บทที่ 4 ฟ้องพระประธานว่าถูกจูบ
บทที่ 4
ฟ้องพระประธานว่าถูกจูบ
“ขอท่านโหวได้โปรดลงโทษ!”
องครักษ์หม่าและองครักษ์เงากระแทกเข่าลงบนพื้นน้อมรับการลงโทษที่ไม่อาจดูแลผู้เป็นนายจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้ว่าพวกเขาเองก็ต่างได้รับบาดเจ็บเช่นกัน อีกทั้งทหารเงาสองนายก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต
“พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ”
ซ่างกวนโหวละสายตาจากผ้าผูกผมสีน้ำตาลหม่นในมือ ผ้าที่เขาใช้คมกระบี่ตวัดมันให้ขาดออกจากเรือนผมดำขลับของคุณหนูเล็กโจวซิงเหยียน จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองออกไปยังช่องลับด้านล่างฐานพระประธาน
สตรีรูปร่างบอบบางกำลังเช็ดถูทำความสะอาดโถงบูชาพระอย่างขยันขันแข็ง เหงื่อหยดโตเกาะพราวใบหน้าและปลายจมูก หญิงสาวก้มๆ เงยๆ โก้งโค้งถูพื้นจนทำให้คนแอบมองถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง
‘ช่างเป็นสตรีที่ไม่รู้จักระมัดระวังตัวเสียจริง!’
นางแตกต่างจากเหล่าฮูหยินและเหล่าคุณหนูคนอื่นๆ ที่เอาแต่นั่งๆ นอนๆ มองการมาพักที่อารามเหม่ยซานเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ตนเองดูเป็นผู้มีจิตใจเมตตาฝักใฝ่ในธรรมก็เท่านั้น บ้างก็มาเพราะถูกตระกูลลงโทษจึงเอาแต่เก็บตัวร้องไห้อยู่ในห้องพักไม่เยี่ยมหน้าออกมาพบปะผู้คน
เห็นจะมีแต่โจวซิงเหยียนนี่แหละที่ขยันขันแข็งจนไท่ซือผู้เย็นชาไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใครยังให้ความเมตตาเอ็นดู
“ขอบคุณขอรับท่านโหว”
ถึงเจ้านายจะไม่เอาผิดแต่สององครักษ์หนุ่มก็ยังมีสีหน้าไม่สู้ดี ยิ่งเห็นว่าผู้เป็นนายเหนือหัวได้รับบาดเจ็บ ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจเพราะตนเองทำหน้าที่บกพร่อง
แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้ดีว่าซ่างกวนฮ่าวถิงนั้นมีวรยุทธ์สูงกว่าพวกตนทั้งสอง กว่าสามในสี่ของมือสังหารที่ตายตกล้วนเป็นฝีมือของซ่างกวนโหวทั้งสิ้น
“ไปสืบมาว่าใครเป็นคนบงการ”
“ขอรับท่านโหว”
มือสังหารเหล่านั้นล้วนเป็นนักฆ่าระดับสูงที่มีวรยุทธ์ฉายชัดว่าคนบงการหาใช่คนธรรมดาทั่วไป
จังหวะที่องครักษ์ทั้งสองกำลังจะเดินออกจากห้องลับ กลับได้ยินเสียงหวานของสตรีกำลังพูดอะไรบางอย่างต่อหน้าองค์พระโพธิสัตว์สีทองอร่าม
“ข้าแต่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า หลายปีก่อนข้าเคยอธิษฐานว่าร่างกายนี้ข้าจะดูแลรักษาเอาไว้ให้สามีในอนาคตที่จะแต่งงานด้วย แต่ทว่าข้ากลับถูกบุรุษใจร้ายผู้สวมหน้ากากเหล็กฉกฉวยจูบแรกไปแล้วเจ้าค่ะ”
องครักษ์หม่าและองครักษ์เงาถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บุรุษใจร้ายผู้สวมหน้ากากเหล็กจะเป็นใครไปได้เล่าหากไม่ใช่เจ้านายของตน อีกทั้งผ้าผูกผมสีน้ำตาลในมือนั่นก็น่าจะเป็นของคุณหนูเล็กโจวซิงเหยียนไม่ผิดแน่ เนื้อผ้าที่หยาบกระด้างราคาถูกเช่นนี้ย่อมไม่มีสตรีสูงศักดิ์บุตรขุนนางคนใดเป็นเจ้าของ
‘เกิดอะไรขึ้นตอนที่พวกเราถูกไล่ล่าจนพลัดหลงกับท่านโหวกันแน่’
‘ท่านโหวแอบไปล่อหลวงคุณหนูเล็กโจวผู้น่าสงสารงั้นหรือ’
สององครักษ์ลอบมองตากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะเหลือบสายตามองไปยังซ่างกวนโหวที่เวลานี้ถึงกับใบหูเปลี่ยนสี ไม่รู้ว่ากำลังโกรธ หรือกำลังอับอายที่ถูกเปิดโปงกันแน่
‘ตัวแสบ! เจ้ากล้าเอาเรื่องที่ข้าจูบเจ้ามาฟ้องพระประธานเชียวหรือ! หึ! จูบแรกแล้วอย่างไร ข้าเองก็สูญเสียจูบแรกของข้าให้เจ้าเช่นกัน!’
“ชายผู้นั้นโหดร้าย ใจร้าย แล้วยังจูบข้าจนปากบวมเจ่อไม่อาจกินอาหารรสเผ็ดไปหลายวัน”
แค่ก!
ซ่างกวนโหวถึงกับไอขึ้นมาเสียดื้อๆ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ รู้สึกผิดที่กะน้ำหนักไม่ถูกเผลอจูบนางแรงเกินไปจนทำให้นางปากบวม
‘ช่างน่าขายหน้านัก! เรื่องบัดสีเช่นนี้เจ้าก็ยังคิดจะเอามาฟ้ององค์พระโพธิสัตว์งั้นหรือ เจ้าคิดว่าพระโพธิสัตว์ท่านว่างมากนักหรือไง จึงต้องมาฟังเรื่องไร้สาระของเจ้า’
โหวหนุ่มสะบัดมือไพล่ไปทางด้านหลัง ไม่เคยรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้าเช่นนี้มาก่อน สิ่งนี้คงเรียกว่าความอับอายสินะ
‘ช่างดีเหลือเกิน เจ้ากำลังทำให้ข้าอับอาย!’
“ดังนั้นถ้อยคำสัจจะอธิษฐานที่ข้าเคยกล่าวไว้ต่อพระมหาโพธิสัตว์เจ้านับว่าเป็นโมฆะแล้ว ข้าจึงมาขอขมาที่ผิดคำสัตย์เจ้าค่ะ”
หญิงสาวโขกหน้าผากลงกับพื้นสามครั้ง ความกลัดกลุ้มตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้รู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในห้วงมหาสมุทร ดังนั้นเมื่อวันนี้นางมีเวรทำความสะอาดองค์พระประธานในยามเช้าตรู่ นางจึงเฝ้ารอจังหวะที่ไม่มีใครผ่านไปมาเพื่อยกเลิกคำสัจจะอธิษฐานที่ไม่อาจรักษา
ระบายออกไปแล้วก็รู้สึกโล่งใจ สีหน้าของนางดีขึ้น ก่อนจะหยิบผ้าขี้ริ้วและถังน้ำก้าวออกไป โหวหนุ่มถึงกับแค่นหัวเราะในลำคอ
‘นี่นางอธิษฐานอะไรต่อองค์พระประธานบ้างเนี่ย ช่างเป็นสตรีที่ขอเก่งจริงๆ ไหนจะขอพร ไหนจะตั้งสัจวาจา ในหัวเล็กๆ ของนางคิดเรื่องอะไรอยู่กันแน่’
คิดพลางมองตามแผ่นหลังบอบบางไปจนลับตา ก่อนที่หัวใจจะกระตุกหวามเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกกระหายจนอยากจะลิ้มรสเรียวปากหวานนุ่มนิ่มนั้นอีกครา
มุมปากที่กดลึกยกยิ้มอย่างเผลอไผล และนั่นทำให้องครักษ์คู่ใจทั้งสองฉีกยิ้มกว้างจนดวงตาคว่ำดั่งพระจันทร์เสี้ยว
“ยังจะมายืนเสนอหน้าอยู่อีก รีบไปสืบหาตัวผู้บงการเดี๋ยวนี้!”
ซ่างกวนโหวหุบยิ้มฉับหันไปตวาดใส่องครักษ์ทั้งสอง แต่นอกจากลูกน้องจะไม่กลัวแล้วยังก้มหน้ากลั้นหัวเราะกันจนไหล่สั่นเพราะติดตามรับใช้เจ้านายมานาน รู้ดีว่าซ่างกวนโหวหาใช่บุรุษใจร้ายอย่างที่ใครๆ กล่าวขาน
โหวหนุ่มทนไม่ไหวจึงทำท่าฮึดฮัดกลบเกลื่อนความเขินอายแล้วเป็นฝ่ายเดินออกไปเสียเอง
‘ฤดูดอกไม้บานมาถึงท่านโหวแล้ว’
สององครักษ์มองหน้ากันก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
