5. ได้ใบอนุญาต
หลี่อันเหยียนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง แก้มสากขึ้นสันนูน บ่งบอกให้รู้ว่ายามนี้อารมณ์คุกรุ่นเพียงใด
ทว่าขุนนางที่อวดเบ่งเมื่อครู่ กลับหน้าซีดเผือดราวกับศพ
“ชาวบ้านมาขอขึ้นทะเบียนอนุญาต ราคาที่ต้องจ่ายคือห้าตำลึงสำหรับกิจการขนาดกลาง ทว่าเจ้ากลับเรียกเก็บเงินสูงกว่าความเป็นจริงถึงสิบเท่า เห็นทีตัดแค่ศีรษะเจ้าคนเดียวคงไม่พอแล้วกระมังใต้เท้าเหิง” เสียงคมเข้มนั้นทรงอำนาจนัก เมื่อเขาเดินเข้ามา ขุนนางทั้งสามก็รีบถลาออกมาคุกเข่าร้องขอชีวิตทันที
ผู้ว่าการเมืองขมวดคิ้วแน่นอย่างโกรธจัด เพราะเขาเกลียดการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นที่สุด “เอาตัวพวกมันไป!”
“ใต้เท้า! ใต้เท้า! โปรดเมตตาเราด้วย ไว้ชีวิตด้วยเถิดขอรับ พวกเราไม่กล้าแล้วขอรับ” เพราะรู้ตัวว่าปฏิเสธไปก็มีแต่เพิ่มความผิดให้ตนเอง คนทั้งสามจึงเปลี่ยนมาร้องขอชีวิตแทน
ทว่าไหนเลยหลี่อันเหยียนจะปรานี ยิ่งร้องขอ เขายิ่งลงโทษหนักสิไม่ว่า คนเหี้ยมโหดเช่นเขา มีหรือจะยอมปรานีง่าย ๆ
ซูหลันมองดูภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างสาใจ ก่อนจะพึมพำออกมา “สม...อยากขูดรีดประชาชนดีนัก สมควรแล้ว”
ลุงโม่รีบดึงชายผ้านางทันที “คุณหนู เบาหน่อยขอรับ”
ซูหลันจึงหันตามสายตาพ่อบ้าน เมื่อเห็นขุนนางที่ตนยืมมือมากำจัดคนฉ้อโกงจ้องเขม็ง นางก็ยิ้มแหยให้เขา
“เจ้าจะเปิดกิจการมิใช่หรือ เอาหลักฐานการขึ้นทะเบียนมาดูซิ หากเหมาะสมข้าจะเป็นผู้อนุญาตให้เอง” หลี่อันเหยียนเอ่ยเสียงเข้ม ก่อนจะเดินไปนั่งแทนที่ของเจ้าหน้าที่
ซูหลันได้ยินเช่นนั้นก็รีบเอาหลักฐานของตนมากางต่อหน้าเขา “เราจะเปิดโรงเตี๊ยมเจ้าค่ะ แต่เป็นแบบครบวงจร เอ่อ...ข้าน้อยหมายถึง มีทุกอย่างที่พอสรรหามาได้เจ้าค่ะ เป็นโรงเตี๊ยมแบบเปิดโล่ง อาศัยบรรยากาศร่มรื่นมาดึงดูดลูกค้าเจ้าค่ะ” หญิงสาววัยสิบหกร่ายยาวกล่าวถึงโรงเตี๊ยมของตนอย่างมีความสุข
ผู้ที่นั่งอยู่เงยหน้ามองท่าทางสดใสของคนตรงหน้า ซึ่งมันต่างจากยามที่เจอด้านนอกนัก “เจ้าอายุเท่านี้คิดจะเปิดกิจการ ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินตัวกระนั้นหรือ”
“ขอเพียงมีทุนมีแรง มีความคิด ไม่มีสิ่งใดใหญ่เกินตัวเจ้าค่ะ ข้าน้อยชอบค้าขาย ชอบกิน ฉะนั้นเปิดโรงเตี๊ยมถือว่าเหมาะมากแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่กลัวที่ต้องเผชิญกับอะไร” นางตอบอย่างมุ่งมั่น
หลี่อันเหยียนชะงักไปเล็กน้อย เพราะนึกไม่ถึงว่าสตรีตัวแค่นี้จะคิดอะไรได้ไกลและยังใหญ่โตมาก “ข้าก็หวังว่าเจ้าจะทำสำเร็จ ไม่นำพากิจการเจ๊งไปเสียก่อน” กล่าวจบเขาก็ลงประทับตราให้
สองลุงหลานพากันยิ้มกริ่มชอบใจ ก่อนจะโค้งคารวะ
“ขอบคุณใต้เท้าที่เมตตาเราเจ้าค่ะ / ขอรับ”
“เรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าออกไปเสีย” หลี่เจาคนสนิทของผู้ว่าการกล่าว พร้อมกับผายมือให้ทั้งคู่ตามมารยาท
ทว่าซูหลันกลับยังคงยืนอยู่ “เอ่อ...ใต้เท้า เราจะเปิดร้านในวันพรุ่งนี้ หากใต้เท้าทุกท่านว่างก็แวะไปชิมอาหารที่โรงเตี๊ยมของเราได้นะเจ้าคะ ร้านถังเงินยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ” ซูหลันเอ่ยหมายอาศัยโอกาสที่ได้พบกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ชักชวนเขาไปเยี่ยมเยียนโรงเตี๊ยมของตน หากสำเร็จกิจการของนางคงเริ่มมีหน้ามีตา ซึ่งนางหมายใช้การไปของพวกเขาโฆษณาโรงเตี๊ยมของตนไปในตัว ใช้หลักคนดังเรียกลูกค้านั่นเอง
หลี่อันเหยียนยกยิ้ม เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่อายุห่างจากตนถึงสิบห้าปี ‘ตัวแค่นี้ ทว่าเจ้าเล่ห์นัก’ เขานึกในใจ ก่อนจะโบกมือไล่ทั้งคู่ เพราะไม่อยากฟังคำหลอกล่อของเด็กสาวอีก
ซูหลันมองท่าทางเย็นชาของคนทั้งห้าพลางเม้มปาก ดูท่าแผนของนางคงไม่ได้ผลแล้วกระมัง “เช่นนั้นข้าน้อยขอลาเจ้าค่ะ”
สองลุงหลานจึงโค้งคำนับแล้วก็พากันออกมา ในมือซูหลันถือใบอนุญาตที่ประทับตราแดงถูกต้องตามกฎหมายแน่น ซึ่งครั้งนี้นางได้จ่ายเงินเพียงแค่ห้าตำลึงเงินเท่านั้น
เมื่อเดินออกมาพ้นเขตศาลาว่าการอันใหญ่โต ซูหลันก็กอดใบอนุญาตไว้แนบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง พลางหันมาเอ่ยกับผู้ที่ยืนอยู่ข้างกันว่า “เราเปิดโรงเตี๊ยมได้แล้วลุงโม่”
ทว่าพ่อบ้านวัยสี่สิบห้ากลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาถอนหายใจยาว “คุณหนู...ท่านเห็นสายตาของเจ้าหน้าที่เหิงหรือไม่ ดูเหมือนเขาจะโกรธแค้นเราอยู่ไม่น้อยนะขอรับ”
ซูหลันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยักไหล่อย่างไม่แยแส
“ในโลกของการค้า หากขลาดเขลาเราก็จะเป็นเพียงเหยื่อให้คนที่มีอำนาจมากกว่ารังแก เจ้าหน้าที่ชั่วนั้นถูกจับแล้ว ต่อให้เขามีพวกพ้อง ก็ใช่ว่าคนเหล่านั้นจะยอมลงมือแทน ลุงโม่ก็อย่ากังวลไปนักเลย สิ่งที่เราควรทำในยามนี้คือ รีบกลับไปตรวจตราความเรียบร้อยของโรงเตี๊ยม เพื่อเปิดทำการวันพรุ่งดีกว่า” นางมองใบอนุญาตในมือด้วยแววตาเปล่งประกาย
ช่วงที่เดินทางกลับ ทั้งสองก็แวะที่ตลาด เพื่อซื้ออาหารไปเลี้ยงฉลองในค่ำวันนี้ ซึ่งซูหลันอยากซื้อชุดที่เหมือนกันไปให้บ่าวที่โรงเตี๊ยมตนได้สวมใส่เป็นจุดเด่นให้โรงเตี๊ยมของตนด้วย
ทุกการก้าวย่าง นางคอยมองสำรวจการค้าในเมืองแห่งนี้ทุกซอกมุม สินค้าไหนขายดี ร้านไหนมีคนเข้ามากกว่าปกติ
“ยุคนี้ช่างรุ่งเรืองดีจริง” นางพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะเดินไปซื้อน้ำตาลปั้นเพื่อเอาไปฝากน้องชายตามที่ได้สัญญากันไว้
ผ่านไปสองเค่อ ทั้งสองก็พากันขึ้นรถลากพากันกลับโรงเตี๊ยมที่อยู่ห่างจากที่นี่ไปหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที)
“พี่หญิงกลับมาแล้ว” หมิงเล่อวิ่งออกมารับทันทีที่เห็นรถลากมาจอดที่หน้าเรือน เพราะยามนี้ไม่มีกำแพงกั้นแล้ว
“มารับพี่หรือจะมาเอาของฝากกันแน่” ซูหลันเอ่ยอย่างรู้ทัน ก่อนจะหยิบน้ำตาลปั้นส่งให้น้องชาย
“ขอบคุณพี่หญิง” เด็กน้อยรับไปแล้วก็วิ่งไปนั่งที่ตั่งตัวยาวในสวนใต้ต้นหลิว ซึ่งมันอยู่ที่หน้าเรือนนี่แหละ
“คุณหนู สำเร็จหรือไม่ขอรับ” อาหยางรีบถาม
ซูหลันจึงหยิบใบอนุญาตออกมากางให้ทุกคนดู
“เย้ ๆ” บ่าวทั้งหกส่งเสียงร้องด้วยความปลื้มปิติ
“ดีจังเลยเจ้าค่ะคุณหนู” เจียวหลิงกล่าวทั้งน้ำตา
“ข้าบอกแล้วว่าทุกอย่างต้องผ่านไปได้ด้วยดี” ซูหลันคุยโว
“ก็เกือบจะไม่ดีแล้วนะขอรับ” ลุงโม่แสร้งขัด
“ทำไมหรือลุงโม่?” อาอู่รีบถาม ทุกคนก็พากันมองหน้า
“มา ๆ ข้าจะเล่าให้ฟัง” ลุงโม่เดินนำเข้าด้านใน
“ลุงอย่าเพิ่งเล่านะ รอข้าด้วย” อาซื่อตะโกนบอก เพราะเขาต้องเอารถลากและม้าไปผูกที่หลังเรือนก่อน
จากนั้นยามค่ำ เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้า ลุงโม่ก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในที่ว่าการให้หนุ่มสาวที่นั่งรอฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ค่ำคืนนี้จึงมีแต่เสียงหัวเราะชอบใจและมีความสุข กว่าจะแยกย้ายกัน ก็กินเวลาไปนานเป็นชั่วยาม
ทว่าซูหลันนั้นยังไม่นอน นางกำลังออกมาเดินตรวจความเรียบร้อย ก่อนจะเปิดโรงเตี๊ยมในวันพรุ่งนี้
นางเดินเลาะตามกำแพงไม้ไผ่ซึ่งสูงเลยเอวมานิดเดียว ตลอดแนวจะมีเสาไม้ตั้งห่างกันเป็นระยะ ด้านบนห้อยตะเกียงเอาไว้ ทำให้หน้าโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีความสว่างตลอดคืน
ด้านในก็จะมีเสาที่ตั้งตะเกียงไว้สำหรับส่องทางเดิน ซึ่งมันเพิ่งถูกจุดขึ้นวันนี้เอง ทำให้ภาพบรรยากาศโดยรวมของที่นี่ ดูงดงามต่างไปจากโรงเตี๊ยมแห่งอื่นเป็นอย่างมาก
“สำเร็จแล้ว โรงเตี๊ยมในฝัน”
