บท
ตั้งค่า

8. รับคนงานเพิ่ม

ซูหลันแจกจ่ายเงินให้กับบ่าวทั้งหกของตน เพียงแค่เงินเหรียญทองแดงสัมผัสมือ ความเหนื่อยล้าที่มีก็มลายหายราวกับปลิดทิ้ง บ่าวทุกคนตาโตมองเงินในมือด้วยความดีใจ

“ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู พรุ่งนี้ข้าจะวิ่งให้ไวกว่าเดิมแน่นอนเจ้าค่ะ” เจียวอีเอ่ยบอก ก่อนจะฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาว

“คืนนี้ข้าจะสับลูกชิ้นทั้งคืนเลยขอรับ” อาซื่อรีบกล่าวบ้าง

ซูหลันหัวเราะตามท่าทางของทุกคนซึ่งพวกเขาดูตื่นเต้นมาก ก่อนจะหันมาหาลุงโม่ที่นั่งอยู่ข้างกัน “นี่ของท่านลุงเจ้าค่ะ”

“ขอบคุณคุณหนูขอรับ” ลุงโม่รับเงินมากำไว้ พลางยิ้มดีใจไม่ต่างจากทุกคน เพราะเขาไม่เพียงแต่ปลื้มที่ได้เงิน ทว่าเขายังรู้สึกเป็นสุข ที่นายหญิงวัยสิบหกของตนมีน้ำใจต่อบ่าวในเรือน

“พี่หญิงแล้วของข้าล่ะ” หมิงเล่อกล่าวแทรกขึ้น ทุกสายตาจึงหันมาหาคุณชายน้อย ที่นั่งถือกระบอกชานมไว้ไม่ปล่อย

“แล้ววันนี้เจ้าทำอะไรบ้าง ถึงคิดจะมาเอาค่าแรงเหมือนคนอื่นเขาฮึ” ซูหลันเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน มือก็ลูบศีรษะไปด้วย

“ข้าก็ช่วยพี่หยางเขย่ากระบอกชาอย่างไร” เด็กชายรีบตอบ

“ใช่ขอรับ คุณชายน้อยช่วยบ่าวจริง ๆ” อาหยางสำทับ

“จริงหรือ? เช่นนั้นจ่ายค่าแรงก็ได้ เอาไปสิบเหวินเป็นไง”

“ดีขอรับ” เด็กน้อยลุกพรวดทันที

“แล้วถ้าเจ้าขยันทำงานทุกวัน พี่อาจจะขึ้นค่าแรงให้ด้วยนะ เป็นสิบห้าเหวิน ยี่สิบเหวินตามความขยันดีหรือไม่”

“ดีขอรับ ดีเลย ข้าจะหากล่องมาใส่เงินไว้ด้วย” เด็กน้อยบอกสิ่งที่คิด เสียงหัวเราะของทุกคนจึงดังขึ้นมาจากความเอ็นดู

ซูหลันก็พลอยยิ้มตามความสุขของทุกคน โดยเฉพาะน้องชายเจ้าของร่าง เมื่อได้รับเงินก็กระโดดโลดเต้นเชียว

“เอาล่ะไปพักกันเถิด อีกหนึ่งชั่วยามให้มาเตรียมจัดวัตถุดิบสำหรับวันพรุ่งกัน เพราะเราต้องเตรียมเพิ่มเป็นสามเท่า”

“เจ้าค่ะ / ขอรับ” ทั้งหกรับคำแล้วก็พากันแยกย้าย

คงมีแค่ลุงโม่ที่ยังคงต้องอยู่ต่อ เพราะเขาต้องดูแลโรงเตี๊ยม เนื่องจากด้านบนมีแขกพักถึงสี่ห้องแล้ว ส่วนซูหลันนั้นกลับไปเขียนประกาศรับคนงานในห้องพักของตน

เนื้อความที่ปรากฏดูน่าสนใจมาก

รับคนงานค่าแรงสามสิบเหวินต่อวัน หน้าที่ส่งอาหารตามโต๊ะ เก็บกวาดเช็ดถูและล้างจาน หมดลูกค้าก็กลับบ้านได้

ที่นางรับแค่หน้าที่เหล่านี้ ก็เพื่อไม่ให้ความลับสูตรอาหารรั่วไหลเร็วจนเกินไป มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบไม่ดีต่อโรงเตี๊ยม

ในขณะนั้นก็มีม้าสามตัวเดินตรงมาที่หน้าโรงเตี๊ยม มันหยุดลงด้านหลังซูหลันที่กำลังจัดแจงป้าย ซึ่งนางไม่ค่อยได้สนใจสิ่งรอบข้างเท่าใดนัก กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

“ที่นี่หรือโรงเตี๊ยมของเจ้า” เสียงทุ้มนั้น ทำนางหันมาทันที

“ใต้เท้า” นางเรียกเขาเสียงแผ่ว ก่อนจะรีบคารวะอีกฝ่ายตามมารยาท “ใช่เจ้าค่ะ ที่นี่คือโรงเตี๊ยมที่ข้าน้อยไปขอใบอนุญาต”

“ประหลาด” คนบนม้าเอ่ยอย่างที่คิด “ใครสอนเจ้าให้ทำเช่นนี้หรือ ไม่เกรงจะถูกขโมยข้าวของหรือไรถึงได้เปิดโล่งอย่างไม่กลัวเกรง หรือกลางคืนมียามเฝ้า” หลี่อันเยียนเอ่ยถาม พลางกวาดตามองเข้าไปด้านใน ซึ่งมันดูสบายตาและน่านั่งมาก

“ที่ข้าน้อยกล้าเปิด เพราะโรงเตี๊ยมอยู่ห่างประตูเมืองไปไม่มาก ที่นั่นมีทหารมากมาย และที่สำคัญเมืองของเราก็มีกฏห้ามออกนอกเรือนในยามวิกาล โจรโขมยน่าจะไม่กล้าเข้ามาลักทรัพย์ในสถานที่ที่มีทหารตรวจตรากระมังเจ้าคะ” ซูหลันเอ่ยบอกตามที่นางได้ศึกษามา เพราะถ้าไม่มีข้อมูลนางคงไม่กล้าทำ

ได้ฟังคำนาง คนบนม้าหันกลับมาจ้องมองสตรีตัวน้อย ริมฝีปากเขายกมุมขึ้นอย่างชอบใจ ‘นับว่าเป็นคนที่ฉลาดมากทีเดียว’

อันเยียนชมในใจก่อนจะเอ่ยว่า “ประเดี๋ยวข้าจะกำชับให้ทหารยามเดินตรวจตราทางนี้ให้มากหน่อย ถึงอย่างนั้นพวกเจ้าก็อย่าประมาทก็แล้วกัน หาเวรยามมาเฝ้าด้วย อย่าได้เปิดโอกาสให้คนคิดทำชั่ว” สิ้นคำขุนนางผู้องอาจก็บังคับม้าจากไป

ซูหลันก็ได้แต่ย่อกายให้พร้อมกับมองตามอย่างปลื้มปีติ

“เถ้าแก่ เจ้ารู้จักกับท่านผู้ว่าด้วยหรือ” หญิงวัยกลางคนนางหนึ่งรีบเดินเข้ามาถามอย่างใคร่รู้ และก็มีอีกคนตามมา

“ผู้ว่าหรือ? เขาคือผู้ว่าหรือเจ้าคะ”

“อะไรกัน นี่เจ้าไม่รู้จักท่านผู้ว่าหลี่หรือ”

ซูหลันส่ายศีรษะในทันที “ข้าเคยพบเขาที่ศาลาว่าการ แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นขุนนางขั้นไหน เขาออกใบอนุญาตเปิดโรงเตี๊ยมให้ข้า” หญิงสาวเอ่ยบอกไปตามจริง และยังทำหน้ามึนงงอยู่

“เจ้านี่โชคดีแล้ว ปกติท่านผู้ว่าไม่ค่อยได้อยู่ที่เมืองนี้นัก เขาจะออกตรวจตราไปทั่ว นาน ๆ จึงจะกลับเข้าเมืองสักครั้ง เจ้านี่โชคดีจริง ๆ ที่ได้ท่านผู้ว่าช่วย” หญิงวัยกลางคนนางหนึ่งเอ่ยขึ้น

“ใช่ ๆ ซ้ำกลับมาคราวนี้ยังกำจัดขุนนางฉ้อฉลไปได้ด้วย ผู้ว่าท่านนี้เป็นขุนนางน้ำดีทีเดียว ข้าล่ะอยากมีลูกสาวนัก จะยกให้เป็นภรรยาเขาเลย แม้ต้องเป็นอนุก็ยอม” อีกคนกล่าวสำทับ

“ชิ! ฝันไปเถอะ ต่อให้เจ้ามีจริงท่านผู้ว่าก็ไม่เอาหรอก”

“นั่นสิ ขนาดบุตรสาวขุนนางใหญ่มากมายเสนอตัวมาให้เลือก ท่านผู้ว่ายังไม่ชายตาแล นี่ ๆ ข้าเคยได้ยินมาว่า เขาหมายจะอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต ไม่แต่งภรรยาแม้แต่อนุก็ไม่เอา”

“จริงหรือ? เจ้ารู้ได้เยี่ยงไร”

หญิงวัยกลางคนสามนาง เริ่มหันมาพูดคุยถามเรื่องราวกันเอง ซูหลันที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ก็ได้แต่ขำขันในใจ

เรื่องตรงหน้านางไม่ได้อยากรู้ แต่ก็ได้รู้เข้าโดยบังเอิญ

แต่ก็ใช่ว่าหญิงสาวจะใส่ใจมันมาก นางก็แค่ฟังหูไว้หู เพราะบางทีเรื่องส่วนตัวพวกนี้ อาจเป็นประโยชน์ในวันหน้าก็ได้

อย่างน้อยรู้เขารู้เราก็ทำอะไรได้ง่ายขึ้น ไม่แน่วันหน้านางอาจได้ร่วมมือกับขุนนางใหญ่ผู้นี้สักครั้ง ทว่านั่นก็เป็นเพียงความคิดเศษเสี้ยวเล็กน้อย เพราะซูหลันรู้ดีว่า ขุนนางกับแม่ค้า มันเป็นอะไรที่ห่างชั้นกันมาก อาชีพอย่างนางถือว่าต่ำต้อยในยุคนี้

จากนั้นนางก็หันมาสนใจเรื่องรับสมัครคนงานต่อ เพราะหญิงทั้งสามได้ชักชวนกันไปพูดคุยที่อื่นแล้ว

และหลังจากที่นางวางป้ายหน้าร้านได้ยังไม่ทันถึงหนึ่งเค่อ ซูหลันก็ได้คนงานครบตามที่ต้องการ ซึ่งหนึ่งในห้ามีคนหนึ่งหน้าตาดีมาก เขามีนามว่าเฉินไห่ รูปร่างองอาจจนนางเผลอมองอยู่หลายครา ตามประสาคนที่ชอบมองบุรุษเพศ

“อาหารตามาอีกแล้ว ยุคโบราณนี่ดีจริง ๆ” ซูหลันพึมพำอย่างปลื้มปริ่ม จากนั้นนางก็เริ่มอธิบายหน้าที่ให้ทุกคนฟัง ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นชายวัยฉกรรจ์ อายุยี่สิบกว่าทั้งนั้น

“เอาล่ะ เข้าใจกันแล้วนะ พรุ่งนี้อย่ามาสายกันล่ะ”

“ขอรับ” ทั้งห้ารับคำเสียงหนักแน่น ก่อนจะแยกย้ายกันไป คงเหลือแค่เฉินไห่เท่านั้นที่ยังไม่ยอมขยับ

“เถ้าแก่เนี้ย ข้า...คือข้าไม่มีที่พักขอรับ อัน...อันที่จริงข้าเป็นคนเร่ร่อน เดินทางมาเมืองนี้เพื่อหางานทำ โชคดีที่ท่านรับข้าไว้ ทว่าหากท่านจะเมตตาอีกสักนิด ช่วยให้ที่อยู่ข้าด้วยได้หรือไม่ ข้า...ข้ารับเงินแค่สิบเหวินต่อวันก็ได้ขอรับ” ชายหนุ่มทรุดกายคุกเข่าคำนับอยู่หลายครา ภาพตรงหน้าดูน่าสงสารนัก

ซูหลันหันไปหาลุงโม่ทันที ทั้งสองมองหน้ากัน

“แล้วแต่คุณหนูขอรับ” ผู้อาวุโสเอ่ย

“เรือนหลังเราพอจะมีห้องว่างอยู่ใช่หรือไม่”

“มีขอรับ เพราะอาอู่ก็นอนกับอาซื่อ ส่วนอาหยางก็นอนกับอาชี เรือนด้านหลังจึงมีห้องว่างเหลือหนึ่งห้องขอรับ”

“เช่นนั้นก็ให้เขาพักแล้วกัน” ซูหลันเอ่ยกับคนของตน

เฉินไห่จึงรีบคำนับอีก “ขอบคุณเถ้าแก่ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณท่านเลย” ท่าทางที่เผยออกมาดูเหมือนเขาจะซาบซึ้งใจมาก

“ทว่าเจ้าต้องประทับลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐานนะ แล้วก็ทำงานอยู่แต่ในส่วนนี้ ห้ามเดินเพ่นพ่านไปที่โรงครัวด้านหลังเป็นอันขาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากข้าแล้วเท่านั้น หากไม่เชื่อฟังกันข้าจะเลิกจ้างทันที” ซูหลันกล่าวข่มขู่เสียงเข้ม

“ขอรับ ข้าน้อยจะทำตามเถ้าแก่สั่งทุกอย่าง” ชายหนุ่มโค้งคำนับอีกหลายหน จนซูหลันต้องสั่งให้หยุด

จากนั้นนางก็ถามไถ่ที่มาของเขา จึงได้รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้หนีภัยแล้งมาจากทางตอนเหนือ และชีวิตก็ดูรันทดมาก

“เอาล่ะ ข้าจะให้ลุงโม่พาเจ้าไปที่พัก อาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่เสีย ข้าจะให้เจ้าเริ่มงานวันนี้เลย เพราะหน้าโรงเตี๊ยมต้องการคน”

“ได้ขอรับ” ชายหนุ่มรีบรับปาก

ซูหลันจึงพยักหน้าให้ลุงโม่ ไม่นานนักภายในโรงเตี๊ยมก็เหลือนางเฝ้าผู้เดียว ขณะนั้นบัณฑิตหนุ่มที่มาพักคนแรกก็เดินเข้ามาหา ซึ่งซูหลันก็ยินดีนักยามเมื่อได้พูดคุยกับเขา

อีกฝ่ายยืนหันข้างให้นางมือนั้นวางอยู่บนโต๊ะ พลางเอ่ยถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องในเมืองนี้ ด้วยท่าทางที่มีมารยาทจนคนฟังเคลิบเคลิ้ม ทว่าเพียงชั่วครู่ที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยอยู่นั้น ซูหลันก็ชะงักกับบางสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกฉงนในใจจนต้องขมวดคิ้ว

‘ไม่หรอกมั้ง’ นึกพลางเผลอจ้องบางสิ่งที่ข้างหูอีกฝ่าย
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel