บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 พี่น้อง

ณ จวนติ้งกั๋วโหวตระกูลเซี่ย เซี่ยเฟิ่งหรั่น กำลังนั่งคัดอักษรอยู่ริมหน้าต่าง สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาอย่างแผ่วเบาและยืนรออยู่ด้านข้างอย่างรู้ความ

เมื่อเซี่ยเฟิ่งหรั่นตวัดพู่กันเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จสิ้นจึงหยุดมือ นางเหลือบมองเทียบเชิญในมือสาวใช้แล้วเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ช่วงวันสองวันนี้ท่านย่าปฏิเสธงานเลี้ยงไปเสียหมดแล้ว เหตุใดจึงยังมีเทียบเชิญส่งมาอีก?”

สาวใช้เผยยิ้มบางพลันส่งเทียบเชิญให้ “นี่เป็นของเปี่ยวเสี่ยวเจี่ย (คุณหนูซุน) ส่งมาให้เจ้าค่ะ”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นรับมาเปิดดู มันคือเทียบเชิญลายดอกไม้สีชมพูแลดูประณีตจิ้มลิ้ม ภายในเขียนด้วยอักษรตัวเล็กอ่อนช้อยพริ้วไหวที่นางจำได้ดีว่าเป็นลายมือใคร เนื้อความในนั้นขี้เล่นเป็นกันเอง น้ำเสียงสนิทสนม บ่งบอกชัดเจนว่าผู้ส่งและผู้รับมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเพียงใด

นางอ่านแล้วยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะวางมันลงแล้วมองไปยังเทียบเชิญอีกฉบับในมือสาวใช้ “เหตุใดจึงมีอีกฉบับเล่า?”

สาวใช้กลั้นยิ้มพลันเลียนแบบคำพูดของสาวใช้จากจวนซุนว่า “คุณหนูซุนกำชับมาเจ้าค่ะว่า ฉบับแรกนั้นสำหรับท่านเพียงผู้เดียว ส่วนฉบับนี้ให้นท่านพาคนไปด้วยได้ตามใจชอบ อยากพาใครไปก็พาไป จะได้ไม่ต้องมาแย่งชิงกันให้ท่านต้องขายหน้าเจ้าค่ะ”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นหลุดขำ “ยัยเด็กคนนี้...”

สาวใช้รีบกล่าวเสริม “คุณหนู ท่านอย่าได้ทำเป็นเล่นไปเชียวเจ้าค่ะ ตอนนี้บ้านที่ได้รับเทียบเชิญฉบับนี้ ต่างโดนผู้คนเหยียบธรณีประตูจนแทบสึก ดีที่คนภายนอกไม่รู้ว่าท่านสนิทสนมกับคุณหนูซุน มิเช่นนั้นจวนเราคงไม่มีความสงบสุขเป็นแน่”

สิ่งที่สาวใช้พูดนั้นไม่เกินจริง นับแต่มีข่าวว่าฮ่องเต้ทรงโปรดให้เปิดสถานศึกษาหญิงขึ้นมาใหม่ และแต่งตั้งใต้เท้าซุนแห่งสำนักฮั่นหลินเป็นเจ้ากรม จวนซุนก็กลายเป็นที่จับตามองและหอมหวานขึ้นมาทันที

สถานศึกษาหญิงแห่งนี้ก่อตั้งโดยอดีตฮ่องเต้เต๋อจง เคยสร้างสตรีผู้มีความรู้และขุนนางหญิงมามากมาย ที่สำคัญคือสตรีที่จบจากที่นี่ล้วนได้ออกเรือนกับตระกูลที่ดี แม้แต่พระสนมกุ้ยเฟยองค์ปัจจุบันก็เคยเป็นศิษย์ที่นี่เช่นกัน

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า งานชมบุปผาของจวนซุนในครั้งนี้ เทียบเชิญเพียงใบเดียวจะมีค่าพุ่งสูงเพียงใด

ทว่า... เซี่ยเฟิ่งหรั่นกลับไม่ได้คิดว่านางจำเป็นต้องใช้มัน

“ช่างเถอะ อย่างไรข้าก็ต้องไป...”

“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านโหวเรียกให้ท่านไปพบที่ห้องหนังสือเรือนหน้าเจ้าค่ะ!”

สาวใช้ตัวน้อยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขัดจังหวะพลางรายงานเสียงรัว “บ่าวรับใช้ของท่านโหวรออยู่ที่หน้าประตูแล้วเจ้าค่ะ!”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นสบตากับสาวใช้คนสนิท สาวใช้รู้ความรีบเดินไปจูงมือสาวใช้ตัวน้อยออกไป “มีเรื่องอันใดรีบร้อนปานนั้น ข้าจะออกไปดูเอง”

เมื่อทั้งสองออกไปแล้ว เซี่ยเฟิ่งหรั่นจึงกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนอาภรณ์ พอออกมาอีกครั้งสาวใช้คนสนิทก็รออยู่ที่ประตูแล้ว

นางรีบเดินเข้ามาหาแล้วกระซิบเสียงเบา “คุณหนู บ่าวถามมาแล้วเจ้าค่ะ เมื่อครู่คุณหนูรองเพิ่งไปที่ห้องหนังสือเรือนหน้า หลังจากนั้นท่านโหวก็เรียกหาท่านทันทีเจ้าค่ะ”

ใจของเซี่ยเฟิ่งหรั่นกระตุกวูบ พลันปรากฏร่องรอยเย้ยหยันบนใบหน้า หลายวันมานี้เห็นว่า เซี่ยยวินซี พยายามดิ้นรนหาทางไปงานเลี้ยงจวนซุนแทบแย่ แต่กลับไม่มีตระกูลไหนยอมพานางไปด้วย ดูท่าตอนนี้คงจะเบนเป้ามาที่เทียบเชิญของนางเสียแล้ว

แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

เซี่ยเฟิ่งหรั่นยิ้มบางพลันสั่งสาวใช้ “หยิบเทียบเชิญที่จวนซุนส่งมา แล้วไปกันเถิด”

ห้องหนังสือเรือนหน้าเป็นสถานที่ทำงานของ เซี่ยอี้ ผู้เป็นประมุขของตระกูลเซี่ย ปกติคนนอกห้ามเข้า แต่มีข้อยกเว้นหนึ่งเดียวคือคุณหนูรองเซี่ยยวินซี

แม้แต่เซี่ยเฟิ่งหรั่นยังต้องรอการแจ้งความ แต่เซี่ยยวินซีกลับเข้าออกได้ตามใจชอบ

ทว่าวันนี้เพราะมีบ่าวคนสนิทของเซี่ยอี้รออยู่แล้ว นางจึงเดินเข้าเรือนไปได้โดยไม่ต้องรอแจ้ง

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บริเวณเรือน นางก็ได้ยินเสียงออดอ้อนของเซี่ยยวินซีดังออกมาจากข้างใน “ท่านพ่อ ลูกจนปัญญาจริงๆ ถึงได้มาขอความเมตตาจากท่าน เทียบเชิญจวนซุนนั้นมีค่าดั่งทองคำ บรรดาสหายที่สนิทกับพี่หญิงล้วนไม่มีใครได้เทียบเชิญเลย ไม่รู้เหตุใดคุณหนูซุนถึงส่งให้พี่หญิงเพียงคนเดียว”

พูดจบนางก็ถอนหายใจยาว “แต่ท่านพ่อโปรดวางใจ พี่หญิงเคร่งครัดในกฎระเบียบมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียแน่นอน ลูกเพียงแต่มาขอคำปรึกษาท่านพ่อก่อน ยังมิกล้าไปกราบเรียนท่านย่า เพียงแต่ไม่รู้ว่า...”

“ไม่รู้อะไรหรือ?”

เซี่ยยวินซีหันขวับไปมอง เห็นเซี่ยเฟิ่งหรั่นก้าวเข้ามาในห้องหนังสือและเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานเพื่อย่อตัวทำความเคารพอย่างสง่างาม

“ลูกคารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”

เซี่ยอี้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะมองบุตรสาวคนโตพลันขานรับนิ่งๆ “มาแล้วรึ? น้องสาวเจ้าบอกว่าเจ้าได้รับเทียบเชิญจากจวนซุน? พ่อไม่เห็นรู้เลยว่าเจ้าไปคบหากับคนจวนซุนตั้งแต่เมื่อใด?”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นยิ้มบางๆ ปกตินางมักวางตัวเรียบร้อยเคร่งขรึม แต่ยามที่นางแย้มยิ้มเช่นนี้ กลับดูงดงามจับตาจนเซี่ยยวินซีที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูหมองลงไปทันตา

“ลูกคิดว่าที่น้องรองพูดนั้นไม่ถูกนัก เทียบเชิญฉบับนี้ หากจะบอกว่าเชิญลูก สู้บอกว่าเชิญจวนโหวของเราจะเหมาะกว่าเจ้าค่ะ”

“โอ้?” เซี่ยอี้เลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”

“ท่านพ่อ ฝ่าบาททรงให้เปิดสถานศึกษาหญิงขึ้นใหม่ เทียบเชิญฉบับนี้ย่อมหมายถึงพระทัยของพระองค์ ท่านพ่อเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ต่อฝ่าบาท การที่จวนซุนส่งเทียบเชิญมาให้ท่าน ก็เท่ากับเป็นการส่งให้พวกเดียวกันมิใช่หรือเจ้าคะ?”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างหน้าตาเฉย แถมยังถือโอกาสประจบเซี่ยอี้ไปในตัว เพราะเรื่องที่นางสนิทสนมกับคุณหนูจวนซุนนั้น แม้จะไม่ใช่เรื่องผิดกฎ แต่นางก็อยากให้คนรู้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนี่คือ "ทางถอย" ของนาง!

เซี่ยอี้ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ติดใจสงสัยต่อ “ตามที่เจ้าว่ามา เช่นนั้นเราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปสินะ?”

“จะไปหรือไม่ สุดแล้วแต่ท่านพ่อจะสั่งเจ้าค่ะ เพียงแต่ทางท่านย่า... เกรงว่าอาจจะไม่ยอมให้ลูกไป”

พอถูกทักเรื่องนี้ เซี่ยอี้ก็พาลนึกขึ้นได้ว่ามะรืนนี้จะมีงานเลี้ยงในวัง มารดาของเขาตั้งใจจะพาบุตรสาวคนนี้เข้าวัง จึงสั่งห้ามไม่ให้นางออกไปงานเลี้ยงอื่นเด็ดขาด ช่วงนี้...

“ท่านพ่อเจ้าคะ หากงานเลี้ยงจวนซุนเราไม่ไป ใครเขาจะนินทาได้ว่าจวนโหวเราสามหาว วางโตไม่เห็นหัวผู้อื่น”

เซี่ยยวินซีลุกขึ้นเดินไปเกาะแขนเสื้อเซี่ยอี้พลางอ้อนวอน “อีกอย่าง ลูกอยากไปเจ้าค่ะ หากลูกสามารถสืบข่าวเรื่องการสอบเข้าสถานศึกษาหญิงจากคุณหนูซุนได้ ลูกย่อมมีโอกาสสอบเข้าได้มากขึ้น”

เซี่ยยวินซีสงสัยว่าเซี่ยเฟิ่งหรั่นพูดไม่หมด หากเซี่ยเฟิ่งหรั่นสนิทกับคุณหนูซุนจริง นางย่อมมีวิธีทำให้คุณหนูซุนยอมรับในตัวนางเช่นกัน

เซี่ยอี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง “ตกลง เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถิด ส่วนพี่สาวเจ้า...”

“พี่หญิงก็ต้องไปเจ้าค่ะ ลูกเป็นเพียงบุตรสาวอนุ หากไปงานเช่นนั้นคนเดียว เกิดถูกใครรังแกเพราะฐานะ ลูกคงมิกล้าแม้แต่จะปริปากเถียงสักคำ!”

“นะเจ้าคะท่านพ่อ”

เซี่ยยวินซีทำเสียงออดอ้อนพลางเขย่าแขนเสื้อพ่ออย่างไม่เกรงใจใคร

เซี่ยเฟิ่งหรั่นมองดูอยู่เงียบๆ เห็นท่านพ่อผู้นั้นใจอ่อนเพราะคำอ้อนของลูกสาวคนโปรด พลันลูบหลังมือเซี่ยยวินซี “ได้ๆ พ่อตามใจเจ้า ให้พี่สาวเจ้าไปเป็นเพื่อนก็แล้วกัน”

“ท่านพ่อเจ้าคะ แต่ท่านย่าเคยกล่าวว่าสถานศึกษาหญิงเป็นเรื่อง ‘เสื่อมเสีย’ หากลูกไป ท่านย่าต้องกริ้วแน่”

“พี่หญิงพูดผิดแล้ว ท่านพ่อคือประมุขของจวนโหว โบราณว่าบุรุษดูแลนอก สตรีดูแลใน แม้ท่านย่าจะเป็นผู้ใหญ่ แต่เรื่องสำคัญภายนอกย่อมต้องฟังท่านพ่อ เช่นการไปงานจวนซุนนี้ เกี่ยวพันถึงหน้าตาและสายสัมพันธ์ของตระกูล เชื่อว่าท่านย่าต้องฟังท่านพ่อแน่นอน อีกอย่างคำพูดพวกนั้นก็เป็นเรื่องเก่าก่อน บางทีท่านย่าอาจลืมไปแล้วก็ได้เจ้าค่ะ!”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นแค่นยิ้มในใจ ท่านย่าลืมหรือ? ไม่แน่หรอก!

เซี่ยยวินซีรู้ดีเสมอว่าต้องพูดอย่างไรให้บิดาพอใจ คำพูดของนางทำให้เซี่ยอี้ยิ้มออกมาพลันพยักหน้า “เอาละ พี่สาวเจ้าก็รับรู้แล้ว พรุ่งนี้ไปงานเลี้ยง ก็ให้แม่รองของเจ้าช่วยแต่งตัวให้งามๆ อย่าได้ทำให้จวนโหวต้องขายหน้า”

“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”

เซี่ยยวินซีตอบรับเสียงใสพลางหันไปมองเซี่ยเฟิ่งหรั่น “พี่หญิง เช่นนั้นเราไปพร้อมกันเถิด จะได้ไม่รบกวนท่านพ่อทำงาน”

เซี่ยเฟิ่งหรั่นปรายตามองเซี่ยยวินซีพลันแสร้งทำสีหน้าไม่ยินดี นางย่อตัวลาเซี่ยอี้แล้วเดินออกจากห้องหนังสือไปโดยไม่หันกลับมามอง ทว่าเมื่อพ้นประตูออกมา มุมปากของนางกลับยกขึ้นน้อยๆ

ในเมื่อไปงานจวนซุนได้ เรื่องเข้าวังในวันมะรืนก็พอจะมีช่องว่างให้จัดการ ส่วนเซี่ยยวินซีนั้น...

อยากจะเต้นแร้งเต้นกาอย่างไรก็ปล่อยนางไปเถิด!

ตอนที่เซี่ยยวินซีวิ่งตามออกมา เห็นเพียงแผ่นหลังของเซี่ยเฟิ่งหรั่น แต่นางก็ไม่ได้โกรธเคือง กลับยกยิ้มอย่างผู้ชนะ

“จะสู้กับข้าหรือ? ไม่ดูเสียบ้างว่าท่านพ่อรักใครมากกว่ากัน”

....

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel