บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 สมบัติคืนสู่เจ้าของ

บทที่ 3 สมบัติคืนสู่เจ้าของ

หยาดฝนเริ่มซาลงทิ้งไว้เพียงความเหน็บหนาวที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูก รัญจวนในชุดขาวเปื้อนเลือดก้าวเดินมุ่งหน้าสู่ประตูวังหลวงทิศประจิมด้วยฝีเท้าที่มั่นคง นางตั้งใจจะทิ้งความโสมมนี้ไว้เบื้องหลังและมุ่งหน้าสู่ป่าอาถรรพ์เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่เพียงลำพังตัวเปล่า

ทว่า... เมื่อนางหยุดยืนอยู่หน้าประตูวังขนาดมหึมาที่สลักลวดลายวิจิตรบรรจง รัญจวนพลันหันกลับไปมองทัศนียภาพของวังหลวงศิขรินทร์อีกครั้ง ยอดปราสาททองคำที่ทอประกายล้อแสงสว่างมัวซัว กำแพงเมืองที่ฝังด้วยหยกน้ำงาม และสวนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยพรรณไม้หายาก... ทุกตารางนิ้วช่างดูมั่งคั่งมหาศาล

ในวินาทีนั้นเอง ความทรงจำของวรัญณีที่ซ่อนลึกอยู่ในระดับเซลล์ก็กรีดร้องขึ้นมาพร้อมภาพในอดีตที่หลั่งไหลราวกับเขื่อนแตก!

นางเห็นภาพชัยเสนในวันที่ยังเป็นเพียงเจ้าชายของแคว้นเล็กๆ ที่แสนยากจน เมืองที่แห้งแล้งจนราษฎรต้องกินรากไม้ และคลังหลวงที่ว่างเปล่าจนไม่มีแม้แต่ทองคำสักแท่ง และเป็นนาง... วรัญณีคนโง่คนนั้น ที่ยอมแบกขุมทรัพย์มหาศาลจากตระกูลวรุณของนาง ขนทองคำนับพันหีบ มณีล้ำค่านับไม่ถ้วน และใช้บารมีของตระกูลของนางค้ำจุนจนแคว้นกระจอกๆ แห่งนี้ทะยานขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง

‘ข้าสร้างทุกอย่างนี้มาด้วยมือ... แต่เขากลับใช้มันเลี้ยงดูหญิงอื่นและสั่งบั่นคอข้าอย่างนั้นหรือ?’

เพลิงแค้นในดวงตาของรัญจวนปะทุขึ้นมาทันที ความนิ่งสงบเมื่อครู่มลายหายไปกลายเป็นความเยือกเย็นที่น่าสะพรึงกลัว มุมปากของจารชนสาวกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม

"เดินออกไปตัวเปล่าอย่างนั้นหรือ? หึ... รัญจวนคนนี้ไม่เคยทำงานการกุศลให้ใครฟรีๆ โดยเฉพาะกับสารเลวที่ลืมตัว!"

ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดครึ้มและสายฝนที่เริ่มซาลง รอยแยกในใจกลางวังหลวงกลับยิ่งขยายกว้างประดุจหลุมดำที่ไม่มีวันถมเต็ม รัญจวนไม่ได้เดินออกไปสู่ป่าอาถรรพ์ในทันที นางหมุนกายเดินย้อนกลับไปยังเส้นทางที่คุ้นเคย มุ่งตรงสู่ ตำหนักจันทราพราว ที่พำนักของมเหสีฝ่ายขวาที่นางเพิ่งประกาศสละตำแหน่งไป

ตลอดเส้นทางที่นางก้าวผ่าน เสียงกระซิบกระซาบด้วยความหวาดผวาดังขึ้นประดุจเสียงแมลงกลางคืน ข่าวลือเรื่องมเหสีฝ่ายขวาคลุ้มคลั่งควักลูกตาพระสนมทั้งสิบสองนางแพร่สะพัดไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง

"นั่นไง! นางยักษ์กินคน!" นางกำนัลกลุ่มหนึ่งซุบซิบกันพลางรีบยกมือขึ้นปิดดวงตาตัวเองด้วยความขวัญผวา "เจ้าดูเลือดที่ชุดนางสิ... นั่นคงเป็นเลือดจากเบ้าตาของเหล่าพระสนมแน่ๆ!" "ข้าได้ยินมาว่านางใช้เล็บแหลมคมจิ้มพรวดเดียวลูกตาก็หลุดติดมือออกมาทั้งสองข้าง!"

รัญจวนได้ยินทุกถ้อยคำพ่นพิษเหล่านั้น นางไม่ได้แก้ต่าง แต่กลับตวัดสายตาคมปลาบไปมองกลุ่มนางกำนัลเหล่านั้นจนพวกนางแทบจะลืมหายใจ บางคนถึงกับแข้งขาอ่อนแรงล้มลงกับพื้นเพราะนึกว่าตนเองจะเป็นรายต่อไปที่จะถูก 'พรากแสงสว่าง' ไปจากชีวิต

ข้ารับใช้และนางกำนัลที่เห็นเงาร่างของนางต่างพากันวิ่งหนีตายประดุจเห็นปีศาจร้ายจุติ รัญจวนก้าวข้ามธรณีประตูตำหนักด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แววตาคมปลาบกวาดมองเครื่องเรือนล้ำค่าและประดับประดาด้วยทองคำอย่างรวดเร็ว

"พวกเจ้าทุกคนที่ยังเหลืออยู่! ฟังข้า!"

เสียงที่ทรงพลังอำนาจหยุดทุกการเคลื่อนไหวในตำหนัก เหล่านางกำนัลที่หมอบสั่นเทิ้มอยู่ตามมุมห้องต่างพากันเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดหวั่น

"ขนย้ายสมบัติทุกชิ้นที่ประทับตราตระกูลวรุณออกมาให้หมด! ผ้าไหมทุกพับ แจกันทุกใบ แม้แต่พรมปูพื้นผืนเดียวก็อย่าให้เหลือทิ้งไว้ในที่โสโครกแห่งนี้!"

"แต่! แต่นั่นเป็นของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ในวันอภิเษกนะเพคะพระนาง..."

นางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งละล่ำละลักเอ่ยขึ้นทั้งที่ตัวยังสั่นระริก

รัญจวนปรายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกไปที่นาง

"พระราชทาน?"

นางแค่นหัวเราะจนตัวสั่น เสียงนั้นฟังดูแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพช

"พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าวันแรกที่ข้าก้าวเท้าเข้าสู่วังแห่งนี้ มันเป็นเช่นไร! วังหลวงที่กว้างใหญ่แต่กลับแห้งแล้งประดุจทะเลทราย มีเพียงฝุ่นผงและกำแพงที่ทรุดโทรม ชัยเสนในวันนั้นไม่มีแม้แต่ทองสักแท่งจะติดตัว สมบัติทุกชิ้นที่เจ้าเห็น... แม้แต่พรมที่เจ้ายืนหมอบอยู่ ก็เป็นข้าที่ขนมาจากตระกูลข้าเพื่อชูคอสามีขี้ขลาดผู้นี้! แล้วเจ้ายังกล้าอ้างว่าเขาเป็นผู้มอบให้ข้าอีกหรือ!"

นางกวาดมือเพียงครั้งเดียว แจกันหยกขาวล้ำค่าที่ตั้งอยู่บนชั้นก็ร่วงหล่นลงพื้น แตกกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยวประดุจหัวใจของวรัญณีที่ไม่มีวันประกอบใหม่ได้อีก

"ขนออกไป! ใครชักช้า ข้าจะปาดคอทิ้งที่นี่!"

สิ้นคำสั่งที่เหี้ยมเกรียม การโกลาหลครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น สมบัติมหาศาลที่เคยทำให้ตำหนักแห่งนี้ดูรุ่งโรจน์ถูกลำเลียงออกไปอย่างรวดเร็ว ทหารองครักษ์ที่พยายามจะเข้าขวาง ทว่าเพียงรัญจวนสะบัดสายตาคมปลาบพร้อมดาบในมือที่ยังชุ่มเลือด พวกเขาก็ต้องก้าวถอยหลังด้วยความพรั่นพรึง

ในขณะเดียวกัน ณ ท้องพระโรงหลวงที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่น นางกำนัลผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่น ล้มลุกคลุกคลานเข้ามาหมอบแทบพระบาทพระเจ้าชัยเสนด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ

"ฝ่าบาท! แย่แล้วเพคะ! พระนางวรัญณี!นางกำลังบุกไปที่ตำหนักจันทราพราวเพคะ นางสั่งให้คนขนสมบัติทุกชิ้นออกจากตำหนักไปจนเกลี้ยงสิ้น ไม่เหลือแม้แต่พรมปูพื้นผืนเดียวเพคะ!"

สิ้นคำรายงาน พระเจ้าชัยเสนถึงกับหน้าถอดสี ความโกรธแค้นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตระหนกถึงขีดสุด พระองค์ทรงรู้ดีว่าหากสมบัติเหล่านั้นหายไป คลังหลวงที่นางเคยกอบกู้ไว้ก็จะล่มสลายลงทันที! ชัยเสนไม่รอฟังคำทัดทานใดๆ พระองค์รีบวิ่งหน้าเริดออกไปจากท้องพระโรง กระโจนขึ้นหลังม้าคู่ใจแล้วควบทะยานมุ่งตรงไปยังตำหนักจันทราพราวด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิตเพียงเพื่อจะรักษาขุมทรัพย์เหล่านั้นไว้

พระเจ้าชัยเสนควบม้าตามมาถึงหน้าตำหนักพอดี พระองค์ทรงกระโจนลงจากหลังม้า ทอดพระเนตรภาพความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยพระพักตร์ที่โกรธจัดจนสั่นเทิ้ม

"วรัญณี! เจ้ากำลังทำบ้าอะไร! เจ้ากล้าปล้นวังของข้าเชียวหรือ!"

รัญจวนยืนอยู่บนบันไดหินหน้าตำหนัก ท่ามกลางหีบสมบัติที่กำลังเคลื่อนย้าย นางพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

"ปล้น? ชัยเสน! เจ้านี่นอกจากจะโง่แล้วยังความจำสั้นอีกนะ ของพวกนี้! มีชิ้นไหนบ้างที่เป็นของเจ้า? เจ้ามันก็แค่คนสิ้นเนื้อประดาตัวที่อาศัยบารมีตระกูลข้าเสวยสุขไปวันๆ ข้าเพียงเก็บของๆ ข้ากลับ แล้วมันเป็นการปล้นที่ตรงไหน! ข้าก็แค่กำลังเก็บกวาดบ้านของข้า ให้สะอาดเท่านั้น"

"เจ้ามันวิปลาสไปแล้ว! ข้าสั่งให้เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!"

ชัยเสนพยายามจะเดินเข้าไปหา

ทว่ารัญจวนกลับสะบัดชายกระโปรงที่เปื้อนเลือด นั่งลงบนเก้าอี้ไม้สลักลายหงส์ที่กำลังจะถูกขนออกไป นางมองกษัตริย์ตรงหน้าด้วยสายตาที่ทำให้เขาดูเหมือนเป็นเพียงแมลงตัวหนึ่ง

"ข้าบอกแล้วไง! ข้าหย่าแล้ว และในเมื่อกฎหมายที่ข้าเขียนเอง การหย่าหมายถึงการแบ่งทรัพย์สินให้เด็ดขาด ในเมื่อเจ้าไม่มีอะไรจะให้ข้า ข้าก็เอาสิ่งที่เคยเป็นของข้ากลับไป"

ในขณะที่ห้องหับเริ่มว่างเปล่า รัญจวนลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องบรรทม นางหยิบฉลองพระองค์ชุดคลุมมังกรลวดลายวิจิตรที่ชัยเสนเคยประทานไว้ให้ รัญจวนโยนชุดไหมราคาแพงเหล่านั้นลงบนพื้นกลางห้องโถงที่ว่างเปล่าอย่างไม่ใยดี นางหยิบตะเกียงน้ำมันจากผนัง แสงไฟสีส้มที่สั่นไหวสะท้อนในดวงตาคมปลาบประดุจเปลวไฟมัจจุราช

"วรัญณีเคยโง่เง่าถึงขนาดนอนกอดเศษผ้าพวกนี้ร้องไห้ทุกคืน นางหลงคิดไปเองว่ากลิ่นกำยานที่ติดอยู่บนชุดคือตัวแทนความรักและความอบอุ่นของเจ้า..." รัญจวนเค่นหัวเราะ น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพช "แต่สำหรับข้า มันคือผ้าขี้ริ้วโสโครกที่ซ่อนความเน่าหนอนของชายแพศยา! ทุกเส้นใยของมันอาบไปด้วยคำลวงที่ทำให้เมียของเจ้าต้องตรอมใจตาย!"

นางปล่อยตะเกียงน้ำมันร่วงหล่นลงสู่กองฉลองพระองค์ทันที! เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนพรึ่บขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เผาผลาญผ้าไหมชั้นดีจนบิดเบี้ยวกลายเป็นเขม่าสีดำมืดมิด พระเจ้าชัยเสนเบิกพระเนตรกว้างด้วยความตระหนก ทรงพยายามจะพุ่งเข้าไปดับไฟทว่ากลับต้องชะงักเมื่อเห็นแววตาอาฆาตของสตรีตรงหน้า

"เจ้าเผามันทำไม! นั่นคือเกียรติยศที่ข้ามอบให้เจ้าเชียวนะ!"

"เกียรติยศ?"

รัญจวนก้าวเข้าหาพระองค์จนได้กลิ่นไหม้ของเส้นไหม กลิ่นนั้นเหม็นคลุ้งประดุจซากศพของความรักที่ตายไปแล้ว

"เกียรติยศที่เจ้าหอบไปประเคนให้จันทรเทวีถึงในตำหนัก ขณะที่ข้านอนจมกองเลือดแท้งลูกอยู่ลำพังน่ะหรือ? เกียรติยศที่เจ้าใช้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีข้าต่อหน้าเหล่าขุนนางกังฉินน่ะหรือ? ชัยเสน! ของพวกนี้มันก็เหมือนกับหัวใจของเจ้านั่นแหละ... คือกองขยะเน่าเหม็นที่ข้าไม่เหลือที่ว่างในบ้านไว้เก็บรกหูรกตาอีกต่อไป!"

ทันใดนั้น รัญจวนหยุดฝีเท้าลงกลางห้องโถงที่เพลิงกำลังลุกท่วม นางหลับตาลง รีดเร้นพลังแห่งสายเลือดพญายักษ์บริสุทธิ์จากหัวใจที่กำลังเต้นระรัว แสงสีแดงโลหิตแผ่กระจายออกจากร่างจนพื้นตำหนักสั่นสะเทือน

มันคือขุมพลังที่วรัญณีเคยรังเกียจและพยายามสะกดไว้ให้ลึกที่สุดเพียงเพื่อชายที่นางรัก พลังที่ชัยเสนเคยตราหน้าว่าอัปลักษณ์และน่าชิงชัง แต่นางในวันนั้นกลับยอมหักเขี้ยวเล็บเพื่อกลายเป็นเพียงสตรีมนุษย์ที่ไร้ทางสู้ บัดนี้โซ่ตรวนแห่งความภักดีที่เคยพันธนาการไว้ได้ถูกเพลิงแค้นแผดเผาจนมอดไหม้ รัศมีอสูรสีชาดที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว มันไม่ใช่แค่แรงกายมหาศาล แต่มันคืออำนาจสั่งการสรรพสิ่งที่มีที่มาจากสายเลือดปฐมกาลที่บริสุทธิ์ที่สุด นางกรีดฝ่ามือให้เลือดไหลรินลงบนอักขระโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้พรม

"ขุมทรัพย์เลือดจงคืนสู่เจ้าของ!"

สิ้นคำสั่ง รูปปั้นอสูรหินสามตนที่ตั้งสงบนิ่งเป็นทวารบาลตำหนักมานับร้อยปีพลันปริแตก เสียงคำรามดังกึกก้องประดุจฟ้าผ่าลงกลางวังหลวง เผยให้เห็นขุนพลยักษ์สามตนที่มีกายาสีทองแดงและดวงตาแดงฉาน พวกเขากระโดดลงมาคุกเข่าเบื้องหน้าวรัญณี ท่ามกลางสมบัติมหาศาลที่ลอยขึ้นเหนือพื้นด้วยลมพายุอสุรา

"น้อมรับบัญชา นายหญิง!"

ทันทีที่สิ้นเสียงคำราม ขุนพลยักษ์ทั้งสามต่างยืดกายขึ้นเต็มความสูงที่เสียดฟ้า พวกเขาชูท่อนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามขึ้นเหนือหัว เผยให้เห็น กำไลแขนอสุราขนาดมหึมาที่ทำจากโลหะนิลกาฬ สลักเสลาด้วยลวดลายอักขระโบราณที่กำลังเปล่งแสงสีเลือดเต้นตุบๆ ราวกับมีชีวิต

วินาทีต่อมา บังเกิดแรงดึงดูดมหาศาลจากกำไลทั้งสามวง!

สมบัติพัสถานมหาศาลที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ ทั้งหีบทองคำ ผ้าไหมแพรพรรณ เครื่องลายครามล้ำค่า และอัญมณีระยิบระยับ ต่างถูกกระชากให้หมุนวนรวมกันกลายเป็นสายธารแห่งทรัพย์สินที่ส่องประกายเจิดจ้า พุ่งทะยานเข้าสู่ศูนย์กลางของกำไลแขนอสุราประดุจมังกรทองที่หวนคืนสู่ถ้ำ เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว แสงสว่างวาบขึ้นจนตาพร่ามัว เพียงชั่วพริบตาเดียว ทรัพย์สมบัติที่เคยท่วมท้นตำหนักก็ถูกดูดกลืนหายเข้าไปในมิติที่ซ่อนอยู่ในกำไลจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว

ทว่า!ความพินาศยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านั้น!

สายเลือดพญายักษ์บริสุทธิ์ของวรัญณีกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทุกตารางนิ้วของวังหลวง ทันใดนั้น บังเกิดเสียงระเบิดดังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากทิศของคลังหลวงส่วนตัวและตำหนักพระสนมนับร้อยของชัยเสน!

กำแพงหินหนาหนักพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทรัพย์สมบัติที่ชัยเสนแอบซ่อนไว้อย่างมิดชิด เครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าที่เคยประทานให้เหล่าสนมคนโปรด หรือแม้แต่ทองคำที่จันทรเทวีแอบซุกซ่อนไว้ในใต้ดิน หากชิ้นใดมีร่องรอยอาคมของตระกูลวรุณประทับอยู่ มันต่างก็พุ่งทะลุสิ่งกีดขวางออกมาประดุจห่าฝนดาวตก!

เสียงกรีดร้องด้วยความขวัญเสียของเหล่าพระสนมดังระงมไปทั่ววังหลวง เมื่อเครื่องประดับทองหยองบนคอและข้อมือของพวกนางถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากจนหลุดลอยพุ่งแหวกอากาศมายังจุดที่วรัญณียืนอยู่ สายธารแห่งทองคำมหาศาลไหลบ่ามาจากทั่วทุกสารทิศพุ่งทะลุกำแพงตำหนักเข้ามาสมทบ หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นอสุราก่อนจะถูกกำไลแขนของขุนพลยักษ์ดูดกลืนหายไปชั่วนิรันดร์

พระเจ้าชัยเสนยืนเบิกตาค้างแทบสิ้นสติ เมื่อเห็นความมั่งคั่งมหาศาลที่พระองค์เคยมี บัดนี้กำลังอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตาโดยมิอาจทำสิ่งใดได้เลย แผ่นดินที่เคยยิ่งใหญ่กำลังจะเหลือเพียงกำแพงอิฐที่ว่างเปล่าในชั่วพริบตา!

วรัญณีเดินผ่านหน้ากษัตริย์ที่ยืนนิ่งตะลึง ปากอ้าตาค้างกับภาพความอัศจรรย์ตรงหน้า นางหยุดยืนที่หน้าประตูวัง ปรายตาไปทางทิศตะวันออกที่ตั้งของศาลาอัปยศที่กักกันเหล่าพระสนมสิบสองนางที่ถูกใช้อ้างเป็นพยานเท็จ ข่าวลือเรื่องการควักดวงตายังคงดังก้องอยู่ในหัวของนาง

‘พวกนางคือเบี้ยที่ถูกบดขยี้เพราะความโลภของจันทรเทวี... ข้าจะไม่ทิ้งเบี้ยที่มีประโยชน์ไว้ให้ศัตรูเหยียบย่ำ’

รัญจวนกระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาคมปลาบเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความเด็ดเดี่ยว

"จำความรู้สึกในวันนี้ไว้ให้ดี ชัยเสน... ในวันที่ตำหนักของเจ้าว่างเปล่าและล่มสลาย นั่นคือความรู้สึกที่ข้าได้รับมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา"

นางก้าวพ้นประตูตำหนัก โดยมีขุนพลยักษ์สามตนที่บัดนี้สวมใส่ความมั่งคั่งของทั้งแคว้นไว้ที่ท่อนแขน เดินตามหลังไปประดุจขบวนเสด็จของนายเหนือหัวแห่งเผ่าพันธุ์อสูร ทว่าเป้าหมายของนางไม่ใช่ประตูวังภายนอก แต่เป็นทิศที่คาวเลือดและความโศกเศร้าคละคลุ้งที่สุด!

****นางเก็บของกลับทุกเม็ดจริงๆ ****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel