ตอนที่ 3 พี่สาวหรือสหาย?
เซี่ยยวินซียืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองส่งเซี่ยเฟิ่งหรั่นจนเดินลับสายตาไป จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของหอชมทิวทัศน์
ที่นั่น มีดรุณีน้อยในชุดโร่กวิน กระโปรงยาวสีชมพูผู้หนึ่งกำลังมองลงมา
เซี่ยยวินซีพยักหน้าให้พลางก้าวเท้าตามไป ครู่หนึ่งนางจึงหลุบตาลงเพื่อซ่อนเร้นความริษยาที่พาดผ่านดวงตา แล้วเดินตามขึ้นไป
อีกด้านหนึ่ง แม้เซี่ยเฟิ่งหรั่นจะนึกรังเกียจท่าทางเสแสร้งของเซี่ยยวินซีเพียงใด แต่ยามอยู่ภายนอก นางยังคงต้องรักษาภาพลักษณ์พี่น้องจวนโหวที่รักใคร่กลมเกลียวให้ผู้คนเห็น
ต่อให้นางปรารถนาจะทำลายชื่อเสียงตนเองเพื่อเลี่ยงงานเลี้ยงเพียงใด แต่นางจะไม่ใช้ชื่อเสียงของจวนโหวมาเป็นเดิมพันเด็ดขาด
ดังนั้นเมื่อเซี่ยยวินซีตามมาทันและพบว่าเซี่ยเฟิ่งหรั่นยืนรอนางอยู่ที่ใต้หอชมทิวทัศน์ นางจึงรีบก้าวเข้าไปหาทันที “ขอบคุณพี่หญิงเจ้าค่ะ พี่หญิง... น้อง...”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นคร้านจะเล่นละครด้วย นางทำเป็นหูทวนลมแล้วเดินนำขึ้นตึกไปทันที
“คุณหนูใหญ่เซี่ย เหตุใดจึงไม่เห็นคุณหนูรองเล่า?”
ทันทีที่เซี่ยเฟิ่งหรั่นก้าวเท้าเข้าสู่ชั้นบนของหอชมทิวทัศน์ นางก็ถูกขานชื่อเรียกทันที
นางมองตามเสียงไป เห็นคุณหนูในชุดสีชมพูผู้หนึ่งยืนเด่นสง่า สายตาที่มองมายังเซี่ยเฟิ่งหรั่นนั้นดูเป็นประกายกล้า
เซี่ยเฟิ่งหรั่นชะงักไปครู่หนึ่งพลันจำได้ว่านางคือบุตรีของใต้เท้ากรมโยธา นามว่า หวังหย่าหาน ซึ่งเป็นคนที่ยืนสนทนากับเซี่ยยวินซีเมื่อครู่นั่นเอง
นางจึงพยักหน้าตอบอย่างเสียไม่ได้ “คุณหนูหวัง น้องรองเดินตามหลังมาเจ้าค่ะ”
ทว่าคุณหนูหวังผู้นี้ดูท่าจะไม่พอใจกับคำตอบนัก นางเอ่ยตำหนิขึ้นมาทันควัน “คุณหนูเซี่ยทำหน้าที่พี่สาวเช่นนี้หรือ? ปล่อยให้น้องสาวเดินรั้งท้ายอยู่คนเดียว?”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นอึ้งไปเล็กน้อย “...บันไดมันคับแคบ น้องรองให้ข้าขึ้นมาก่อน เรื่องนี้มีปัญหาอันใดหรือ?”
คุณหนูหวังไม่ยอมลดราวาศอก ยังคงบีบคั้นต่อ “เป็นเพราะบันไดคับแคบ หรือเป็นเพราะคุณหนูเซี่ยใจแคบจนทนเห็นหน้าน้องสาวอนุไม่ได้กันแน่?”
“เมื่อครู่พวกเราเห็นกันถนัดตา ยวินซีมีน้ำใจรอท่าน แต่คุณหนูเซี่ยกลับวางอำนาจใหญ่โต ไม่เพียงแต่ดุด่าน้องสาวจนร้องไห้ แต่ยังทิ้งนางไว้อีก ข้าละไม่เข้าใจจริงๆ มีเรื่องอันใดเหตุใดไม่รอไปพูดกันที่บ้าน มาถึงที่นี่กลับยังจะมาวางท่าเป็นบุตรีภรรยาเอกข่มเหงน้องสาวให้ผู้อื่นดูอีก”
สิ้นคำพูดนี้ บรรดาคุณหนูรอบข้างหวังหย่าหานต่างพากันสมทบ
“น้องหวังพูดถูกแล้ว คุณหนูรองเซี่ยช่างอ่อนโยนเรียบร้อย คุณหนูใหญ่ควรจะดูแลน้องสาวให้ดีกว่านี้”
“ใครจะรู้เล่าว่าที่ยวินซีมีนิสัยนิ่งเงียบเช่นนี้ เป็นเพราะถูกใครบางคนรังแกจนเคยชินหรือไม่”
“ต่อหน้าคนนอกยังไม่ไว้หน้าถึงเพียงนี้ หากอยู่ในจวนตนเอง ยวินซีคงถูกรังแกจนน่าเวทนาเป็นแน่”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นฟังคำโต้ตอบทีละคำสองคำพลันเข้าใจในทันที คนพวกนี้ตั้งใจจะออกหน้าแทนเซี่ยยวินซีสินะคิดได้ดังนั้นนางจึงเหลือบมองไปทางบันได เห็นชายกระโปรงสีมรกตวูบไหวแวบหนึ่ง
แววตาของนางเปลี่ยนไป เดิมทีนางไม่อยากลงมือกับพี่น้องตนเองต่อหน้าผู้อื่น แต่ในเมื่อเซี่ยยวินซีคิดจะทำให้ชื่อเสียงของนางป่นปี้ถึงเพียงนี้
ร่วมมือกับคนนอกแสดงละครรึ? ช่างไม่รู้เสียเลยว่าหากชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยเสียหาย กลับไปถึงจวนแล้วท่านย่าจะปล่อยให้นางลอยนวลอยู่ได้หรือ
พอนึกถึงตรงนี้ เซี่ยเฟิ่งหรั่นกลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวนเล็กน้อยว่า “ทุกท่านเพียงเห็นเหตุการณ์แค่ครู่เดียว ก็สามารถจินตนาการงิ้วโรงใหญ่เรื่องพี่น้องแตกคอออกมาได้ช่างน่าเลื่อมใสนัก”
“หากพวกท่านว่างมากปานนั้น ที่โรงน้ำชาทางทิศใต้ของเมืองคงกำลังขาดแคลนนักเล่านิทาน หากพวกท่านยอมลดตัวไปช่วยงานที่นั่น ไม่แน่ว่าอาจจะหาเงินมาสมทบสินเดิมให้งดงามได้มากกว่ามานั่งจับจ้องเรื่องส่วนตัวของพี่น้องบ้านอื่นอยู่ที่นี่นะ”
“อ้อ... นักเล่านิทานที่นั่นนอกจากจะเล่าเรื่องยุทธภพแล้ว ยังมีเรื่องสนุกๆ ในเรือนหลังเหมือนที่พวกท่านกำลังทำอยู่ด้วย ข้าขอแนะนำจากใจจริงให้พวกท่านลองไปสมัครดูสักครั้ง”
หวังหย่าหานและพวกเมื่อถูกเปรียบเปรยว่าเป็นนักเล่านิทานในโรงน้ำชาก็ถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ชี้หน้าเซี่ยเฟิ่งหรั่นจนพูดไม่ออก
ฝีมือการต่อสู้เพียงเท่านี้ ยังกล้ามาท้าทายข้าอีกรึ?
เซี่ยเฟิ่งหรั่นหรี่ตาลงอย่างเบื่อหน่าย นางไม่รู้ว่าคำพูดนี้จะแพร่ออกไปไกลเพียงใด หางตาของนางเหลือบไปเห็นชายกระโปรงที่หายไปเมื่อครู่โผล่ออกมาอีกครั้ง มุมปากของนางจึงกระตุกยิ้มอย่างอดไม่ได้
ซ่อนตัวไม่มิดแล้วสินะ?
ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยอันใดต่อ เสียงของซุนเย่ว์หลานก็ดังมาจากชั้นล่าง
“คุณหนูรองเซี่ย ท่านมาทำอะไรตรงนี้?”
“...”
เซี่ยยวินซีแอบฟังอยู่ข้างนอกรึ?
สายตาของทุกคนในที่นั้นจดจ้องไปยังหัวบันไดทันที คุณหนูหวังที่เพิ่งถูกเซี่ยเฟิ่งหรั่นตอกกลับจนหน้าหงาย เมื่อได้ยินคำนี้ใบหน้าก็ฉายแววกระอักกระอ่วนออกมา
เซี่ยเฟิ่งหรั่นจับสังเกตท่าทางนั้นได้ทันที พลางเดาว่าในใจของคุณหนูหวังคงกำลังด่าเซี่ยยวินซีที่ดันแอบซ่อนไม่เนียนจนถูกจับได้
ต่อมา เซี่ยยวินซีก็หอบชายกระโปรงเดินขึ้นบันไดมาด้วยท่าทางลนลาน นางมองไปทางคุณหนูหวังพลันอธิบายว่า “คุณหนูซุน... ข้า... ข้าก็เพิ่งขึ้นมาเจ้าค่ะ”
ซุนเย่ว์หลานเดินตามหลังเซี่ยยวินซีขึ้นมา เมื่อเห็นเซี่ยเฟิ่งหรั่นยืนอยู่กลางวงก็เลิกคิ้ว “คุณหนูใหญ่เซี่ย... เหตุใดท่านยังยืนอยู่อีกเล่า? บ่าวรับใช้ไปไหนหมด? เหตุใดไม่เชิญคุณหนูเซี่ยนั่งลง”
บ่าวรับใช้จวนซุนรีบเดินออกมาจากมุมห้องอย่างตัวสั่นงันงก ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก เซี่ยเฟิ่งหรั่นก็พูดขัดขึ้นก่อน
“คุณหนูซุนอย่าได้เข้าใจผิดไป เป็นคุณหนูเหล่านี้ที่อยากสนทนากับข้าเรื่องความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในจวนโหว จนลืมไปชั่วขณะว่านี่คืองานเลี้ยงของคุณหนูซุน กลายเป็นว่าพวกเราทำตัวเป็นแขกที่วางอำนาจข่มเจ้าบ้านไปเสียแล้ว”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นทำตามอย่างซุนเย่ว์หลาน เลิกคิ้วยิ้มให้ เมื่อสายตาทั้งสองประสานกัน กลับบังเกิดความเข้าใจกันอย่างประหลาด
“เช่นนั้นคงเป็นข้าที่มาสายไปเสียแล้ว ไม่ทราบว่าพวกท่านสนทนาเรื่องใดกันอยู่หรือ?”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ ดูท่าคุณหนูหวังและสหายจะห่วงใยน้องสาวข้าเหลือเกิน กลัวว่านางจะถูกรังแกน่ะเจ้าค่ะ”
ซุนเย่ว์หลานได้ยินดังนั้นใบหน้าก็เปลี่ยนสีทันที นางหันไปคว้ามือเซี่ยยวินซีพลางถามรัวเป็นชุด
“คุณหนูรองเซี่ยเพิ่งขึ้นมา เป็นคนในจวนข้าดูแลท่านไม่ดีจนทำให้ท่านหลงทางหรือ?”
พูดจบก็ไม่รอคำตอบ หันไปสั่งการผู้ติดตามข้างหลังทันที “คุณหนูรองเดินมาจากในสวน เจ้าไปถามคนในสวนดูสิว่ามีใครล่วงเกินคุณหนูรองหรือไม่ เหตุใดนางถึงเหนื่อยจนขึ้นมาเอาป่านนี้ จนทำให้คุณหนูใหญ่เซี่ยและคุณหนูหวังต้องผิดใจกัน หากหาตัวคนทำผิดได้ ข้าจะไม่ละเว้นเด็ดขาด!”
เซี่ยยวินซีไม่คาดคิดว่าคนทั้งคู่จะรับส่งบทกันจนทำให้นางตกที่นั่งลำบากเช่นนี้ใบหน้าของนางแข็งค้าง รู้สึกว่ามือที่ถูกซุนเย่ว์หลานกุมไว้นั้นร้อนผ่าวราวกับจะไหม้ไฟ
“คุณหนู... คุณหนูซุน ท่านกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ไม่มีใครล่วงเกินข้า ข้าเพียงแค่...”
ซุนเย่ว์หลานเลิกคิ้ว “อ้อ ไม่มีใครล่วงเกินก็ดีแล้ว ข้านึกว่ามีใครรังแกคุณหนูรองเสียอีก!”
พูดจบนางก็ปล่อยมือเซี่ยยวินซีโดยไม่ฟังคำอธิบายต่อ แล้วหันไปหาเซี่ยเฟิ่งหรั่น “คุณหนูใหญ่ได้ยินแล้วนะ ข้าหาได้รังแกน้องสาวท่านไม่”
เซี่ยเฟิ่งหรั่นเห็นท่าทางนั้น ความรู้สึกพะอืดพะอมที่ถูกเซี่ยยวินซีกระทำใส่ก็เลือนหายไปสิ้น นางกลั้นยิ้มพลันพยักหน้า “ท่านวางใจเถอะ ข้าไม่คิดบัญชีกับท่านแน่นอน”
ขณะที่ทั้งสองกำลังเย้าแหย่กันจนเรื่องดูเหมือนจะจบลงด้วยดี ทว่าคุณหนูหวังกลับไม่ยอมจบ
นางเพิ่งถูกเซี่ยเฟิ่งหรั่นโต้กลับไปเมื่อครู่หากยอมรับเรื่องนี้ไปดื้อๆ พรุ่งนี้นางไม่ถูกเปรียบเป็นนักเล่านิทานในโรงน้ำชาจริงๆ หรือ?
“คุณหนูซุน ท่านอย่าได้ถูกคุณหนูใหญ่เซี่ยหลอกลวงเด็ดขาด นางกำลังแสร้งทำตัวน่าสงสาร! คุณหนูรองเซี่ย... ท่านพูดมาสิ พี่สาวท่านรังแกท่านหรือไม่?”
ทุกคนในที่นั้นต่างพุ่งเป้าสายตาไปที่เซี่ยยวินซีทันที ด้านหนึ่งคือสหายที่ยอมออกหน้าแทนตน อีกด้านคือพี่สาวร่วมอุทร ทุกคนต่างเฝ้ารอดูว่า คุณหนูรองเซี่ยผู้มีไหวพริบปฏิภาณรอบตัวผู้นี้... ท้ายที่สุดจะเลือกทางใด
...
