บทที่ 2 นิ่งสงบสยบความตาย
บทที่ 2 นิ่งสงบสยบความตาย
หยาดฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับสวรรค์กำลังชะล้างคราบคาวเลือดที่ติดค้างบนพื้นหินลานประหาร ทว่าฝนนั้นไม่อาจชะล้างรอยร้าวลึกในพระทัยของบุรุษผู้ครองบัลลังก์ได้เลยแม้แต่น้อย
พระเจ้าชัยเสนประทับนิ่งประดุจรูปสลักหิน ทอดพระเนตรแผ่นหลังบอบบางแต่เหยียดตรงของสตรีที่พระองค์เพิ่งตราหน้าว่าเป็นนางยักษ์แพศยาเมื่อครู่ นางก้าวเดินออกไปท่ามกลางวงล้อมของเหล่าทหารองครักษ์นับร้อยที่ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ประดุจเงาตามตัว
“หยุดนาง!”
สุรเสียงกึกก้องเต็มไปด้วยความสับสนและโทสะดังกระแทกขึ้นจากเชิงเทิน
“ใครปล่อยให้นางก้าวพ้นประตูวังหลวงไปแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะบั่นหัวพวกเจ้าทุกคน!”
รัญจวนหยุดฝีเท้าลงช้า ๆ มุมปากยกยิ้มบาง ๆ ที่ดวงตาไม่ยิ้มตาม นางหันกลับมาปรายตามองกลุ่มทหารองครักษ์เขี้ยวพยัคฆ์ที่กำลังโอบล้อมนางอย่างแน่นหนา ทุกคนถือดาบเงาวับ กลิ่นอายสังหารกดดันจนอากาศรอบด้านแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
ทว่าบนใบหน้าของนาง กลับปรากฏเพียงความนิ่งสงบล้ำลึกประดุจทะเลลึกที่ไร้คลื่น
“พวกเจ้า… แน่ใจแล้วหรือ”
น้ำเสียงนางราบเรียบ นุ่มนวล แต่แฝงพลังกดดันที่ทำให้ทหารชั้นนำหลายนายถึงกับตัวสั่น
“ที่จะแลกชีวิตกับหน้าที่ ที่ไร้เกียรติเช่นนี้?”
หัวหน้าองครักษ์ตวาดลั่น
“อย่ามาเล่นลิ้น! วรัญณี เจ้าวิปลาสไปแล้วจริง ๆ ถึงกล้าท้าทายอำนาจฟ้า!”
เขาพุ่งดาบเข้าใส่โดยไม่รอช้า
รัญจวนไม่ถอยหลัง นางก้าวเข้าไปหาแทน
การเคลื่อนไหวของนางนุ่มนวลประดุจสายน้ำ แต่รวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด นางเบี่ยงกายหลบคมดาบเพียงองศาเดียว ประกายไฟจากโลหะปะทะอากาศวาบขึ้นชั่วแวบ มือเรียวขาวสะบัดออกกระแทกเข้าที่ข้อมือของหัวหน้าองครักษ์อย่างแม่นยำ
เปรี้ยะ!
เสียงกระดูกหักดังชัดเจนท่ามกลางสายฝน ดาบเล่มงามร่วงหล่น ก่อนจะถึงพื้น รัญจวนใช้เท้าเตะส่งดาบเล่มนั้นลอยขึ้นมาคว้าไว้ในมือได้อย่างสง่างาม
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
นางไม่ได้ฟันเพื่อสังหาร นางตัดเพียงเส้นเอ็นที่ข้อมือและข้อเท้าของคู่ต่อสู้ด้วยความแม่นยำระดับศัลยแพทย์ ทุกย่างก้าวคือศาสตร์แห่งการทำลายล้างที่ไร้เสียงร้องโห่ร้อง แต่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบอันน่าเกรงขาม
ร่างขององครักษ์พยัคฆ์ล้มระเนระนาดลงกับพื้นหินภายในไม่กี่อึดใจ โดยที่รัญจวนไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ชุดขาวที่เปียกปอนจากฝนถูกย้อมด้วยสีแดงฉานมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ใบหน้านางยังคงนิ่งสงบดังเดิม
รัญจวนยืนนิ่งท่ามกลางร่างที่ล้มระเนระนาด นางยกมือขึ้นดูฝ่ามือตัวเอง แล้วพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ร่างนี้! พลังอสูรบริสุทธิ์ของวรัญณีช่างน่าประทับใจจริงๆ แม้แต่ในโลกเก่าของข้า ข้าก็ไม่เคยมีร่างกายที่เร็วและแข็งแกร่งขนาดนี้”
“โลกใบนี้! ไม่เหมือนโลกปี 2099 ของข้าเลยสักนิด”
นางพูดกับตัวเอง ขณะที่ความทรงจำสองชุดปะทะกันในสมอง
“แต่กฎก็เหมือนกัน!ผู้ที่อ่อนแอจะถูกเหยียบย่ำ ผู้ที่ทรยศต้องชดใช้ด้วยเลือด”
นางก้มลงเก็บดาบเล่มหนึ่งจากพื้น แล้วหันไปมองทหารที่ยังเหลืออีกไม่ถึงสิบคน นางเดินย้อนกลับไปทางปะรำพิธีอีกครั้ง ทหารที่เหลือต่างก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ราวกับเพิ่งเห็นเทพเจ้าแห่งความตายเดินดิน
รัญจวนหยุดลงตรงหน้าเหล่าขุนนางผู้เฒ่าที่นั่งสั่นเทิ้มบนที่นั่ง นางกวาดสายตาคมปลาบมองพวกเขาทีละคน
“พวกเจ้า ที่เรียกตัวเองว่าเสาหลักแผ่นดิน”
น้ำเสียงนางยังคงนุ่มนวล
“เจ้าฉลาดพอจะพินิจพยานหลักฐานด้วยปัญญา หรือว่าโง่เง่าพอจะเชื่อเพียงลมปากของงูพิษที่สวมหนังมนุษย์?”
นางชี้ปลายดาบไปทางจันทรเทวีที่กำลังพยายามซ่อนตัวอยู่หลังราชบัลลังก์ และค่อยยืนศีรษะออกมามองนางก่อนที่มุมปากขวาของนางจะค่อยๆ ยกขึ้นในขณะที่คิดว่าไม่มีผู้ใดเห็น
“สตรีที่ไม่มีแม้แต่กำลังวังชา จะบุกเข้าไปควักลูกตาพระสนมสิบสองนางในคืนเดียวได้อย่างไร โดยไม่มีใครเห็นหน้า? วังหลวงคุ้มกันแน่นหนา หรือแท้จริงแล้ว พวกเจ้าทุกคนคือพยานเท็จที่ร่วมมือกันฆ่าสตรีที่ไร้ทางสู้?”
“เจ้า… เจ้าบังอาจใส่ความพวกเรา!”
ขุนนางผู้หนึ่งพยายามแย้งด้วยเสียงสั่นพร่า
รัญจวนหัวเราะเสียงต่ำ
“ใส่ความ?” นางส่ายหน้า
“ในโลกของข้า ความจริงพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่เพียงคำสาบานลวงโลก แต่ในเมื่อพวกเจ้าเลือกที่จะหลับตา ข้าก็จะช่วยให้พวกเจ้าตื่น… ตื่นขึ้นมาพบกับความพินาศที่พวกเจ้าเป็นคนก่อเอง”
นางควงดาบในมือเล่นด้วยท่วงท่าที่ชำนาญจนเกิดเสียงแหวกอากาศหวีดหวิว ประกายโลหะสะท้อนแสงมัวซัวดูประดุจจักรกลมรณะที่หมุนวนอยู่ในมือเรียวบาง ท่วงท่านั้นหยิ่งทะนงเสียจนพระเจ้าชัยเสนทรงกำพระหัตถ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโผล่
พระองค์ทรงเริ่มตระหนักแล้ว สตรีตรงหน้าไม่ใช่วรัญณีที่พระองค์เคยมองข้ามอีกต่อไป นางมีความนิ่งสงบที่สามารถสยบความตายได้เพียงแค่ปลายนิ้ว
รัญจวนหันกลับไปจ้องมองพระเจ้าชัยเสนโดยตรง นางไม่แม้แต่จะใช้คำราชาศัพท์ให้ระคายหู นางหยุดดาบที่กำลังควงอยู่อย่างเฉียบพลัน ปลายดาบชี้ลาดลงพื้นในองศาที่พร้อมจะพุ่งทะยานเข้าหาจุดตายได้ทุกวินาที ร่างระหงย่อกายลงเล็กน้อยในท่าเตรียมพร้อมสังหาร แผ่นหลังเหยียดตรง เส้นผมปลิวสยายประดุจม่านไหมสีดำสอดรับกับรัศมีอสูรที่เริ่มแผ่กระจายออกมา
“ชัยเสน!หากเจ้าคิดว่าการขังข้าไว้ที่นี่จะช่วยรักษาบัลลังก์ของเจ้าได้ หึหึหึ… หากเจ้าคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากพอก็ลองดูได้”
นางกระตุกยิ้มมุมปาก แววตาคมกริบเย็นเยียบเสียจนไม่มีใครกล้าสบตา
พระเจ้าชัยเสนถึงกับลืมพ่นลมหายใจ ความหนาวเหน็บสายหนึ่งพุ่งวาบจากปลายเท้าขึ้นสู่ขั้วหัวใจ พระวรกายที่เคยสง่าผ่าเผยกลับสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ทรงรู้สึกราวกับเบื้องหน้าไม่ใช่สตรีที่เคยร่วมเรียงเคียงหมอน แต่เป็นพญามัจจุราชที่กำลังพิพากษาโทษทัณฑ์ เหงื่อกาฬซึมซับตามไรพระเกศา ความหวาดกลัวที่มิอาจอธิบายได้จู่โจมจนพระองค์ต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งจนชนเข้ากับพนักบัลลังก์
ขณะที่จันทรเทวีซึ่งเคยนั่งยิ้มย่องด้วยความสะใจอยู่เบื้องหลัง บัดนี้ใบหน้าสวยหวานปานหยาดน้ำผึ้งพลันซีดเผือดลง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความขุ่นมัว นางขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปม ความริษยาและกังวลใจฉายชัดออกมาอย่างปิดไม่มิด
‘นังยักษ์บ้าตนนี้ไปเอาความเก่งกาจมาจากไหน! เหตุใดมันจึงดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้!’
จันทรเทวีกำชายผ้าสไบแน่นจนนิ้วขาวซีด แผนการที่นางอุตส่าห์วางไว้อย่างรัดกุมเพื่อกำจัดวรัญณีให้สิ้นซาก กลับกำลังถูกทำลายลงด้วยท่วงท่าสังหารที่เยือกเย็นและทรงพลังที่นางมิเคยคาดคิดมาก่อน!
“แต่จำไว้!ในวันที่ข้าเดินกลับเข้ามาในที่แห่งนี้อีกครั้ง ข้าจะไม่มาในฐานะเมียที่ถูกทิ้ง แต่ข้าจะมาในฐานะเจ้าของคนใหม่และจะถล่มยอดมงกุฎของเจ้าให้จมดิน!”
น้ำเสียงของนางดังกังวานกึกก้องเสียดแทงลึกลงไปในจิตวิญญาณของผู้ฟัง รัญจวนสะบัดชายผ้าขาวที่เปื้อนเลือดอย่างแรง ก่อนจะหันหลังกลับอย่างเด็ดขาด นางก้าวเดินฝ่าสายฝนที่เทกระหน่ำออกไปจากวังหลวงโดยไม่มีทหารคนใดกล้าขยับกายเข้ามาขวางอีกต่อไป ราวกับว่านางเป็นศูนย์กลางของพายุสังหารที่ใครเข้าใกล้เป็นต้องพินาศ
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดใจเบื้องหลัง เงาร่างของพระเจ้าชัยเสนสั่นคลอนอยู่บนบัลลังก์ด้วยความหวาดระแวงที่เริ่มเกาะกินพระทัยประดุจพิษร้าย ฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย ราวกับฟ้าจะช่วยชะล้างคราบเลือดบนพื้นดิน… แต่ไม่อาจชะล้างเพลิงแค้นที่เพิ่งจุดติดในดวงใจของพญายักษ์ที่บัดนี้ได้ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว!
**** รัญจวนโหดเนาะ แค้นที่ถูกหักหลังไม่อาจจะอยู่รวมโลกจริงๆ ***
