ตอนที่ 7 ฐานะที่แท้จริงของท่านย่า
“องค์หญิงสาม ท่านย่าเคยกล่าวเช่นนั้นจริงๆ เพคะ”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นเอ่ยออกมาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ทว่าคำพูดของนางกลับทำให้คนรอบข้างตกตะลึงจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไปทั่วราวกับคลื่นยักษ์
“นางยอมรับออกมาจริงๆ ด้วย!”
“ตระกูลเซี่ยโอหังถึงเพียงนี้เชียวหรือ? กล้ากล่าวเช่นนี้ในเขตธรณีของจวนซุน ใจเด็ดเกินไปแล้ว!”
“นั่นสิ องค์หญิงสามก็ประทับอยู่ตรงนี้ นางยังกล้าเอ่ยทุกอย่างออกมาตามตรง”
สายตาที่ทุกคนมองมายังเซี่ยเฟิ่งหรั่นนั้นราวกับมองดูตัวประหลาด พวกนางมองสลับไปมาระหว่างเซี่ยเฟิ่งหรั่นกับองค์หญิงสาม ต่างพากันคิดว่าการที่เซี่ยเฟิ่งหรั่นกล้ากล่าวเช่นนี้ต่อหน้าองค์หญิงผู้เอาแต่ใจ ย่อมไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
องค์หญิงสามเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน นางเตรียมใจไว้ว่าเซี่ยเฟิ่งหรั่นต้องปฏิเสธพัลวันแน่ แต่พออีกฝ่ายยอมรับออกมาง่ายๆ แบบนี้ นางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ยอมรับแล้วใช่ไหม?”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนโทนเสียงแล้วถามกลับไปว่า “แต่พระองค์ทรงทราบไหมเพคะ ว่าท่านย่ากล่าวประโยคนี้กับใคร?”
องค์หญิงสามชะงักไป “กับใคร?”
จากนั้นทุกคนก็เห็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยผู้นี้เหยียดหลังตรง เอ่ยเน้นทีละคำอย่างหนักแน่นว่า “อดีตฮ่องเต้เต๋อจงเพคะ!”
ฮ่องเต้เต๋อจงคือจักรพรรดินีเพียงหนึ่งเดียวของราชวงศ์ต้าเยี่ยน เป็นผู้ก่อตั้งสถานศึกษาหญิง และยังเป็นพระมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันด้วย
พอชื่อนี้หลุดออกมา ทุกคนต่างพากันอึ้งกิมกี่ องค์หญิงสามรีบเถียงกลับทันควัน “เป็นไปไม่ได้!”
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะเพคะ?” มุมปากของเซี่ยเฟิ่งหรั่นยกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ “ท่านย่ากับอดีตฮ่องเต้เต๋อจงเป็นสหายสนิทกันในห้องหอ ทั้งยังเคยเป็นเพื่อนร่วมเรียนของพระองค์ด้วย สถานศึกษาหญิงคือความฝันที่ฮ่องเต้เต๋อจงวาดหวังไว้ และพระองค์เคยเล่าเรื่องนี้ให้ท่านย่าฟัง”
“แต่ด้วยแนวคิดของตระกูลที่สืบทอดกันมายาวนาน ทำให้ท่านย่าไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์คิดในตอนที่ทั้งคู่ถกเถียงกัน ท่านย่าจึงวิจารณ์ด้วยคำว่า ‘เสื่อมเสีย’ และ ‘นอกรีต’ หลังจากที่ฮ่องเต้เต๋อจงสร้างสถานศึกษาหญิงเสร็จสิ้น จึงทรงส่งคนมาถามท่านย่าเป็นการส่วนตัวว่าสถานศึกษาหญิงเสื่อมเสียจริงอย่างที่เคยว่าไว้ไหม ด้วยเหตุนี้ประโยคดังกล่าวถึงได้แพร่ออกไปเพคะ”
“องค์หญิงสามเพคะ เรื่องนี้เดิมทีเป็นเพียงบทสนทนาลับๆ ระหว่างสหายสนิท ฮ่องเต้เต๋อจงตอนที่ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ยังไม่ทรงถือสาเลย ท่านย่าเพียงตักเตือนในฐานะสหายเท่านั้น หลังจากสถานศึกษาหญิงสร้างเสร็จ ท่านย่าก็ไม่เคยขัดขวางหากกุลสตรีในตระกูลเซี่ยคนไหนอยากจะเข้าเรียน ที่พระองค์กล่าวว่าตระกูลเซี่ยดูถูกสถานศึกษาหญิง จึงเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพเพคะ”
พอได้ฟังคำอธิบายนี้ ทุกคนต่างพากันเข้าใจกระจ่างแจ้ง
พวกนางเคยหลงเชื่อว่าฮูหยินผู้เฒ่าจวนเซี่ยเป็นคนตาต่ำมองข้ามสถานศึกษาหญิง แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่สลับซับซ้อนถึงเพียงนี้
ใครจะไปคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยกับฮ่องเต้เต๋อจงจะเป็นสหายสนิทกัน! เพราะจวนติ้งกั๋วโหวขึ้นชื่อเรื่องกฎระเบียบที่เคร่งครัดที่สุดในเมืองหลวง เป็นขั้วอำนาจเก่าที่เข้มงวดกับสตรีอย่างยิ่ง สองคนนี้จะเป็นสหายกันได้ยังไงหรือ?
เซี่ยเฟิ่งหรั่นไม่สนใจเสียงซุบซิบของคนอื่น นางเพียงจ้องมององค์หญิงสามที่ยามนี้ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ แต่กลับตรัสอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ถ้าเซี่ยเฟิ่งหรั่นยกเหตุผลอื่นมาอ้าง นางยังพอจะแถไปได้บ้าง แต่พอเป็นเรื่องของฮ่องเต้เต๋อจง นางกลับไม่กล้าลบหลู่แม้เพียงครึ่งคำ
องค์หญิงสามจึงได้แต่ตรัสว่า “ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าพูดจริงหรือโกหก?”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นทำเหมือนคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว นางพยักหน้าพลางกล่าวว่า “องค์หญิงทรงสงสัยย่อมเป็นเรื่องธรรมดาเพคะ ความจริงเรื่องนี้ท่านย่าไม่ได้บอกหม่อมฉันหรอก แต่หม่อมฉันอ่านเจอในบันทึกลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้เต๋อจง บันทึกเล่มนี้พระองค์ทรงมอบให้ท่านย่าไว้เป็นของต่างหน้า ถ้าพระองค์ไม่เชื่อ หม่อมฉันจะให้คนส่งบันทึกเล่มนั้นไปให้ทอดพระเนตรที่วัง แต่หวังว่าเมื่อทอดพระเนตรเสร็จแล้วจะทรงส่งคืนให้หม่อมฉันด้วยนะเพคะ”
องค์หญิงสามหน้าถอดสี “มะ... ไม่ต้องหรอก!” ใครจะอยากไปอ่านลายพระหัตถ์ของอดีตฮ่องเต้ ของพรรค์นั้นในวังมีตั้งมากมาย มีอะไรน่าดูตรงไหนกัน!
องค์หญิงสามเห็นว่าแผนการบีบคั้นของตนถูกเซี่ยเฟิ่งหรั่นแก้ทางได้อย่างราบรื่น แถมยังเป็นการยกฐานะของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยให้สูงส่งขึ้นไปอีก เห็นทีหลังจากนี้คงไม่มีใครกล้าเอาเรื่องนี้มาโจมตีตระกูลเซี่ยได้อีกแล้ว
ทำอะไรไม่ได้ แถมยังต้องมานั่งเจ็บใจเอง ช่างน่าหงุดหงิดยิ่งนัก!
นางจึงไม่อยากประทับต่ออีกต่อไป ทรงคว้ามือซุนเย่ว์หลานแล้วตรัสว่า “เย่ว์หลาน เสด็จพี่รัชทายาทรอข้าอยู่ข้างล่าง เจ้าลงไปเป็นเพื่อนข้าที”
ซุนเย่ว์หลานคิดในใจว่านางปฏิเสธองค์หญิงไม่ได้ แต่ว่า...
“องค์หญิงเพคะ ไหนๆ ผลงานของทุกคนก็เสร็จหมดแล้ว พวกเราลงไปพร้อมกันเถอะเพคะ!” ว่าแล้วนางก็สั่งให้บ่าวรับใช้เก็บรวบรวมผลงานทั้งหมดไปส่งให้ท่านราชบัณฑิตซุนที่เรือนหลัง
จากนั้นนางก็ชวนทุกคนให้ลงไปพร้อมกัน องค์หญิงสามตั้งใจจะดึงไปแค่ซุนเย่ว์หลานคนเดียว แต่ในเมื่อเจ้าบ้านกล่าวเช่นนี้ นางก็ขัดศรัทธาไม่ได้ จึงได้แต่พากลุ่มกุลสตรีกลุ่มใหญ่เดินลงจากหอชมทิวทัศน์ไปอย่างเอิกเกริก
เซี่ยเฟิ่งหรั่นยังคงเดินรั้งท้ายอยู่หลังสุดเหมือนเดิม ส่วนเซี่ยยวินซีนั้นรีบเดินตามติดองค์หญิงสามไปอย่างกระชั้นชิด
เหล่าคุณหนูในงานต่างพากันลอบสังเกตเหตุการณ์นี้และเก็บไปคิดในใจ แต่มีคนหนึ่งที่รู้สึกหงุดหงิดเป็นพิเศษ
นางอุตส่าห์ออกหน้าแทนเซี่ยยวินซี ยอมไปปะทะกับเซี่ยเฟิ่งหรั่นจนเกือบจะผิดใจกับซุนเย่ว์หลาน แต่ตอนนี้ในสายตาเซี่ยยวินซีกลับมีแค่องค์หญิงสามคนเดียว จะไม่ให้นางหงุดหงิดได้ยังไงหรือ?
ที่สวนด้านล่าง เหล่าคุณชายต่างกำลังรอชมผลงานจากกุลสตรีด้านบนอยู่ด้วยความตื่นเต้น! แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อเห็นองค์หญิงสามนำขบวนทุกคนลงมาเอง
องค์รัชทายาทขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นองค์หญิงสามเดินเข้ามาพร้อมซุนเย่ว์หลาน จึงเคาะศีรษะน้องสาวไปทีหนึ่งอย่างอดไม่ได้ “เจ้าซนอีกแล้วนะ”
แม้ทุกวันนี้กฎเกณฑ์ระหว่างชายหญิงจะไม่เข้มงวดมากนัก แต่การทำเช่นนี้ในบ้านตระกูลซุน แถมยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปิดสถานศึกษาหญิง เรื่องนี้ถ้าแพร่ออกไปมันฟังดูไม่ดีเลย
องค์หญิงสามเพียงแค่อยากสลัดเซี่ยเฟิ่งหรั่นทิ้ง ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังขนาดนั้น นางจึงแลบลิ้นปลิ้นตา “เสด็จพี่ ต่อไปน้องไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ” ว่าแล้วก็ผลักซุนเย่ว์หลานไปข้างหน้า “เสด็จพี่ นี่คือสหายของน้อง และยังเป็นน้องสาวของคุณชายซุนด้วย นามว่าซุนเย่ว์หลานเพคะ”
ซุนเย่ว์หลานถูกผลักออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว นางลอบถอนใจพลางทำความเคารพอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันถวายบังคมองค์รัชทายาทเพคะ”
องค์รัชทายาทพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “คุณหนูซุนไม่ต้องมากพิธี”
หลังจากทักทายเสร็จ ซุนเย่ว์หลานก็รักษามารยาทด้วยการถอยออกไปยืนอยู่ตรงริมขอบวงสนทนา องค์รัชทายาทเดิมทีตั้งใจจะรอดูบทกวีเหล่านั้นอีกสักพัก แต่ในเมื่อองค์หญิงสามก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา พระองค์ก็ไม่มีข้ออ้างที่จะประทับต่ออีกต่อไป
จึงทรงเอ่ยลาซุนจี้หมิงด้วยความเสียดายเล็กน้อย “จี้หมิง วันหลังพวกเราค่อยนัดกันใหม่นะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ซุนจี้หมิงเดินไปส่งองค์รัชทายาทที่หน้าศาลา องค์หญิงสามแอบถอยหลังมาอยู่ข้างๆ ซุนจี้หมิงอย่างแนบเนียน นางเหลือบมองเขาแล้วเอ่ยเสียงเบา “คุณชายซุน พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ”
ซุนจี้หมิงขยับตัวออกห่างอย่างเป็นธรรมชาติพลางตอบกลับอย่างสุภาพ “ถวายบังคมองค์หญิงสามพ่ะย่ะค่ะ”
ที่น่าแปลกคือ องค์หญิงสามที่เคยจองหองพองขนเมื่อครู่ กลับแอบเขินจนหูแดง นางกระซิบเบาๆ ว่า “คุณชายซุน ข้ากับเย่ว์หลานเป็นสหายกัน ท่านไม่ต้องเกรงใจข้าขนาดนี้ก็ได้”
“ธรรมเนียมมิอาจละเลยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงสามแอบมองใบหน้าด้านข้างของซุนจี้หมิง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกหัวใจเต้นรัว นางเอามือปิดแก้มพลางแอบถามหยั่งเชิงว่า “แล้วคุณชายซุนพอจะเต็มใจ...”
ทว่ายังไม่ทันถามจบ พลันมีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามาขัดจังหวะ “องค์หญิงสาม พระองค์จะเสด็จกลับแล้วหรือเพคะ?”
ซุนจี้หมิงเห็นดังนั้นจึงรีบหาจังหวะปลีกตัว “ในเมื่อองค์หญิงมีธุระ ข้าขอตัวเลี่ยงไปก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ” ว่าแล้วเขาก็ถอยหลังออกไปหลายก้าวทันที
รอยแดงบนใบหน้าองค์หญิงสามจางหายไปแทนที่ด้วยความเย็นชา นางสะบัดหน้ามองไปยังคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะผู้นั้นด้วยสายตาพิฆาต
...
