บท
ตั้งค่า

7. เหนื่อยแทบขาดใจ

ด้านซูหลัน นางก็กำลังกล่าวแนะนำกลุ่มคนที่ยืนมุงตรงริมทางเข้าโรงเตี๊ยม “ชิมได้เจ้าค่ะ คนละไม้” นางบอกพลางยื่นลูกชิ้นเสียบไม้ที่ผ่าครึ่งส่งให้ชายแก่ท่าทางมีเงินที่ยืนอยู่ด้านหน้า

“สิ่งนี้คือ?” เขารับมาพลางขมวดคิ้วมองเจ้าก้อนกลม ๆ

“ลูกชิ้นย่างเจ้าค่ะ สีขาวนี่ทำมาจากปลา สีนวลอันนี้ทำมาจากเนื้อหมู ของเหล่านี้มีจำนวนจำกัดนะเจ้าคะ ไม่ได้ทำออกมาให้กินบ่อยนัก เพราะวัตถุดิบที่ใช้ปรุงค่อนข้างหายาก เราเลยทำวันเว้นวันเจ้าค่ะ นายท่านสนใจจะรับไปทานที่บ้านไหมเจ้าคะ” แม่ค้ากล่าวโน้มน้าวด้วยวิธีของตน และที่บอกทำวันเว้นวัน ก็เพื่อทำให้ลูกค้านั้นไม่จำเจกับรสชาติจนเกิดความเบื่อหน่าย

“นึกไม่ถึงว่าปลากับหมูจะเอามาทำของพวกนี้ได้ด้วย”

“อร่อยด้วยนะเจ้าคะ ท่านลองชิมดู มีน้ำจิ้มด้วย หากใต้เท้าชอบรสชาติเผ็ดนิด ๆ” ซูหลันยังแนะ ซึ่งนางไม่ได้บอกแค่ชายแก่ตรงหน้าเท่านั้น ยังมีอีกหลายคนที่ยืนมุง

“ข้าเอา ข้าชิมแล้ว อร่อยมาก” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น

ก่อนจะตามมาอีกหลายเสียง ซึ่งร้องสั่งไม่แพ้กันเลย

“เถ้าแก่ ข้าเอาลูกชิ้นย่างสิบไม้ กับชานมอีกหนึ่งกระบอก”

“ข้าขอผัดผักรวมมิตรกับหมูทอดห่อกลับบ้านด้วย”

“เดี๋ยว ๆ พี่ชายหากจะสั่งอาหาร ท่านต้องไปสั่งด้านในนะ”

“ด้านในหรือ?”

“ใช่ ๆ อาหารจะอยู่ด้านในเจ้าค่ะ ตรงนี้เราขายแค่ของว่างกับชานมเท่านั้น และเพื่อไม่ให้วุ่นวายจนเกินไป รบกวนทุกท่านช่วยเข้าแถวซื้อของทีละคนนะเจ้าคะ แล้วก็ข้าขอจำกัดแค่คนละสิบไม้เท่านั้น คนอื่น ๆ จะได้ลองชิมด้วย อย่างนี้ดีหรือไม่” ซูหลันเริ่มวางแผน คราแรกนางนึกไม่ถึงว่าจะมีคนมาสนใจอาหารแปลกตามากเพียงนี้ จึงไม่ได้คิดแผนรับมือเอาไว้ตั้งแต่แรก

เสียงเซ็งแซ่เริ่มดังมาให้ได้ยิน ทว่าดีที่มีคนของทางการเดินมาตรวจตรา ทำให้ผู้คนเหล่านี้ไม่กล้าโวยวายยอมทำตามแต่โดยดี

ด้านในโรงเตี๊ยมก็มีเสียงสั่งอาหารดังระงมไม่ขาดสาย

อาอู่และบ่าวคนอื่นๆ วิ่งรอกกันจนหัวหมุน เพราะลูกค้าสั่งอาหารเพิ่มมากขึ้นหลังได้กลิ่นหอมจากเตา ซึ่งการทำนั้นยังเป็นแบบเปิดให้เห็นกรรมวิธีการปรุงอย่างไม่ปิดบัง กลายเป็นการสร้างจุดขายให้กับโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นอย่างดี

“ดีจริงร้านนี้ ทำอาหารให้เราดูด้วย” หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“นั่นสิ พ่อครัวก็หล่อด้วยนะ” สหายที่มาด้วยกันยิ้มกริ่ม

อาชีผู้รับหน้าที่ปรุงอาหารได้ยินก็ถึงกับยิ้มอาย ทว่ามือเขาก็ยังไม่หยุดคนกระทะ เพราะยามนี้มีรายการอาหารที่เขาต้องทำนับสิบ ข้างกันก็คืออาซื่อและอาอู่ ซึ่งมีหน้าตาดีไม่แพ้กัน

ทั้งสามคือพ่อครัวหลักของโรงเตี๊ยม

ส่วนเจียวหลิงและเจียวอี ช่วยกันยกอาหารส่งลูกค้าและทำความสะอาดโต๊ะ โดยมีลุงโม่คอยช่วยและยังเป็นผู้คิดเงิน

ความวุ่นวายที่เกินคาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งเที่ยงวันมันก็ยิ่งทวีคูณ

ความนิยมที่ท่วมท้นเริ่มนำปัญหามาให้โรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้ว เพราะไม่ถึงยามเที่ยงดี อาหารทุกอย่างที่เตรียมไว้ได้หมดเกลี้ยง

เหล่าคนที่ยืนรอจึงเริ่มโวยวาย

“หมดแล้วหรือ! ข้ายืนรอมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้วนะ” ชายร่างท้วมคนหนึ่งแผดเสียงอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยม

“ใช่! ข้าก็ด้วย ข้าเพิ่งเดินทางมาถึงกะจะมาลองชิมเสียหน่อย เถ้าแก่ทำการค้าเยี่ยงไรถึงปล่อยให้ของหมดเร็วเช่นนี้หา!”

เสียงต่อว่าและก่นด่าหยาบคายดังขึ้นจากกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ทานอาหาร หลายคนสะบัดหน้าหนีพลางตะโกนทิ้งท้ายอย่างโกรธา “โรงเตี๊ยมเฮงซวย! ข้าจะไม่กลับมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สองแน่”

ซูหลันยืนนิ่งพลางถอนหายใจยาว นางยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ รับฟังทุกคำด่าทอ ก่อนจะเอ่ยว่า “ต้องขออภัยทุกท่านด้วยนะเจ้าคะ เนื่องจากเราเปิดขายเป็นวันแรก อาหารที่เตรียมไว้ก็คิดว่ามากพอแล้ว ทว่าคนที่อยากมาชิมนั้นมากเกินกว่าที่คิดไว้นัก ของที่มีจึงไม่พอให้ทุกท่าน ทว่าพรุ่งนี้ข้าสัญญาว่าจะเตรียมให้มากกว่าเดิมเป็นสามเท่า เพื่อให้ทุกท่านได้ชิมกันนะเจ้าคะ”

หลายคนฟังแล้วก็เข้าใจได้ แต่อีกหลายคนกลับยังฉุนเฉียว คาดว่าคนเหล่านี้น่าจะโมโหหิวจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่

ทว่าแม้จะถูกด่าทอ ซูหลันกลับไม่ได้รู้สึกท้อแท้แม้แต่น้อย ในฐานะนักขายออนไลน์เก่า นางรู้ดีว่า ‘ยิ่งด่ายิ่งมีคนสนใจ’ คนที่บอกจะไม่มา ในวันหนึ่งจะต้องอยากกลับมาลองแน่

หลังจากส่งแขกคนสุดท้ายที่มาเพื่อทานอาหารออกไปแล้ว ซูหลันและเหล่าบ่าวไพร่ทั้งแปดชีวิตต่างก็นั่งลงกองกับพื้นหญ้าที่สวนกลางเรือนพักด้านหลัง ทุกคนล้วนแต่อยู่ในสภาพเหงื่อท่วมกาย ผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่เปรอะไปด้วยคราบน้ำมันและเขม่าไฟ

“ไม่ไหวแล้ว...ข้าเกิดมายังไม่เคยวิ่งรอกเท่าวันนี้มาก่อนเลย เหนื่อยนัก” เจียวหลิงบ่นพึมพำพลางนวดขาตนเอง

“ข้าก็เหมือนกัน มือข้าสั่นไปหมดแล้วเนี่ย ข้าเขย่ากระบอกชาจนกล้ามขึ้นแล้ว” อาหยางเสริมพร้อมกับแบมือให้เหล่าสหายดู

ซูหลันมองภาพความเหนื่อยล้าของทุกคนพลางยิ้มเอ็นดู ก่อนจะยกกล่องเงินที่หอบติดมาด้วยวางลงบนตักตนเอง

“เอาน่าขายได้ก็ดีมิใช่หรือ เหนื่อยหน่อยทว่ามันคุ้มมากนะ” นางกล่าวพลางเคาะกล่องไม้ที่หนักอึ้ง ซึ่งมันบรรจุไปด้วยเงิน

“มันก็ดีขอรับคุณหนู ทว่ามันก็เหนื่อยมากจริง ๆ” อาซื่อกล่าวเสียงเบา เพราะเกรงจะถูกผู้เป็นนายตำหนิ

“เอาน่า ประเดี๋ยววันนี้ข้าจะติดป้ายรับคนเพิ่มอีกสักสี่ห้าคน จะได้ช่วยเบาแรงลงมาหน่อย เอาไว้การค้าเรามั่นคงมากกว่านี้ เราค่อยมาคิดขยับขยายอีกที แม้วันนี้จะมีคนมามาก แต่ก็ใช่ว่าวันพรุ่งจะมากตาม ฉะนั้นเราจะบุ่มบามทำเกินตัวไม่ได้” ซูหลันอธิบาย

“จริงอย่างคุณหนูว่า หากรับคนมามาก วันหน้าเกิดมีลูกค้าน้อย ค่าใช้จ่ายอาจไม่เพียงพอก็ได้” ลุงโม่เอ่ยสำทับ

“อีกสักสิบยี่สิบวัน เราก็น่าจะมองเห็นสถานการณ์ภายหน้าแล้วล่ะ ช่วงนี้ก็แค่ต้องเหนื่อยหน่อย หากลูกค้ายังมีมากเช่นวันนี้” ผู้เป็นนายกล่าว พลางเปิดกล่องเงินออกมา

“ทว่าช่วงที่ทำให้ทุกคนเหนื่อยนี้ ข้าจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรที่ได้ให้กับทุกคนเอาเก็บไว้ใช้จ่ายซื้อของที่อยากได้ก็แล้วกัน แต่เมื่อทุกอย่างอยู่ตัวแล้ว เงินส่วนนี้จะไม่ได้นะ ข้าจะให้อีกทีก็ช่วงวันตรุษเท่านั้น” ซูหลันเริ่มต่อรองกับคนของตน

“จริงหรือคุณหนู ท่านจะจ่ายเงินปันผลให้เราด้วยหรือ” อาอู่ถามอย่างกระตือรือร้น เมื่อเห็นผู้เป็นนายพยักหน้าก็พากันยิ้มร่า

“ข้าจะให้คนละห้าสิบเหวิน ไม่มีใครได้มากได้น้อยกว่ากัน ยกเว้นลุงโม่ ข้าจะให้เขามากกว่าพวกเจ้าสามสิบเหวิน มีใครอยากโต้แย้งหรือไม่ หากไม่พอใจก็พูดออกมาได้เลยนะ” นางกวาดตามองทุกคน ทว่าสิ่งที่เห็นคือแต่ละคนพากันยิ้มแต่มีน้ำตาคลอเบ้า

“เราพอใจมากขอรับคูณหนู เราต่างก็เป็นบ่าว อาศัยกินอยู่กับนายท่านสามมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีเงินเดือนเลยสักครั้ง ทว่าวันนี้คุณหนูกลับบอกจะให้เงินปันผลเรา มากมายเพียงนี้ยังจะมีอันใดไม่พอใจได้อีก” อาหยางกล่าวทั้งน้ำตา

“เอ๋...ปกติพวกเจ้าไม่เคยได้เงินเดือนกันหรือ” ซูหลันเอ่ยถามทันที เพราะเรื่องนี้นางเองก็ไม่รู้

“ปกติเรือนอื่นก็มีจ่ายบ้างขอรับ ทว่าหกคนนี้ล้วนแต่เป็นทาสที่พ่อค้านำมาขายให้นายท่านตั้งแต่ยังเด็ก พวกเขาจึงไม่เคยได้รับเงินเดือน มีแค่ที่อยู่ที่กินเท่านั้น” ลุงโม่ชี้แจง

“จริงหรือนี่ เอ๋...เช่นนั้นอย่างนี้ข้าไม่จ่ายเงินก็ได้นะสิ” ผู้ที่บอกจะให้เงินปันผล แสร้งกล่าวหยอกล้อบริวารของตน

สีหน้าแต่ละคนจึงต่างไปจากเมื่อครู่ทันที

“ฮ่า ๆ ข้าเย้าเล่นหรอก” เอ่ยแล้วนางก็หัวเราะเอ็นดู

“เอาเป็นว่าข้าขอดูรายได้ของเราไปสักระยะก่อน จากนั้นค่อยมาจัดการเรื่องเงินเดือนของทุกคน ส่วนเงินปันผลที่ว่านี้ จะจ่ายให้ทุกวันตามกำไรที่ได้ในแต่ละวัน พวกเจ้าจะได้มีเงินเก็บ อยากได้อะไรก็ซื้อ ไม่ต้องอยู่อย่างคนไร้ศักดิ์ศรีถูกตราหน้าอีก”

“คะ...คุณหนู ท่านดีกับเราเหลือเกิน” เจียวอีเอ่ยทั้งน้ำตา

“มันก็ขึ้นอยู่กับทุกคน ใครดีกับข้าข้าก็ดีตอบ แต่ถ้าหักหลังกัน แน่นอนว่าข้าไม่ปรานีเช่นกัน” ซูหลันกล่าวเสียงเข้ม

หนุ่มสาวทั้งหกจึงรีบคุกเข่าก่อนจะโค้งคำนับผู้เป็นนายราวกับเห็นเทพเจ้านั่งอยู่ตรงหน้า “เราจะจงรักภักดี และซื่อสัตย์ต่อคุณหนูตราบชีวิตจะหาไม่เจ้าค่ะ / ขอรับ”

“พอ ๆ แล้ว มาขยับเข้ามารับเงิน จะได้ไปพักผ่อนกัน ยามค่ำเราต้องเตรียมวัตถุดิบสำหรับวันพรุ่งอีกนะ” นางเอ่ยก่อนจะหยิบเอาเงินออกมานับแล้วยื่นส่งให้เป็นรายบุคคล
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel