6. โรงเตี๊ยมเปิดแล้ว
ซูหลันยืนกอดอก ทอดสายตาตามแสงตะเกียงที่ส่องสว่างไปทั่วสวนอย่างพึงพอใจ ภาพตรงหน้าคือความสำเร็จก้าวแรกในโลกใบใหม่แห่งนี้ ซึ่งนางเรียกมันว่า ‘โรงเตี๊ยมคาเฟ่’ ตามแบบฉบับที่นางเคยฝันอยากเป็นเจ้าของมันสักครั้ง
ทว่าในขณะที่นางกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศอันเงียบสงบอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากทางด้านหลัง ร่างเล็กสะดุ้งทันที
“แม่นาง...ที่นี่คือโรงเตี๊ยมใช่หรือไม่?”
ซูหลันจึงหันไปมองบุรุษที่เอ่ยทักทายตน ซึ่งเขายืนอยู่อีกฝั่งของกำแพงไม้ไผ่เตี้ยๆ แสงสลัวจากตะเกียงบนเสาอาบไล้ร่างสูงโปร่ง ซึ่งคนผู้นี้อยู่ในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา ท่าทางกิริยาสุภาพเรียบร้อยดูไม่เป็นพิษเป็นภัยเลยสักนิด
“ใช่ ที่นี่คือโรงเตี๊ยม ทว่าเรายังไม่เปิดทำการ ถุงเงินจะเปิดต้อนรับแขกในวันพรุ่ง ท่านถามทำไมหรือ” ซูหลันตอบพลางส่งยิ้มเป็นมิตรให้ตามนิสัยนักขายที่ดี แม้สายตาจะแอบสำรวจอีกฝ่ายไปด้วย ‘ฮืม…เป็นบัณฑิตหน้าตาดีจริง ๆ นางนึกในใจ
“เอ่อ...พอดีข้าเพิ่งเดินทางมาถึง ยังไม่มีที่พัก หากจะเดินต่อไปอีก ก็เกรงจะถึงเวลาห้ามออกนอกเรือนยามวิกาล เจ้าช่วยเปิดให้ข้าพักก่อนสักคืนได้หรือไม่ ถือว่าเมตตาข้าเถิดนะ ข้ายอมจ่ายมากกว่าราคาปกติก็ได้” ชายหนุ่มละล่ำละลักร้องขอ แววตาแฝงความร้อนรน “นะ...เจ้าไปบอกเถ้าแก่เจ้าให้หน่อยเถิด”
ซูหลันยืนนิ่งพิจารณาครู่หนึ่ง สายตาคมปลาบกวาดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง จนอีกฝ่ายเริ่มทำตัวไม่ถูก
“ข้าเป็นบัณฑิตที่เดินทางเข้ามาสอบในเมืองนี้ ไม่ใช่คนไม่ดีนะแม่นาง” เขารีบสำทับเมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไป
ซูหลันจึงลองเอ่ยหยั่งเชิง “พักก็พักได้ ทว่าวันนี้เราไม่มีอาหารนะ จะมีก็แค่บะหมี่น้ำโรยต้นหอมแบบเรียบง่ายเท่านั้น”
“ได้ๆ ข้ากินง่ายอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่มีที่พักสำหรับคืนนี้ก็พอ” ชายหนุ่มรีบตอบ ท่าทางเขาดูยินดีเป็นอย่างมาก
“อืม...เช่นนั้นก็เข้ามา” ซูหลันผายมือไปทางประตูทางเข้า
บัณฑิตหนุ่มจึงรีบเดินอ้อมรั้วไม้ไผ่เข้ามาด้านใน แววตาของเขาเปล่งประกายทันทีเมื่อมองไปรอบๆ บริเวณ “โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่เจ้า ตกแต่งได้แปลกตาดียิ่ง ไม่เหมือนโรงเตี๊ยมแห่งอื่นที่ข้าเคยเห็นมาเลยนะ ทั้งร่มรื่นและดูผ่อนคลาย รื่นตายิ่งนัก” เขายังคงชวนคุยอย่างสุภาพขณะเดินตามหลังร่างบางเข้าไป
“ข้าชอบแบบนี้ เลยสั่งให้ตกแต่งตามความชอบของตนเอง” ซูหลันตอบไปตามจริง ยามมีคนถามนางไม่เคยปิดบังเลย
ทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้ฝีเท้าของชายหนุ่มชะงักกึก เขารีบสาวเท้ามาหยุดต่อหน้านางทันที “แม่นางน้อย...เจ้าคงไม่ได้จะบอกข้าว่า เจ้าคือเถ้าแก่โรงเตี๊ยมแห่งนี้หรอกนะ”
“ใช่ ข้าคือเถ้าแก่ที่นี่” ซูหลันเอ่ยตอบก่อนจะหยุดชะงัก
เพราะแสงตะเกียงบนเสาได้ส่องกระทบใบหน้าบัณฑิตหนุ่มให้นางได้เห็นชัดถนัดตาขึ้น คนผู้นี้หล่อเหล่ายิ่งนัก จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักได้รูป แววตาใสซื่อเหมือนเด็ก
‘โอ๊ย...ทำไมหนุ่ม ๆ ยุคนี้ถึงได้หล่อกันนักนะ’ ซูหลันเกิดอาการประหม่าขึ้นมาทันที มือที่วางอยู่แนบตัวเริ่มกำชายผ้าแน่น
“นี่เจ้าเป็นเถ้าแก่เนี้ยจริงหรือ ทะ...ทว่าเจ้าดูเด็กมากเลยนะ คงเพิ่งจะปักปิ่นไปกระมัง” เขาถามซ้ำ ท่าทางบอกว่าไม่เชื่อ
“ทำไม สตรีทำการค้ามันดูแปลกมากนักหรือ” ซูหลันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อปกปิดอาการใจเต้น
“หากเป็นสตรีที่มีอายุหน่อยก็คงไม่แปลก ทว่าเจ้า เอ่อ...เจ้ายังดูเด็กอยู่เลยนะ จะมีความคิดใหญ่โตคิดสร้างสถานที่ที่งดงามเช่นนี้ได้อย่างไร ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าคือครอบครัวใช่หรือไม่” ชายหนุ่มยังคงกล่าวอย่างใจคิด ด้วยท่าทางใสซื่อตามเคย
ซูหลันมองเขาพลางยิ้มบาง ก่อนจะตอบด้วยท่าทางยียวน
“ก็เพราะข้าเก่ง ความคิดเลยใหญ่โตมากกว่าคนทั่วไป”
บัณฑิตหนุ่มถึงกับยิ้มแหย เมื่อได้ยินคำกล่าวของหญิงสาว เพราะตามปกติสตรีจะไม่เอ่ยชื่นชมตนเองออกนอกหน้าเช่นนี้
ซูหลันมองเขาพลางยิ้มตามท่าทางของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยบอกว่า “เอาล่ะ ท่านนั่งรอตรงนี้ก่อน ข้าจะไปตามคนมาเปิดห้องพักให้” จากนั้นนางก็ผายมือไปที่ตั่งนั่งหน้าทางเข้าห้องอาหาร
“ได้ๆ” ชายหนุ่มรับคำอย่างว่าง่าย ท่าทางใสซื่อของเขานั้นทำให้ซูหลันนึกเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
“รอประเดี๋ยวนะ” ซูหลันรีบเดินเลี่ยงออกมาแล้วตรงไปยังเรือนด้านหลังเพื่อตามลุงโม่ ไม่นานนักพ่อบ้านผู้อาวุโสก็ออกมา
เขานำทางบัณฑิตหนุ่มไปยังห้องพักบนชั้นสองที่มีทั้งหมดแปดห้อง แม้ห้องจะไม่ใหญ่โตหรูหรา ทว่าสะอาดสะอ้านและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คอยขับกล่อมทำให้มันน่าพักอาศัยขึ้นมาได้
บัณฑิตหนุ่มยืนนิ่งมองไปรอบห้องอย่างพิจารณา
“ดูเรียบง่าย ทว่ามันกลับน่าอยู่มาก” เขาพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะนึกขึ้นได้จึงรีบหันมาหาลุงโม่ “ท่านคิดค่าที่พักเท่าไหร่หรือ แล้วจะคิดเพิ่มเท่าไหร่บอกมาได้เลย” ชายหนุ่มหยิบเงินออกจากถุง เพื่อจ่ายตามที่ตนเคยลั่นวาจาเอาไว้
ทว่าเถ้าแก่เนี้ยที่เคยมีนิสัยตระหนี่กลับยกมือขึ้นห้ามปรามการกระทำของเขา “จ่ายราคาปกติก็พอ ถือว่าเป็นการประเดิมเพื่อเป็นสิริมงคลให้แก่โรงเตี๊ยมข้าก็แล้วกัน หากท่านพอใจ อยากจะพักต่อข้าก็ยินดีนัก อยู่นานๆ ก็ได้นะ” ซูหลันยิ้มอ่อนให้เขา
“เถ้าแก่ช่างมีน้ำใจนัก” บัณฑิตหนุ่มยิ้มกว้างดีใจ
ซูหลันพยักหน้ารับก่อนจะชักชวนลุงโม่ออกมา เพื่อปล่อยให้แขกคนแรกของโรงเตี๊ยมได้พักผ่อน
“ไหนคุณหนูบอกว่าจะไม่รับแขกจนกว่าจะถึงวันพรุ่งมิใช่หรือขอรับ ไยถึงยอมให้บัณฑิตคนนี้เข้าพักได้เล่า” ลุงโม่เอ่ยถาม
“ข้าก็แค่สงสาร เห็นว่ามืดค่ำใกล้เวลาห้ามออกนอกเรือนในยามวิกาลแล้ว จึงยอมให้เขาเข้าพักอย่างไรล่ะ”
“คุณหนูช่างเป็นคนมีน้ำใจอย่างที่บัณฑิตผู้นั้นว่าจริง ๆ”
ซูหลันเผยยิ้มรับคำชม ทว่าความจริงแล้วนางไม่ได้เป็นแม่พระอย่างที่สองคนนี้กล่าวเลย ที่นางยอมให้บัณฑิตหนุ่มเข้าพัก ก็เพราะอีกฝ่ายเป็นอาหารตาชั้นเลิศที่ไม่ควรปล่อยผ่านมากกว่า ความหล่อมันดีต่อใจ นางจึงไม่อาจปล่อยเขาไปอยู่ที่อื่นได้
เช้าวันต่อมา...
ซูหลันและอาอู่ได้เริ่มจัดแจงเอาป้ายออกมาตั้งหน้าทางเข้า ซึ่งในป้ายนี้วาดภาพมากมายประกอบเอาไว้ด้วย
ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ต่างก็พากันหยุดยืนมองอย่างสนใจ เพราะการเชิญชวนของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ประหลาดนัก
ซ้ำยังมีอาหารใส่ถาดออกมาวาง มีไม้เสียบคาไว้แบ่งเป็นชิ้นให้ได้ลองชิมอีก บางคนได้กลิ่นหอมก็เผลอก้าวเดินเข้ามา
หน้าโรงเตี๊ยมถุงเงินในยามสายจึงคึกคักจนน่าเหลือเชื่อ และป้ายประกาศที่ซูหลันวาดเขียนด้วยลวดลายสีสันแปลกตาก็เรียกแขกได้ดีกว่าที่คิด แต่สิ่งที่ดึงดูดใจผู้คนให้ก้าวเท้าเข้ามาจริงๆ กลับเป็นกลิ่นหอมกรุ่นของ “เนื้อย่าง” และ “ลูกชิ้นเสียบไม้” ที่วางเรียงรายอยู่บนเตาถ่านหน้าร้าน ซึ่งมันส่งกลิ่นยั่วยวนใจมาก
บรรยากาศการเปิดตัววันแรกเต็มไปด้วยความวุ่นวายจนแทบจะกลายเป็นจลาจลย่อมๆ ซูหลันไม่ได้จำหน่ายเพียงแค่อาหารมื้อหลัก แต่ยังมีของกินที่คนยุคนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน
อย่าง “ชานมใส่น้ำแข็ง” ซึ่งนางคิดทำแบบสูตรง่าย ๆ ดีที่ในเมืองมีโรงเก็บน้ำแข็ง นางจึงพอหาจุดสำคัญของการขายนี้ได้ เพียงดัดแปลงนำมาผสมกับชาปรุงรสเข้มข้น ใส่นมและน้ำผึ้งเพิ่มความหอมหวาน เมื่อบวกกับความเย็น มันก็ดึงดูดให้ลูกค้าสนใจได้แล้ว ยิ่งอากาศค่อนข้างอบอุ่น มันยิ่งเรียกลูกค้าได้ดี ยามนี้จึงมีผู้คนพากันเข้าแถวรอจนยาวเหยียดออกไปถึงนอกรั้วไม้ไผ่
ผู้ที่ทำการชงชาขายก็คืออาหยาง คนงานหนุ่มหน้าตาดี