลกเลยลองซื้อมาทาน คุณน้าทานด้วยกันนะครับ”
“ตามสบายเลย น้าว่าแช่เย็นก็อร่อยนะปอเอาไปแช่สิ เดี่ยวทานราดหน้าเสร็จค่อยเอาออกมา” กัลยาบอกลูกสาว
กัลยณัฏฐ์รับถุงใส่ขนมลืมกลืนจากชายหนุ่มแล้วเอาไปใส่ตู้เย็นด้านหลังโอมสเตย์ซึ่งส่วนนั้นเป็นส่วนที่ต่อเติมสำหรับทำอาหารและเป็นพื้นที่ส่วนตัว พอเดินออกมาก็เห็นชายหนุ่มกำลังนั่งทานราดหน้า
“ไม่ปรุงรสเหรอคะ” หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มทานราดหน้าไปทั้งๆ ที่เธอพึ่งจะถือถาดใส่เครื่องปรุงออกมาจากในครัว
“อร่อยแล้วครับ” ปุณณวิชญ์รีบกลืนแล้วตอบ
“พี่วิชญ์คะ บอกปอตรงๆ ก็ได้ ว่าปรุงไม่เป็น” เธอเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน
“อ้าวทำไมรู้ละครับ”
“รู้สิคะ เพราะไม่มีใครที่ไหนทานราดหน้ารสชาตินี้หรอกค่ะ”
“มันก็อร่อยนะครับ”
“สงสัยพี่วิชญ์จะลิ้นจระเข้ ราดหน้าของแม่ปอไม่เคยใส่น้ำปลาค่ะ เพราะฉะนั้นคนทานต้องใส่น้ำปลาเองถึงจะอร่อย หญิงสาวยกชามราดหน้าของเขามาเติมเครื่องปรุง ยังไม่ทันเสร็จก็ได้ยินเสียงเขาเอ่ยชม เธอรีบหันไปดูก็เห็นเขายกชามราดหน้าของเธอไปทานอย่างหน้าตาเฉย
“พี่วิชญ์คะ นั้นชามของปอ”
“ของใครก็เหมือนกันล่ะครับ” เขาเอ่ยแล้วก็ก้มหน้าทานต่อไปโดยไม่สนใจว่าเธอจะมอง เพียงไม่นานราดหน้าทะเลก็หมดชาม
เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะเที่ยงคืน แขกที่มาพักเริ่มมานั่งจ้องหน้าจอโทรทัศน์ที่ตอนนี้เปิดช่องที่มีการถ่ายทอดสดงานนับถอยหลังเพื่อเริ่มต้นปีใหม่ไว้ตั้งแต่ชั่วโมงก่อน ปุณณวิชญ์นั่งยุกยิกไม่เป็นสุข ก่อนจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำเมื่อเหลือเวลาอีก 15 นาที
“ผมไปห้องน้ำนะ”
หญิงสาวได้เพียงพยักหน้ารับรู้ สายตาจับจ้องไปยังโทรทัศน์ที่มีเหล่าศิลปินผลัดเปลี่ยนกันขึ้นร้องเพลง
ปุณณวิชญ์ทำทีเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วอาศัยความรวดเร็วหลบออกทางประตู เขาเดินมายังรถที่จอดไว้หน้าบ้านหลังน้อยของแฟนสาว ชายหนุ่มเปิดประตูแล้วหยิบกล่องของขวัญขนาดเล็กความยาวไม่ถึงสามนิ้วออกมาจากช่องเก็บของหน้ารถ ก่อนหย่อนลงกระเป๋าเสื้อโปโลสีน้ำเงินของตนเอง จากนั้นก็เดินกลับไปยังโอบรักโฮมสเตย์ พอมาถึงก็มีแขกออกมาจากห้องพักเพิ่มขึ้นจนห้องห้องโถงกว้างดูแคบไปถนัดตา เขาต้องแทรกตัวเพื่อเข้าไปยังด้านในสุดที่กัลยณัฏฐ์นั่งรอเขาอยู่
“ผมไปไม่ถึงสิบนาที ไม่นึกว่าคนจะเยอะขนาดนี้พ่อกับแม่คุณล่ะ ผมไม่เห็นตั้งแต่เราทานราดหน้าเสร็จ”
“ท่านไปนอนที่บ้านค่ะ ถ้าอยู่ที่นี่คงไม่ได้นอนแน่ๆ”
เสียงร้องเพลงในโทรทัศน์เงียบไปแล้ว พิธีกรขึ้นมาประกาศเริ่มนับเวลาถอยหลังหญิงสาวส่งพลุกระดาษให้ชายหนุ่ม สองตาจับจ้องไปที่ตัวเลขหน้าจอ เสียงแขกเริ่มนับตามตัวเลข 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1
“สวัสดีปีใหม่”
เสียงดังทั่วทั้งโอบรักโฮมสเตย์พลุกระดาษถูกถึงออกพร้อมๆ กันกระดาษสีสวยสะท้อนแสงไฟระยิบระยับไปทั่วบริเวณ
เมื่อแขกกลับเข้าห้องพักกันหมดแล้ว ปุณณวิชญ์จึงเอาของขวัญออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“สวัสดีปีใหม่ครับ” กล่องเล็กๆ ห่อด้วยกระดาษสีเงินถูกยื่นให้หญิงสาว
“ขอบคุณค่ะ” เธอรับไปวางไว้แล้วเอื้อมมือไปหยิบกล่องของขวัญที่เธอซ่อนไว้ใต้ผ้าห่มผืนเล็กที่เธอมักใช้คลุมเวลาอ่านหนังสือ
“สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่วิชญ์” เธอส่งกล่องใบเล็กสีน้ำเงินเข้มให้เขา
“ขอบคุณมากครับ นึกว่าจะได้แค่หิ้งห้อยพิการซะแล้ว” เขารับกล่องไปแล้วยิ้มกว้างอย่างจริงใจส่งมาถึงหญิงสาว
“แกะพร้อมกันเลยนะคะ” กัลยณัฏฐ์หันมาบอกชายหนุ่ม
“ครับ” เขาบรรจงแกะกล่องอย่างช้า พร้อมเหลือบมองคนข้างๆ ที่กำลังแกะของขวัญอย่างเบามือเช่นกัน
