บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 บุรุษรูปงามกว่าบุรุษงาม

หอเยว่เซียงจวีเป็นสถานเริงรมย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง พอซุนจี้หมิงหลุดปากพูดเช่นนี้ออกมา รอยยิ้มบนหน้าของคุณชายหวังก็แข็งค้างทันที เขาฝืนยิ้มพลางถามว่า “พี่ซุนพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ไม่ใช่หรือ?”

ซุนจี้หมิงยิ้มตอบอย่างถ่อมตัว “คุณชายหวังอย่าเข้าใจผิดข้าแค่...”

“จี้หมิง ครึกครื้นกันขนาดนี้ ทำไมไม่ชวนข้าบ้างล่ะ!”

เสียงบุรุษที่ฟังดูสดใสขัดจังหวะซุนจี้หมิงขึ้นมา ทุกคนต่างหันไปมองตามเสียงนั้น

ผู้ที่เดินนำมาคือบุรุษในชุดคลุมผ้าไหมลายเมฆสีเงินยวง รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดตา มีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ น้ำเสียงนั้นฟังดูสนิทสนมเป็นกันเองอย่างยิ่ง

ทว่าซุนจี้หมิงกลับใจหายวาบ รีบขยับตัวเข้าไปต้อนรับทันที “องค์รัชทายาท เสด็จมาได้อย่างไรพะย่ะค่ะ ทำไมไม่ให้คนมาแจ้งหม่อมฉันก่อนจะได้ไปรับเสด็จ”

“ไม่เป็นไร จี้หมิงไม่ต้องเกรงใจข้าขนาดนั้น วันนี้ข้าแค่พาน้องสามออกมาเดินเล่น นางอุดอู้อยู่ในวังจนเบื่อ พอได้ยินว่าที่นี่ครึกครื้นพวกเราเลยแวะมาดู เจ้าคงไม่รังเกียจพวกเราใช่ไหม?”

ที่แท้บุรุษผู้นี้ก็คือ ฉินหลิง องค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าเยี่ยนนั่นเอง

“โอ้ว.. องค์รัชทายาทตรัสอะไรเช่นนั้น หม่อมฉันยินดีต้อนรับแทบไม่ทันเสียด้วยซ้ำ!” ซุนจี้หมิงรีบเชิญให้องค์รัชทายาทประทับบนที่นั่งประธาน

เมื่อประทับเรียบร้อย องค์รัชทายาทก็เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ทรงชี้ไปยังบุรุษที่ตามหลังมาพลางแนะนำว่า “จี้หมิง นี่คือลูกพี่ลูกน้องของข้า โหวน้อยฉินจวินสิงอีกหน่อยเขาต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาหลวงเหมือนกัน เขาเพิ่งกลับเข้าเมืองหลวงมา วันนี้เลยพามาทำความรู้จักไว้”

ฉินจวินสิง...

ซุนจี้หมิงรู้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือใคร จึงรีบก้มตัวทำความเคารพ “คารวะท่านจวินหวัง (ท่านโหว) ”

ช่วงวันสองวันนี้มีข่าวลือหนาหูในเมืองหลวงว่า ฉินจวินสิง บุตรชายเพียงคนเดียวขององค์หญิงใหญ่ผู้พิทักษ์แผ่นดิน กำลังจะเดินทางกลับจากชายแดนเหนือ ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้พบกันที่บ้านของตนเอง เห็นทีว่าพรุ่งนี้ข่าวการปรากฏตัวของเขาคงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแน่

จะว่าไป ท่านโหวผู้นี้ไม่ได้ใช้นามสกุลตามบิดา แต่ใช้ตามมารดาซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน องค์หญิงใหญ่นางกุมอำนาจกองทัพชายแดนเจ็ดแสนนาย ประจำการอยู่ที่ชายแดนเหนือจนพวกชนเผ่านอกด่านครั่นคร้าม แคว้นต้าเยี่ยนสงบสุขมาได้นับสิบปีก็เพราะมีองค์หญิงใหญ่ผู้นี้คอยคุ้มกัน

ส่วนท่านโหวน้อยผู้นี้เติบโตมาที่ชายแดนตามมารดาตั้งแต็ก ข่าวลือบอกว่าเขาออกรบฆ่าศัตรูได้ตั้งแต่อายุสิบขวบ รูปร่างกำยำล่ำสัน หน้าตาโหดเหี้ยมดุร้าย ที่ต้องส่งกลับเมืองหลวงก็เพราะหาเมียที่ชายแดนไม่ได้ องค์หญิงใหญ่เลยส่งมาให้เสด็จลุงฮ่องเต้ช่วยพระราชทานสมรสให้

ซุนจี้หมิงทบทวนข่าวลือในหัวพลางฟังเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูแหบพร่านิดๆ เอ่ยขึ้นว่า “คุณชายซุนไม่ต้องมากพิธี”

...จบแค่นี้หรือ?

ซุนจี้หมิงที่ยังก้มตัวอยู่ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบเข้ากับดวงตาคมปลาบสีดำสนิทลุ่มลึกคู่หนึ่ง

เจ้าของดวงตานั้นอยู่ในชุดสีดำขลับ ที่เอวห้อยหยกขาวอุ่นไว้หนึ่งชิ้น ผิวพรรณของเขาดูคมเข้มกว่าคุณชายในเมืองหลวงที่มักจะดูบอบบางสะอาดตา ท่านโหวผู้นี้ดูมีเสน่ห์แบบดิบเถื่อนดุจพยัคฆ์ร้ายแห่งทุ่งหญ้า กลิ่นอายรอบตัวเขาน่าเกรงขามจนคนรอบข้างเผลออยากจะถอยห่างโดยไม่รู้ตัว

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ หน้าตาของท่านโหวผู้นี้หล่อเหลาไร้ที่ติจริงๆ!

องค์รัชทายาทได้ชื่อว่าเป็นชายงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงอยู่แล้ว แต่หากมองดูดีๆ เครื่องหน้าของท่านโหวน้อยผู้นี้กลับดูประณีตคมคายยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ ราวกับบุรุษผู้สูงส่งหลุดออกมาจากภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น

ดูท่าข่าวลือจะเชื่อถือไม่ได้เลยจริงๆ เพียงแต่ท่านโหวคนนี้ดูจะเข้าถึงยากไปหน่อยนะ

คุณชายซุนผู้เก่งกาจเรื่องการเข้าสังคมถึงกับไปไม่เป็นครู่ใหญ่ จนองค์รัชทายาทต้องช่วยแก้สถานการณ์ “จี้หมิง ลูกพี่ลูกน้องของข้าเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ อยู่ไปนานๆ เดี๋ยวเจ้าก็ชินเอง”

ซุนจี้หมิงยิ้มตอบ “โหวน้อยให้เกียรติมาเยือนก็นับเป็นวาสนาของจวนซุนแล้วพะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท พวกเราย้ายไปนั่งในสวนกันดีหรือไม่ขอรับ?”

ทว่าองค์รัชทายาทกลับโบกมือปฏิเสธ “ตรงนี้วิวดีอยู่แล้ว น้องสามบอกว่าอยากมาแสดงฝีมือต่อหน้าท่านราชบัณฑิตซุน ข้าในฐานะพี่ชายก็อยากเห็นเหมือนกันว่าฝีมือน้องสาวตัวเองไปถึงไหนแล้ว” กล่าวจบองค์รัชทายาทก็ทรงปรายตาขึ้นไปมองบนหอชมทิวทัศน์ เห็นได้ชัดว่าทรงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นข้างบนหมดแล้ว

ซุนจี้หมิงเห็นสายตาขององค์รัชทายาทก็รู้ทันทีว่าทรงนึกสนุกขึ้นมาแล้ว เขาไม่กล้าขัดพระทัย จึงได้แต่สั่งให้บ่าวรับใช้จัดเตรียมที่ทางใหม่

ส่วนคนอื่นๆ ต่างพากันอึ้งกิมกี่ตั้งแต่เห็นองค์รัชทายาทปรากฏตัว จนกระทั่งองค์รัชทายาทถามขึ้นมาว่า “เมื่อครู่คุยอะไรกันอยู่หรือ เห็นครึกครื้นกันเชียว”

ซุนจี้หมิง: “...” จำเป็นต้องจำแม่นขนาดนี้เลยหรือ?

เขากำลังจะหาข้ออ้างเลี่ยงไป แต่คุณชายหวังที่อยากประจบองค์รัชทายาทกลับรีบแฉเรื่องทั้งหมดออกมาจนหมดเปลือก

พอองค์รัชทายาทฟังจบก็ชักจะสนใจขึ้นมา “นักเล่านิทานที่โรงน้ำชาทางใต้ของเมืองอย่างนั้นหรือ? ข้าล่ะสงสัยนักว่าโรงน้ำชาไหนกันที่แต่งเรื่องเก่งจนคุณหนูในห้องหอยังรู้จัก วันหลังข้าต้องพาลูกพี่ลูกน้องไปฟังบ้างเสียแล้ว”

ทรงหันไปหาลูกพี่ลูกน้องที่นั่งนิ่งเงียบ “จวินสิง เจ้าว่าอย่างไรล่ะ?”

ฉินจวินสิงปรายตามององค์รัชทายาทแวบหนึ่ง ก่อนจะทิ้งท้ายสั้นๆ ว่า “ตามใจท่าน”

ทุกคนต่างอึ้งกับท่าทีของเขา แต่องค์รัชทายาทกลับไม่ถือสา ทรงยิ้มตอบอย่างใจดี “ถ้าอย่างนั้น รบกวนจี้หมิงช่วยไปถามให้ทีนะว่าเป็นโรงน้ำชาไหนกันแน่”

ซุนจี้หมิงจนปัญญา ได้แต่เรียกบ่าวรับใช้มากระซิบสั่งความ บ่าวรับใช้ไปไม่นานก็กลับมารายงาน องค์รัชทายาทเห็นเข้าก็เรียกมาถามทันที “ได้ความหรือยัง?”

บ่าวรับใช้จวนซุนตื่นเต้นนิดหน่อยแต่ยังรักษาท่าทีได้ดี “เรียนองค์รัชทายาท เป็นโรงน้ำชาหลิงเฟิงทางใต้ของเมืองพ่ะย่ะค่ะ”

“โรงน้ำชาหลิงเฟิงอย่างนั้นหรือ?” องค์รัชทายาททวนชื่อเบาๆ ก่อนจะถามบ่าวต่อ “เจ้าพอจะรู้ไหมว่าคุณหนูบ้านไหนเป็นคนบอกเจ้า?”

คำถามนี้ทำเอาทุกคนจับจ้องไปที่บ่าวรับใช้เป็นตาเดียว ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ท่านโหวจอมโหดผู้ที่นั่งนิ่งอยู่ กลับมีแววตาประหลาดใจพาดผ่านวูบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น

บ่าวรับใช้จวนซุนคงจะตื่นเต้นจนเผลอหันไปมองซุนจี้หมิง พอรู้ตัวว่าอยู่ต่อหน้าใครก็รีบก้มหน้าตอบตามตรง “เรียนองค์รัชทายาท คุณหนูใหญ่เป็นคนบอกบ่าวพ่ะย่ะค่ะ”

“งั้นหรือ ลำบากเจ้าแล้วนะ” องค์รัชทายาทเหมือนจะแค่ถามไปอย่างนั้น พอไม่ได้คำตอบชัดเจนก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร ทรงโบกมือให้บ่าวถอยไป

ซุนจี้หมิงเห็นดังนั้นก็รีบชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อดึงความสนใจขององค์รัชทายาทไปทางอื่นแทน

ทางด้านบนหอชมทิวทัศน์ เพราะท่าทีขององค์หญิงสาม ทำให้เซี่ยเฟิ่งหรั่นถูกคนอื่นเมินเฉยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซุนเย่ว์หลานเองก็ถูกองค์หญิงดึงตัวไว้ตลอด เลยไม่มีใครคุยกับนางเลย

จนกระทั่งบ่าวจวนซุนเดินขึ้นมาหา เดิมทีซุนจี้หมิงไม่อยากให้เป็นจุดสนใจ เลยไม่ได้ให้บ่าวไปถามน้องสาวตัวเอง แต่ให้มาถามเซี่ยเฟิ่งหรั่นแทน แถมยังกำชับบ่าวว่าให้ปิดเรื่องนี้ต่อหน้าองค์รัชทายาทด้วย

เซี่ยเฟิ่งหรั่นไม่รู้ว่าใครจะว่างขนาดมาตามสืบเรื่องนี้ ในเมื่อไม่มีใครคุยด้วย นางเลยถือโอกาสมองลงไปดูการรวมตัวของพวกคุณชายข้างล่างกะจะหาตัวคนว่างงานคนนั้นเสียหน่อย

แต่น่าเสียดายที่ศาลามีสิ่งกีดขวางบังตาอยู่ นางมองอยู่นานก็ไม่เห็นร่องรอยอะไร พอคิดจะละสายตากลับมา พลันไปสบเข้ากับดวงตาคมลุ่มลึกคู่หนึ่งเข้าโดยบังเอิญ

ดวงตาคู่นั้นดูเย็นชาไร้ความรู้สึก แต่นางกลับรู้สึกได้ถึงแววล้อเลียนอย่างบอกไม่ถูก

หมายความว่ายังไงกันนะ?

ยังไม่ทันที่นางจะได้คิดอะไรต่อ เจ้าของดวงตานั้นก็เบือนหน้าหนีไปเสียแล้ว เซี่ยเฟิ่งหรั่นหาตัวคนไม่เจอจึงได้แต่ดึงสายตากลับมา

ตอนนี้การแสดงความสามารถบนหอชมทิวทัศน์ใกล้จะจบลงแล้ว เหล่าคุณหนูต่างพากันเขียนกลอนวาดภาพทิ้งผลงานที่ตนถนัดไว้เกือบทุกคน แม้แต่เซี่ยยวินซีก็ยังเขียนอักษรไว้หนึ่งชุด!

ส่วนองค์หญิงสามเหมือนจะมาแค่เอาสนุกเท่านั้น ทรงนั่งดูคนอื่นเขียนๆ วาดๆ พลางคุยกับซุนเย่ว์หลานไม่กี่คำ จนกระทั่งซุนเย่ว์หลานประกาศจบงาน องค์หญิงสามก็โพล่งขึ้นมาทันที

“เซี่ยเฟิ่งหรั่น ทุกคนที่นี่ต่างก็ทิ้งผลงานไว้ ทำไมเจ้าถึงไม่ทำล่ะ? หรือว่าเจ้าดูถูกตระกูลซุน หรือว่าดูถูกสถานศึกษาหญิงอย่างนั้นหรือ?”

มาแล้วสินะ!

เซี่ยเฟิ่งหรั่นบ่นพึมพำในใจ นางรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างองค์หญิงไม่มีทางปล่อยนางไปง่ายๆ แน่

“องค์หญิงกล่าวเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันที่ไม่ได้ทำเพราะรู้ตัวว่าความรู้น้อย กลัวจะทำตัวขายหน้าต่อหน้าผู้อื่นเท่านั้น หม่อมฉันเคารพรักท่านราชบัณฑิตซุนยิ่งนัก และยำเกรงต่อสถานศึกษาหญิงอย่างที่สุดเพคะ”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นจ้องสบตาองค์หญิงสามอย่างไม่เกรงกลัวพลางยิ้มออกมาอย่างงดงาม

คนรอบข้างถึงได้เพิ่งสังเกตเห็นว่า คุณหนูใหญ่จวนโหวคนนี้พอยิ้มแล้วกลับดูงดงามจับตายิ่งนัก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ดูมีเสน่ห์เหลือล้น

“เหอะ!” องค์หญิงสามเหยียดยิ้มเย้ยหยันพลางตรัสด้วยน้ำเสียงประสงค์ร้ายว่า “แต่ข้ากลับได้ยินมาว่า ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเซี่ยเคยพูดว่าสถานศึกษาหญิงเป็นเรื่อง ‘เสื่อมเสีย’ ไม่ทราบว่าคุณหนูเซี่ยจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไงหรือ?”

คราวนี้ทุกคนดูออกชัดเจนแล้วว่า องค์หญิงพระองค์นี้จงใจหาเรื่องคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยชัดๆ ทรงบีบคั้นถึงเพียงนี้ หากตอบไม่ดี นอกจากจะทำให้ตระกูลซุนขุ่นเคืองแล้ว ยังเสี่ยงจะถูกตราหน้าว่าลบหลู่เบื้องสูงอีกด้วย

ทุกคนต่างพากันลุ้นระทึกว่า เซี่ยเฟิ่งหรั่นจะแก้สถานการณ์นี้ยังไงหรือ?

..

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel