บทที่ 4 นาง (สนม) สิบสอง
บทที่ 4 นาง (สนม) สิบสอง
วังศิขรินทร์ที่พระเจ้าชัยเสนภาคภูมิใจนักหนานั้นกว้างใหญ่ไพศาลประดุจมหานครย่อมๆ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แผนผังของวังถูกออกแบบให้ซับซ้อนด้วยตำหนักน้อยใหญ่นับพันหลัง ตั้งเรียงรายสลับกับอุทยานหลวงที่กินพื้นที่หลายร้อยไร่ หากจะเดินทางจากใจกลางวังมุ่งหน้าสู่เขตชายขอบรกร้างด้วยการเดินเท้า คงต้องใช้เวลาหลายชั่วยามจนแสงตะวันลับขอบฟ้า
รัญจวนผู้ที่บัดนี้ครอบครองจิตวิญญาณของจารชนสาวผู้ไม่เคยยอมเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ จึงไม่ลังเลที่จะกระโจนขึ้นสู่หลังม้าศึกสีนิลกำยำที่นางชิงมาจากทหารองครักษ์ผู้หนึ่งที่นอนหมอบอยู่ริมทาง ฝีเท้าม้ากระทบพื้นหินดังกึกก้องสะท้อนไปตามทางเดินหินอ่อน ทะยานผ่านความวุ่นวายของเหล่าข้าราชบริพารที่กำลังสติแตก โดยมีขุนพลยักษ์ทั้งสามตนเหาะทะยานตามหลังมาประดุจเงานกยักษ์ทมิฬที่คืบคลานเข้าหาเป้าหมาย
สายฝนที่ชะล้างคราบเขม่าควันไฟจากตำหนักจันทราพราวมิอาจชะล้างกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวังที่โชยมาจาก ศาลาอัปยศ สถานที่กักกันชั่วคราวที่ตั้งอยู่ชายขอบวังหลวงอันรกร้าง รัญจวนควบม้าสีนิลนำขบวนขุนพลยักษ์มาหยุดลงที่หน้ากระท่อมไม้ผุพังที่ส่งกลิ่นคาวเลือดเจือปนกลิ่นเน่าเฟะของบาดแผลที่ไร้การเหลียวแล
ทหารเฝ้ายามสองคนในชุดเกราะมอซอนั่งพิงเสาไม้ที่ปลวกแทะ พวกเขาจิบสุราจากไหพลางโยนเศษกระดูกไก่เข้าไปในกระท่อมผุพังอย่างนึกสนุก
"เฮ้ย! ฟังพวกร้องไห้สิวะ เหมือนเสียงหนูถูกแมวฟัดเลยว่ะ ฮ่าๆๆ"
ทหารคนหนึ่งเอ่ยพลางพ่นสุราลงพื้นด้วยท่าทีขยะแขยง
"พวกเจ้านี่มันโง่จริงๆ ยอมหลับหูหลับตาใส่ความมเหสีอสูรเพื่อหวังรอดชีวิต แต่สุดท้ายก็ถูกเขี่ยมานอนรอความตายที่นี่ ดวงตาก็ไม่มี ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน ป่านนี้มดคงเข้าไปสร้างรังในเบ้าตาพวกเจ้าหมดแล้วมั้ง!"
ทหารอีกคนระเบิดหัวเราะร่วนพลางหยิบก้อนหินขว้างเข้าไปกระแทกประตู
"นั่นสิ! ข้าล่ะอยากรู้จริงว่านางยักษ์นั่นป่านนี้หนีไปซุกหัวอยู่ที่ไหน สงสัยคงถูกฝ่าบาทสั่งสับเป็นหมื่นชิ้นไปแล้วล่ะมั้ง ทิ้งพวกเจ้าไว้เป็นขยะวังหลังแบบนี้ มันน่าสมเพชจริงๆ!"
เสียงเย้ยหยันดังสลับกับเสียงสะอื้นไห้อย่างทรมานจากภายใน รัญจวนก้าวลงจากหลังม้าอย่างมั่นคง ท่วงท่าสง่างามขัดกับบรรยากาศนรกบนดินเบื้องหน้า โดยมีขุนพลยักษ์ทั้งสามยืนคุ้มกันอยู่เบื้องหลังประดุจภูเขาเหล็กที่พร้อมจะถล่มทุกสิ่งที่ขวางหน้า
นางปรายตาคมปลาบที่แฝงไปด้วยไอสังหารเย็นเยียบมองไปยังทหารทั้งสอง ทันทีที่สายตาประทะกัน เสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจพลันจุกอยู่ที่ลำคอประดุจถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นไว้จนหน้าดำหน้าแดง
"ใครอนุญาตให้พวกเจ้าใช้เสียงหัวเราะทับถมความตาย?"
น้ำเสียงที่เย็นเยียบปานน้ำแข็งขั้วโลกทำให้ทหารทั้งสองสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันมาพบสตรีในชุดขาวที่โชกไปด้วยเลือดและเขม่าไฟ แววตาคู่นั้นสะท้อนรัศมีสังหารที่รุนแรงเสียจนดาบในมือทหารทั้งสองร่วงหล่นลงพื้น
"มะ... มเหสีฝ่ายขวา! พระนางควรจะออกไปจากวังแล้วนี่!"
"ข้าจะไปเมื่อข้าอยากไป และจะอยู่เมื่อข้าอยากอยู่"
รัญจวนเดินผ่านหน้าทหารที่ยืนตัวสั่นประดุจใบไม้ร่วง นางใช้เท้าถีบประตูไม้ผุพังจนพังทลายลงในคราเดียว กลิ่นคาวสนิมของเลือดคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นสาบสางของหนองที่เน่าเฟะพุ่งเข้าปะทะโสตประสาทอย่างรุนแรง ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏผ่านแสงสลัวคือทัศนียภาพของนรกบนดินที่แม้แต่จารชนผู้ผ่านสมรภูมิเลือดมาโชกโชนอย่างรัญจวนยังต้องขบกรามแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก สตรีสิบสองนางที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งบุปผาแก้วประดับอุทยานหลวง บัดนี้กลับถูกเหยียบย่ำจนแหลกลาญ นอนกองกันประดุจซากศพบนพื้นดินที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยปฏิกูลโสโครก
ร่างที่เคยอ้อนแอ้นซูบซีดจนเห็นซี่โครงที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรัวเร็วด้วยความทุรนทุราย บนใบหน้าที่เคยสลวยงามนั้นมีเพียงผ้าพันแผลสีขาวหยาบๆ ที่บัดนี้เปียกโชกไปด้วยหยาดโลหิตสีดำคล้ำและน้ำหนองสีเหลืองขุ่นที่ไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย ไอร้อนจากบาดแผลที่อักเสบจนถึงขีดสุดแผ่ออกมาจนอากาศรอบด้านดูบิดเบี้ยว เสียงโอดครวญที่ดังรอดไรฟันออกมานั้นมิใช่เสียงมนุษย์ร้องไห้ แต่เป็นเสียงขูดขีดของวิญญาณที่ถูกกระชากเอาแสงสว่างไปอย่างทารุณที่สุดในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง
"ช่วย... ช่วยข้าด้วย... ใครก็ได้..."
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมห้อง รัญจวนก้าวเข้าไปหา ร่างเพรียวบางของเด็กสาวนางหนึ่งที่ชื่อ เมรี กำลังดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด นางเป็นเพียงสนมชั้นผู้น้อยที่อายุน้อยที่สุด ทว่ากลับถูกจันทรเทวีเลือกเป็นเหยื่อสังเวยแผนการร้ายอย่างอำมหิตที่สุด
รัญจวนทรุดกายลงนั่งข้างเด็กสาว มือเรียวที่เคยปลิดชีพศัตรูอย่างเลือดเย็นเอื้อมไปเชยคางนางขึ้นอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่นิ้วสัมผัสถูกใบหน้า เมรีกลับสะดุ้งสุดตัวและกรีดร้องด้วยความหวาดผวา
"อย่าทำข้า! ได้โปรด! ข้าไม่มีดวงตาให้พวกท่านควักอีกแล้ว!"
"เงียบเสีย!"
รัญจวนเอ่ยเสียงนุ่มทว่าทรงอำนาจ
"ข้าไม่ใช่พวกมัน ข้าคือวรัญณี! คนที่พวกเจ้าถูกสั่งให้ใส่ร้าย"
เมื่อได้ยินชื่อนั้น เมรีหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"พระนาง! พวกเราขอขมา! พวกเราถูกบังคับ! หากไม่พูดตามที่จันทรเทวีสั่ง ครอบครัวของพวกเราจะถูกสังหาร! ฮึก... แต่สุดท้ายนางก็ไม่ไว้ชีวิตพวกเราอยู่ดี"
รัญจวนมองดูภาพความพินาศตรงหน้าด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้น ในโลกจารชนที่นางจากมา การสังหารคือภารกิจ แต่การทรมานผู้ไร้ทางสู้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองคือความวิปริตที่นางยอมรับไม่ได้
"ความเมตตาของข้าไม่มีเหลือให้ศัตรู แต่สำหรับพวกเจ้า! ข้าจะให้โอกาส"
รัญจวนลุกขึ้นยืนตระหง่าน แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาสาดส่องลงมาบนร่างนางประดุจเทพธิดาผู้มาจากนรก
"พวกเจ้าอยากจะนอนรอความตายอย่างหมาข้างถนนที่ไร้ค่า หรืออยากจะลุกขึ้นมาดูความพินาศของคนที่ทำให้พวกเจ้าเป็นเช่นนี้?"
เสียงร้องไห้เงียบหายไปทันที แม้ดวงตาจะมืดบอด ทว่าวิญญาณของสตรีทั้งสิบสองกลับสัมผัสได้ถึงกระแสพลังมหาศาลที่แผ่ออกมาจากสตรีตรงหน้า มันคือพลังอสูรที่ซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณของรัญจวน พลังที่รุ่มร้อนและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน
"ข้า! ข้าอยากเห็นนางพินาศ!"
เมรีเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
"ต่อให้ต้องแลกด้วยวิญญาณข้าก็ยอม!"
"ดี!!"
"ความเมตตาของข้าไม่มีเหลือให้ศัตรู แต่สำหรับพวกเจ้า! ข้าจะให้โอกาส"
รัญจวนปรายตาไปที่สามอสุราขุนพลที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลัง กาฬทมิฬ อสุราผู้มีกายาสีดำสนิทประดุจเงาปีศาจ, อัคนี ผู้มีเปลวไฟนิรันดร์เต้นเร่าอยู่ในดวงตา และ พสุธา ผู้มียังความมั่นคงดั่งหินผาพันปี รัศมีที่ทรงพลังจากทั้งสามทำให้ศาลาที่ทรุดโทรมดูเล็กลงไปถนัดตา
ความทรงจำส่วนหนึ่งของวรัญณีพลันผุดขึ้นมาประดุจตะเกียงที่ถูกจุดติด ตระกูลวรุณมิได้มีเพียงขุมทรัพย์ทองคำ แต่ยังมีโอสถทิพย์เนตรอสุรายาวิเศษที่สามารถรักษาดวงตาและปลุกพลังแฝงในดวงวิญญาณได้ สิ่งนี้เป็นวิทยาการลี้ลับที่นางในชาตินี้เคยรังเกียจ แต่จารชนสาวอย่างรัญจวนกลับมองเห็นมันเป็นอาวุธที่ไร้เทียมทาน
"ดีมาก!!"
รัญจวนลุกขึ้นยืนตระหง่าน แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาสาดส่องลงมาบนร่างนางประดุจเทพธิดาผู้มาจากนรก นางหยิบขวดแก้วที่บรรจุของเหลวสีครามเข้มซึ่งลอบสกัดจากดอกอสูรมาผสมเข้ากับโอสถทิพย์ของตระกูลวรุณที่เพิ่งเรียกคืนมาจากมิติกำไลข้อมือ มันคือการบรรจบกันระหว่างวิทยาการจารชนและอาคมโบราณที่แกร่งที่สุด
นางเดินไปหาแต่ละคน ใช้ปลายนิ้วที่อาบด้วยพลังอสูรกดลงบนขมับของสตรีทุกนาง บังเกิดแสงสีครามสว่างจ้าขึ้นท่วมท้นศาลา ความร้อนแรงประดุจเพลิงกัลป์แล่นปราดเข้าสู่ระบบประสาทที่เสียหายพังยับเยิน
"ความเจ็บปวดหลังจากนี้จะรุนแรงเสียยิ่งกว่าตอนที่พวกเจ้าถูกควักดวงตา หากใครทนไม่ได้! จงตายไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่หากใครรอด ข้าจะให้ดวงตาใหม่ที่มองเห็นได้ไกลกว่าเทพยดาตนใด!"
รัญจวนเริ่มแกะผ้าพันแผลที่โชกเลือดออก แผลที่เบ้าตานั้นบวมเป่งและอักเสบจนน่าสยองขวัญ นางใช้มีดสั้นที่ยึดมา กรีดเปิดแผลเพื่อระบายหนองอย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งอาการสั่นไหว มือของนางมั่นคงประดุจศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เสียงกรีดร้องอย่างทรมานดังระงมศาลาอัปยศ ทว่ารัญจวนกลับนิ่งเฉย นางใช้เลือดอสูรของนางเองหยดลงบนแผลที่เหวอะหวะ พลังงานสีแดงฉานจากสายเลือดบริสุทธิ์ไหลวนเข้าสู่ประสาทตาที่มืดบอด ผสานกับโอสถทิพย์เนตรจนเกิดปฏิกิริยาอันน่าเหลือเชื่อ
"จงจำความเจ็บนี้ไว้! ให้มันฝังลึกในกระดูก ในวิญญาณ"
รัญจวนกระซิบข้างหูเมรีที่กำลังดิ้นพล่าน
"แต่นี้ต่อไป พวกเจ้าไม่ใช่พระสนม ไม่ใช่เบี้ยล่างของใคร พวกเจ้าคือ เนตรอสูรสิบสองสังหาร ของข้า!"
***** นางสิบสองก็มานะ...ให้จินตนาการพาเราไป 5555
