ตอนที่ 4 คนหน้าหนา
แม้แต่เซี่ยเฟิ่งหรั่นเองก็ยังอดใจมิได้ที่จะจับจ้องไปยังน้องสาว นางเองก็ใคร่รู้นักว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นไร
ในเวลานี้เซี่ยยวินซีอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย ไม่รู้ว่านางควรจะโกรธที่เซี่ยเฟิ่งหรั่นไม่ไว้หน้า หรือควรจะแค้นที่หวังหย่าหานสอดไม่เข้าเรื่องดี ช่างเป็นประเภท "ขโมยไก่ไม่สำเร็จแถมเสียข้าวสาร" (ทำอะไรไม่สำเร็จแล้วยังเสียผลประโยชน์) โดยแท้ นางรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกย่างสดบนกองไฟก็ไม่ปาน
เมื่อเห็นเซี่ยยวินซีนิ่งเงียบ หวังหย่าหานก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่ลดละ “ยวินซี เจ้าไม่ได้บอกหรอกหรือ? ว่าเซี่ยเฟิ่งหรั่นมักจะพูดจาส่อเสียดให้ร้ายเจ้าต่อหน้าท่านย่า คอยยุแยงให้ความสัมพันธ์ฉันย่าหลานสั่นคลอน ทั้งยังแย่งชิงอาจารย์ที่ควรจะเป็นของเจ้าไป มิหนำซ้ำเจ้ายังบอกอีกว่า มารดาของนางแย่งชิงตำแหน่งฮูหยินเอกไปจากมารดาของเจ้า เจ้าต้องทนรับความอัปยศถึงเพียงนี้ ไม่ควรจะทวงคืนความเป็นธรรมให้ตนเองหรอกหรือ?”
โอ้...
สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงัดลงทันตา สายตาของฝูงชนที่มองไปยังสองพี่น้องตระกูลเซี่ยเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ใครจะคาดคิดว่าเรื่องอื้อฉาวภายในจวนโหวจะเผ็ดร้อนถึงเพียงนี้!
แววตาของเซี่ยเฟิ่งหรั่นเย็นเยียบลงทันควัน นางมองไปยังเซี่ยยวินซีด้วยสายตาคมกริบดุจใบมีดที่กรีดลงบนร่างของอีกฝ่ายทีละแผล
เซี่ยยวินซีรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ หัวสมองอื้ออึงไปหมด ในยามนี้นางเหลือเพียงทางเลือกเดียวคือ... แสร้งเป็นลมไปเสียทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ลงมือทำตามแผน บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งก็เดินขึ้นมาบนหอชมทิวทัศน์
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านฮูหยินให้มาสอบถามว่าทางนี้เริ่มงานแล้วหรือไม่ ท่านกำลังรอชมผลงานของคุณหนูทุกท่านอยู่เจ้าค่ะ”
“จริงด้วย ข้าลืมไปเสียสนิท ขอเชิญพี่น้องทุกท่านนั่งประจำที่ ข้ามีเรื่องสำคัญจะประกาศเจ้าค่ะ”
ซุนเย่ว์หลานเองก็ตกตะลึงกับคำพูดของหวังหย่าหานเช่นกัน เมื่อได้สติจึงรีบกู้สถานการณ์กลับคืนมา
เซี่ยยวินซีลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องแกล้งเป็นลม ทว่านางยังคงมีสติพอที่จะไม่สนใจคำเรียกขานของหวังหย่าหาน แล้วรีบไปนั่งลงข้างกายเซี่ยเฟิ่งหรั่นทันที
เมื่อนั่งลงแล้ว เซี่ยยวินซีก็เอ่ยกับเซี่ยเฟิ่งหรั่นด้วยท่าทีไม่สบายใจ “พี่หญิง คำพูดของคุณหนูหวังน้องไม่ได้เป็นคนพูดจริงๆ นะเจ้าคะ น้องไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ข้า...”
“หุบปาก” เซี่ยเฟิ่งหรั่นพิงราวระเบียงพลางหลุบตาลง น้ำเสียงของนางเรียบเฉยจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ “เจ้าไม่ต้องมาอธิบายกับข้า เก็บคำพูดพวกนี้ไปอธิบายกับท่านพ่อที่จวนเถิด”
เซี่ยยวินซีชะงักกึก แววตาฉายร่องรอยแห่งความเคียดแค้นออกมาแวบหนึ่ง นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วฝืนสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้
ไม่ว่าใครจะเก็บเรื่องเมื่อครู่ไปครุ่นคิดอย่างไร งานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไป
ซุนเย่ว์หลานสั่งให้บ่าวรับใช้จัดวางโต๊ะตัวใหญ่ไว้กลางหอชมทิวทัศน์ รอบโต๊ะจัดเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกไว้อย่างครบครัน บ่าวรับใช้จวนซุนทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไว เมื่อจัดเสร็จก็ถอยออกไปอย่างเป็นระเบียบ
ซุนเย่ว์หลานยืนยิ้มละไมมองดูทุกคน “พี่น้องทุกท่านได้ชมทัศนียภาพในสวนกันไปแล้ว ไม่ทราบว่ามีผู้ใดสนใจจะสำแดงความสามารถ ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาด บทกวี หรือเรียงความบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
“ย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ อยู่บ้านข้าก็ทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว มาที่นี่ได้แลกเปลี่ยนกับพี่น้องทุกท่าน นับเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก”
สิ้นคำพูดของซุนเย่ว์หลาน ก็มีคนเอ่ยขานรับทันที จากนั้นเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ก็ตามมา
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณหนูซุนที่มอบโอกาสเช่นนี้ให้!”
“นั่นน่ะสิเจ้าคะ ได้เห็นฝีไม้ลายมือของคุณหนูทุกท่าน ข้าคงเก็บไปฝันจนยิ้มแก้มปริเป็นแน่!”
ท่ามกลางการสนทนาอันครึกครื้น พลันมีเสียงหนึ่งโพล่งแทรกขึ้นมาอย่างผิดกาลเทศะ
“นั่นสิเจ้าคะ โดยเฉพาะคุณหนูใหญ่เซี่ยที่นั่งอยู่ที่นี่ ใครบ้างในเมืองหลวงไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่เชี่ยวชาญทั้งพิณ หมาก อักษร และภาพวาด ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง วันนี้พวกเราช่างมีวาสนาจริงๆ”
ทุกคนมองตามเสียงไป เห็นคุณหนูหวังผู้นั้นมองมาทางเซี่ยเฟิ่งหรั่นด้วยสายตาหยามหยันและท้าทาย
เสียงพูดคุยบนหอชมทิวทัศน์ค่อยๆ เงียบลง สายตาของทุกคนจับจ้องสลับไปมาระหว่างคนทั้งสอง ในใจต่างพากันคิดว่า... นี่คือการประกาศศึกกันสินะ?
ทว่าหากสิ่งที่หวังหย่าหานพูดเมื่อครู่เป็นความจริง ต่อให้เซี่ยเฟิ่งหรั่นจะมีความสามารถล้ำเลิศเพียงใด ก็คงไม่อาจชดเชยสันดานที่เลวร้ายได้
“คุณหนูหวังกล่าวอันใดเช่นนั้นเล่า พี่น้องทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้ทรงความรู้ มีหรือจะด้อยไปกว่ากัน เช่นเดียวกับภาพวาดขุนเขาและสายน้ำของคุณหนูหวังที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร วันนี้พวกเราเพียงแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น หากทุกท่านเห็นชอบ ข้าจะนำผลงานของทุกท่านไปให้ท่านแม่เป็นผู้ชี้แนะ แล้วค่อยส่งคืนให้ในภายหลัง ไม่ทราบว่าทุกท่านเห็นเป็นอย่างไร?”
ซุนเย่ว์หลานรีบก้าวออกมาไกล่เกลี่ยพลางปรายตามองคุณหนูหวังอย่างมีความหมาย
คุณหนูหวังขบกรามแน่น ท้ายที่สุดนางยังคงยำเกรงว่านี่คืองานเลี้ยงของจวนซุน จึงมิกล้าทำตัวรังควานเกินพิกัด นางนั่งลงที่เดิมด้วยท่าทางขัดใจ
ส่วนคนอื่นๆ กลับถูกดึงดูดด้วยข้อเสนอของซุนเย่ว์หลาน
“คุณหนูซุน บทกวีและภาพวาดของพวกเรา จะถูกส่งถึงมือท่านราชบัณฑิตซุนจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
ดรุณีน้อยผู้หนึ่งถามด้วยดวงตาเป็นประกายพลางแสดงท่าทางตื่นเต้น
ซุนเย่ว์หลานพยักหน้า “แน่นอนเจ้าค่ะ นี่คือคำกำชับจากท่านแม่ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านแม่เปิดสถานศึกษาหญิงขึ้นใหม่ พี่น้องทุกท่านในที่นี้ล้วนมีโอกาสเป็นดาวจรัสแสงดวงใหม่ของสถานศึกษา ท่านแม่ย่อมต้องให้ความสนใจ เมื่อครู่ท่านยังให้คนมาสอบถามอยู่เลยเจ้าค่ะ”
“ว้าว ยอดเยี่ยมไปเลย ข้าต้องตั้งใจเขียนอย่างสุดฝีมือ คุณหนูซุน ท่านราชบัณฑิตคือบุคคลที่ข้าเคารพรักที่สุด ขอบคุณท่านมากจริงๆ ที่มอบโอกาสนี้ให้”
คุณหนูผู้นั้นตื่นเต้นจนแทบจะเป็นลม
ทว่าไม่มีใครหัวเราะเยาะนาง เพราะในบรรดาสตรีสูงศักดิ์ที่นี่ มีผู้ใดบ้างมิได้เคารพเลื่อมใสในตัวท่านราชบัณฑิตซุน? ทุกคนจึงเริ่มปรึกษาหารือกันว่าจะเขียนสิ่งใด บางคนที่กระตือรือร้นก็เลิกสงวนท่าที เดินไปที่โต๊ะแล้วเริ่มจรดพู่กัน
แม้แต่เซี่ยยวินซีเองก็มีท่าทีลังเลใจ
โอกาสที่นางอ้อนวอนขอจากท่านพ่อมานั้น จุดประสงค์ก็เพื่อหาทางเข้าใกล้ซุนเย่ว์หลานและคว้าโอกาสเข้าเรียนในสถานศึกษาหญิง ทว่านางรู้ดีว่าความสามารถของตนเองมีเพียงใด
สายตาของนางจึงเบนไปตกอยู่ที่เซี่ยเฟิ่งหรั่น
เซี่ยเฟิ่งหรั่นสัมผัสได้ถึงสายตานั้น นางแค่นยิ้มในใจพลางรอดูว่าเพดานความไร้ยางอายของเซี่ยยวินซีจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
ทว่านางกลับประเมินความหน้าด้านของเซี่ยยวินซีต่ำไปจริงๆ
เซี่ยยวินซีนั้นรู้ดีว่าเมื่อใดควรโอนอ่อน เมื่อใดควรแข็งขืน ต่อให้เรื่องอื้อฉาวเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย แต่นางกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปั้นหน้าเจียมเนื้อเจียมตัว น่าเวทนาสงสาร มองดูเซี่ยเฟิ่งหรั่น
“พี่หญิง น้องเองก็อยากลองไปทดสอบฝีมือดูบ้างเจ้าค่ะ”
“อยากลองก็ลองไปสิ มาบอกข้าทำไม?” ในเมื่อจวนซุนมอบโอกาสที่เปิดเผยเช่นนี้ให้ หากเซี่ยยวินซีคว้าเอาไว้ไม่ได้ ก็นับว่าเป็นกรรมของนางเอง
เซี่ยยวินซีคิดว่าเซี่ยเฟิ่งหรั่นกำลังประชดประชันนาง ในใจรู้สึกอับอายยิ่งนัก ทว่าเมื่อนึกถึงว่าหากครั้งนี้เข้าตาของท่านราชบัณฑิตซุนได้ การเข้าศึกษาต่อย่อมมิใช่ปัญหา นางจึงกัดฟันพูดต่อว่า “น้องความรู้น้อยด้อยปัญญา ใคร่ขอให้พี่หญิงช่วยชี้แนะสักเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นกะพริบตา ใบหน้าฉายแววประหลาดใจอย่างยิ่ง “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
ผิวหน้าของเซี่ยยวินซีเหตุใดถึงหนาได้เพียงนี้?
“พี่หญิง ท่านอย่าลืมสิเจ้าคะ ก่อนออกจากจวนท่านพ่อกำชับท่านไว้ว่าให้ดูแลน้องให้ดี ท่านลองทายดูสิว่าหากท่านพ่อรู้ว่าท่านไม่เพียงแต่ไม่ดูแลน้อง แต่ยังร่วมมือกับคนนอกข่มเหงน้อง แถมในโอกาสสำคัญเช่นนี้ยังไม่ยอมช่วยเหลือ ท่านพ่อจะผิดหวังในตัวท่านเพียงใด และจะพาลไปโกรธเคืองท่านแม่ของท่านหรือไม่”
เซี่ยยวินซีลดเสียงลงต่ำ ดวงตาจับจ้องไปที่เซี่ยเฟิ่งหรั่นอย่างไม่วางตา
เรื่องที่ฮูหยินเอกจวนโหวไม่เป็นที่โปรดปรานของสามีมานานหลายปี และใช้ชีวิตราวกับคนไร้ตัวตนในจวนนั้น มิใช่ความลับในเมืองหลวงเลย และเซี่ยยวินซีรู้ดีว่า สิ่งที่เซี่ยเฟิ่งหรั่นให้ความสำคัญที่สุดก็คือมารดาของนาง
ในกาลก่อน หากเซี่ยเฟิ่งหรั่นทำให้นางไม่พอใจ นางจะไปฟ้องท่านแม่รอง (อนุ) จากนั้นท่านแม่รองก็จะไปเป่าหูท่านพ่อ เมื่อท่านพ่อไปหาเรื่องรบกวนฮูหยินเอก มารดาผู้ยอมคนของเซี่ยเฟิ่งหรั่นที่มีใจรักมั่นคงต่อสามีจะทนรับสภาพนั้นได้อย่างไร ท้ายที่สุดนางก็จะต้องล้มป่วยไปเสียทุกครั้ง
และนั่นจะทำให้เซี่ยเฟิ่งหรั่นยอมสงบเสงี่ยมลงไม่น้อย ยามนี้นางอาจจะจัดการเซี่ยเฟิ่งหรั่นไม่ได้ แต่ความรักใคร่เอ็นดูที่ท่านพ่อมีต่อนาง คืออำนาจต่อรองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
“น้องรอง... เจ้าลืมคำที่ข้าเพิ่งพูดไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
...
