บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 เลิกเสแสร้งได้แล้ว

วันต่อมา สองพี่น้องนั่งรถม้าคันเดียวกันมายังจวนซุน ตลอดทางไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ

ทว่าไม่มีใครคาดคิดว่าคนทั้งสองจะมาปรากฏตัวที่นี่ ทันทีที่สาวใช้ผู้นำทางพาทั้งคู่เดินเข้าสู่สวนดอกไม้ที่จัดงานเลี้ยง บรรยากาศที่เคยครึกครื้นกลับเงียบกริบลงอย่างเห็นได้ชัด

บรรดาสตรีสูงศักดิ์ต่างมองมาที่สองพี่น้องด้วยความฉงนสงสัย "พวกนางมาได้อย่างไร?"

ตระกูลเซี่ยแห่งจวนติ้งกั๋วโหวเป็นตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี โดยเฉพาะเซี่ยเหล่าฟูเหริน (ฮูหยินผู้เฒ่า) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหัวโบราณและคร่ำครึ นางมักจะมองว่าสถานศึกษาหญิงเป็นสถานที่ที่ไม่คู่ควร แล้วเหตุใดวันนี้ถึงยอมปล่อยให้หลานสาวทั้งสองมาร่วมงานเลี้ยงของจวนซุนได้?

ท่ามกลางความเงียบงัน สองพี่น้องถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว ทว่า เซี่ยยวินซี นั้นเป็นพวกชมชอบการเข้าสังคม วงสังคมของคุณหนูในเมืองหลวงก็มีอยู่เพียงเท่านี้ ในที่แห่งนี้จึงมีคนที่นางรู้จักมักคุ้นอยู่ไม่น้อย

เพียงไม่กี่คำพูด นางก็กลมกลืนไปกับกลุ่มคน แล้วเดินแยกไปสนทนากับเหล่าสหายที่คุ้นเคยทันที

ทิ้งให้ เซี่ยเฟิ่งหรั่น ยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง

เซี่ยเฟิ่งหรั่นสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาอย่างลับๆ จากรอบทิศทาง แต่นางกลับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย นางพาสาวใช้เดินไปหาที่นั่งในมุมที่ไม่สะดุดตา จิบชาพลางชื่นชมทัศนียภาพฤดูใบไม้ผลิอย่างสบายอารมณ์ ไร้ซึ่งวี่แววของความขัดเขิน

ครู่ต่อมา ซุนเย่ว์หลาน คุณหนูใหญ่จวนซุนผู้เป็นเจ้าภาพ ก็รีบหอบชายกระโปรงเดินเข้ามาหานางด้วยความเร่งรีบ

เมื่อเห็นเซี่ยเฟิ่งหรั่น ซุนเย่ว์หลานก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก นางโบกมือไล่สาวใช้ให้ออกไปแล้วนั่งลงตรงข้ามเซี่ยเฟิ่งหรั่นทันที

“ท่านย่าบ้านเจ้าเหตุใดถึงยอมปล่อยเจ้ามาเยือนจวนเล็กๆ ของข้าได้เล่า? หรือว่าตั้งใจจะมาใช้เส้นสายผ่านท่านแม่ของข้าที่เป็นเจ้ากรมสถานศึกษาหญิงกันแน่?”

พูดจบก็ส่ายหน้าปฏิเสธตัวเอง “ไม่ถูกสิ ท่านย่าของเจ้ามักจะมองข้ามสถานศึกษาหญิงมาตลอด หรือว่านางจะยอมตกลงให้เจ้าเข้าเรียนแล้วจริงๆ?”

น้ำเสียงของนางสูงขึ้นเล็กน้อย บ่งบอกถึงความประหลาดใจอย่างยิ่ง

เซี่ยเฟิ่งหรั่นจิบชาเพื่อความชุ่มคอ ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่เร่งรีบ “คุณหนูใหญ่ซุนช่างถ่อมตัวนัก ตอนนี้เจ้าคือบุคคลที่เป็นที่ต้องการตัวที่สุดในเมืองหลวง ท่านย่าบ้านข้าย่อมไม่โง่เขลาพอที่จะมาผิดใจกับเจ้าหรอกจริงไหม?”

นางมิได้เอ่ยถึงเลยว่าเป็นความต้องการของบิดา

“เหอะ!” ซุนเย่ว์หลานเมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ ก็คว้าถ้วยชาในมือเซี่ยเฟิ่งหรั่นไปเสียดื้อๆ “ต่อให้ที่นี่จะคึกคักเพียงใด ก็สั่นคลอนตำแหน่ง ‘ยอดหญิงอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง’ ของเจ้าไม่ได้หรอก”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นใจดีพอที่จะยกกาน้ำชาขึ้นมารินเพิ่มให้เพื่อนรัก ทว่าฝีปากกลับไม่ยอมคน “หากเจ้าชอบชื่อเสียงอันดับหนึ่งนั่นนัก ในงานชมบุปผาวันนี้ เจ้าก็ช่วยเหยียบย่ำข้าให้จมดินต่อหน้าผู้คนเสียสิ ถือโอกาสสร้างชื่อให้สถานศึกษาหญิงไปด้วย มีแต่ได้ไม่มีเสีย เจ้าว่าอย่างไร? ถึงเวลานั้นข้าจะได้ขอบใจเจ้าจริงๆ เสียที”

“เหอะ! ชื่อเสียงยอดหญิงอันดับหนึ่งนั่นมันดีที่ตรงไหนกัน” ซุนเย่ว์หลานถลึงตาใส่นางอย่างหมั่นไส้ พลางบุ้ยปากไปทางเซี่ยยวินซี “ดูสิขนาดน้องสาวอนุของเจ้ายังดูรุ่งเรืองเข้ากับคนได้ดีกว่าเจ้าเสียอีก น่าขายหน้านัก”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นมองดูซุนเย่ว์หลานที่ทำท่าทางเหมือนรำคาญที่นางทำตัวน่าขายหน้า แต่ลึกๆ กลับเป็นห่วงเหมือนเหล็กที่ตีไม่เป็นรูปเสียนที นางส่ายหน้าหัวเราะพลันเลิกแหย่เพื่อน

ทว่านางยังคงสำทับด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หากเจ้าจำเป็นต้องใช้ข้าจริงๆ ข้าพร้อมจะร่วมมืออย่างเต็มที่”

ซุนเย่ว์หลานเบิกตากว้าง “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดกัน? เจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ข้าจะยอมให้เจ้าเสียหน้าได้อย่างไร?”

“ข้าล่ะอยากให้เจ้าทำข้าเสียหน้าจริงๆ” เซี่ยเฟิ่งหรั่นยิ้มเยาะตัวเองพลางโบกมือไล่ “เอาเถิด วันนี้เจ้าเป็นคนยุ่ง ไม่ต้องมาสนใจข้า ไปจัดการงานต่อเถอะ”

ท่าทางของเซี่ยเฟิ่งหรั่นทำให้ซุนเย่ว์หลานไม่ค่อยวางใจ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

แต่เมื่อเห็นสาวใช้กวักมือเรียกอยู่ไกลๆ นางจึงจำต้องเดินจากไป แต่ไม่วายกำชับทิ้งท้าย “สวนข้างๆ นั่น พี่ใหญ่ของข้ากำลังรับรองบรรดาคุณชายอยู่ เจ้าอย่าได้แอบหนีไปหลบอู้งานแถวนั้นเชียวล่ะ รอข้าว่างเมื่อไหร่ เจ้าต้องเล่าเรื่องราวให้ข้าฟังอย่างละเอียด!”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นชะงักไปครู่หนึ่ง พลางคิดในใจว่า วันนี้ข้าไม่ได้คิดจะหลบซ่อนเลยแม้แต่น้อย นางรับคำด้วยรอยยิ้มขำๆ “ได้ ข้ารู้แล้ว”

หลังจากซุนเย่ว์หลานจากไปไม่นาน ก็มีสาวใช้เชิญให้ทุกคนย้ายไปที่หอชมทิวทัศน์บนอาคารเซี่ยเฟิ่งหรั่นรอจนผู้คนเดินไปเกือบหมด จึงค่อยลุกขึ้นเดินรั้งท้าย ในใจกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องหนึ่ง..

มะรืนนี้ต้องเข้าวังแล้ว จุดประสงค์ที่ท่านย่าพานางเข้าวัง นางพอจะเดาออกเลาๆ แต่นางไม่มีความสนใจในเรื่องนั้นเลย

หากวันนี้นางทำให้ชื่อเสียงของตนเองมัวหมองที่จวนซุน จะสามารถหลบเลี่ยงงานเลี้ยงในวังได้หรือไม่? หรือต่อให้ต้องไป ก็อาจจะไม่เข้าตาผู้สูงศักดิ์เหล่านั้น?

นี่คือเหตุผลที่นางยอมปล่อยให้สองพ่อลูกนั่นผลักดันให้นางออกมางานเลี้ยงในวันนี้ขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ พลันได้ยินเสียงเรียก

“พี่หญิง พวกเราก็ขึ้นไปกันเถิดเจ้าค่ะ!”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นเงยหน้าขึ้น เห็นน้องสาวอนุส่งยิ้มละไมรอคอยอยู่ จึงพยักหน้า “ลำบากน้องรองต้องรอแล้ว ไปกันเถิด”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นใจลอยเดินไม่เร็วนัก สองพี่น้องจึงค่อยๆ ทิ้งห่างจนอยู่ท้ายขบวนโดยไม่รู้ตัว

เดินไปได้สักพัก เซี่ยยวินซีก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที “พี่หญิงสนิทสนมกับคุณหนูซุนมากหรือเจ้าคะ?”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นตอบกลับตามสัญชาตญาณ “ไม่ได้สนิท น้องรองคิดมากไปแล้ว”

เซี่ยยวินซีเห็นชัดว่าไม่เชื่อ “หากมิได้สนิทกันจริงๆ พี่หญิงคงไม่พูดเล่นหัวกับนางเช่นนั้นหรอกมั้งเจ้าคะ”

พี่สาวสายตรงของนางคนนี้ปกติมักจะถือตัวเย่อหยิ่ง หากเป็นคนที่ไม่อยู่ในสายตา นางย่อมไม่เสียเวลาแม้แต่ครึ่งเค่อเพื่อเสวนากับคนผู้นั้น

แต่เมื่อครู่นี้นางเห็นชัดๆ ว่าพี่สาวพูดคุยหยอกล้อกับคุณหนูซุนอย่างร่าเริง หากบอกว่าไม่มีไมตรีต่อกัน ใครจะไปเชื่อ?

“น้องรอง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพวกเรามาที่นี่เพื่อสิ่งใด? ในเมื่อคุณหนูซุนมาทักทายข้าตามมารยาท หรือจะให้ข้าทำปั้นปึ่งปั้นหน้ายักษ์ใส่ให้นางขุ่นเคืองใจกันเล่า?”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด จึงกล่าวอย่างหมดความอดทนว่า “น้องรอง หากเจ้ามีเวลามาจับจ้องข้า สู้เอาเวลาไปคิดหาวิธีสืบข่าวที่เป็นประโยชน์จะดีกว่า อย่าลืมว่าท่านพ่อตั้งความหวังให้เจ้าเข้าสถานศึกษาหญิงเพียงใด หากเจ้าทำให้ท่านพ่อผิดหวัง ไม่รู้ว่าท่านพ่อจะเสียใจมากแค่ไหน!”

“น้องไม่ได้จับจ้องท่านนะเจ้าคะ พี่หญิงเหตุใดถึงกล่าวเช่นนี้กับน้องเล่า?”

เซี่ยยวินซีเบิกตากว้าง ใบหน้าปรากฏร่องรอยความน้อยเนื้อต่ำใจราวกับถูกใส่ร้าย “น้องเพียงคิดว่าหากพี่หญิงสนิทกับคุณหนูซุน จะได้ช่วยแนะนำน้องให้รู้จักบ้าง แต่หากพี่หญิงไม่เต็มใจ ก็ถือเสียว่าน้องไม่ได้พูดก็แล้วกัน พี่หญิงอย่าได้โกรธเคืองเลยนะเจ้าคะ”

พูดพลางยื่นมือไปหมายจะคว้าแขนเสื้อของเซี่ยเฟิ่งหรั่น “พี่หญิงอย่าโกรธน้องเลยนะเจ้าคะ ดีกันนะ?”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นเบี่ยงตัวหลบ ทำให้มือของเซี่ยยวินซีคว้าได้เพียงอากาศ

ความน้อยเนื้อต่ำใจบนใบหน้าของเซี่ยยวินซียิ่งชัดเจนขึ้น น้ำเสียงเศร้าสร้อย “พี่หญิง ท่านโกรธน้องจริงๆ หรือเจ้าคะ?”

“น้องรอง ที่นี่คือจวนซุน ไม่ใช่เรือนหลังจวนโหว เจ้าจะทำท่าทางเช่นนี้ไปก็ไม่มีท่านพ่อมาคอยโอ๋เจ้าหรอก หากคนอื่นมาเห็นเข้า คนที่จะโดนนินทาก็คือพวกเราพี่น้อง หากชื่อเสียงข้าป่นปี้ เจ้าเองก็หนีไม่พ้นเช่นกัน”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นรู้สึกสะอิดสะเอียนในใจ จึงทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียว “ข้าเตือนได้เท่านี้ อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย”

นางไม่มีอารมณ์จะมาเล่นละครเป็นเพื่อนอีกต่อไปมือที่ยื่นค้างไว้ของเซี่ยยวินซีชะงักงัน ทว่าในดวงตากลับไร้ซึ่งความประหลาดใจ

ดูเอาเถิด! นางรู้ดีอยู่แล้วว่าภาพลักษณ์พี่สาวผู้รู้ความต่อหน้าท่านย่า และลูกสาวผู้แสนดีต่อหน้าท่านพ่อนั้น ล้วนเป็นเรื่องจอมปลอม วันนี้แหละนางจะกระชากหน้ากากของเซี่ยเฟิ่งหรั่นออกมาให้ทุกคนได้เห็นเอง

ว่าใครกันแน่ คือบุตรีที่ยอดเยี่ยมที่สุดของตระกูลเซี่ย

..

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel