4.เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว
ผู้ที่นั่งอยู่แค่นยิ้มเย็นเมื่อเห็นสองลุงหลานมีท่าทางกระอักกระอ่วน เขาจึงใช้ไม้ตายที่เคยทำบ่อย ๆ กล่าวย้ำให้ทั้งสองร้อนใจ
“ห้าตำลึงเงิน มันราคากระดาษที่ใช้เปิดทำการ ทว่า...จะให้ข้าประทับตราอนุญาต มันก็ต้องมี ค่าเหนื่อย เพิ่มเติม หากไม่มีจ่ายก็กลับไป อย่ามาทำให้ผู้อื่นเสียเวลา” ขุนนางร่างท้วมยังคงเอ่ยปากไล่อย่างไม่ไยดี หมายจะใช้มันข่มขู่ให้ทั้งคู่จ่าย
“นี่มันขูดรีดกันชัด ๆ เก็บส่วยเกินจริง ท่านไม่คิดว่าตนทำเกินไปหรือ สิบยี่สิบตำลึงยังพอว่าแต่นี่กินเกินไปตั้งสิบเท่า ท่านไม่เกรงว่ากินมากไป ท้องจะแตกตายกระนั้นหรือ” ซูหลันแสร้งโวยวายเสียงดังพอประมาณ หวังให้คนรอบข้างสนใจ ทว่าอีกฝ่ายกลับทำหูทวนลมและโบกมือไล่พวกนางราวกับไล่สุนัข
“ข้ายอมจ่ายสิบตำลึง ใต้เท้าจะประทับตราให้ข้าได้หรือไม่” ซูหลันพยายามต่อรอง แม้จะนึกเสียดายเงินที่เกินไปมากก็ตาม
“ห้าสิบตำลึง เปิดโรงเตี๊ยมต้องราคานี้ ไม่มีจ่ายก็กลับไปเสีย คนอื่นเขาจะได้เข้ามา” เจ้าหน้าที่อ้วนยังคงยืนยันคำเดิม
ลุงโม่จึงรีบดึงชายเสื้อนางพลางเอ่ยกระซิบ “คุณหนู... กลับเถิดขอรับ อย่าได้กล่าวรุนแรง นำพาเรื่องมาหาตนเองเลย” เขารั้งนางออกมาด้านนอก ก่อนจะยืนพูดคุยกันที่ลานกว้างด้านหน้า
“ลุงโม่ก็ดูสิ เป็นขุนนางรับราชการกินภาษีประชาชน ทว่าใจกลับไร้ซึ่งเมตตา ขูดรีดเอาหน้าด้าน ๆ เลย” ซูหลันยังต่อว่าคนด้านในอย่างหัวเสีย เพราะเจ้าหน้าที่ผู้นี้โกงกินจนเกินไป
“ถึงอย่างนั้น คุณหนูก็ไม่ควรต่อว่าเขาซึ่งหน้านะขอรับ ทำเช่นนี้วันหน้าเราจะมาขออนุญาตเปิดโรงเตี๊ยมได้เยี่ยงไร”
ซูหลันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าลืมข้อนี้ไปจริง ๆ หากคิดจะเปิดโรงเตี๊ยม อย่างไรก็ต้องมาขออนุญาตกับคนผู้นี้ ทว่ามันก็น่าโมโหนี่ท่านลุง ข้ารู้ว่าขุนนางส่วนใหญ่ล้วนแต่โกงกิน หาช่องทางทำเงิน กินน้อยก็ยังพอว่า แต่นี่ดันกินจนชาวบ้านสิ้นเนื้อประดาตัวเลย ใครมันจะไปจ่ายไหวตั้งห้าสิบตำลึงเงิน” หญิงสาวยังคงบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย
“เอาเป็นว่า เราค่อย ๆ หาทางออกใหม่ก็แล้วกันนะขอรับ ลุงไม่เห็นด้วยที่จะเอาเงินห้าสิบตำลึงมาจ่ายเพื่อเปิดโรงเตี๊ยม หากมันทำเงินให้ไม่ได้ ชีวิตวันหน้าจะลำบากมากนะขอรับ ลุงว่าเราเก็บเงินก้อนนี้ไว้ก่อนดีกว่า เราก็ทำอย่างอื่นไปก่อน ไม่แน่อาจจะเจอทางออกที่ดีกว่านี้ก็ได้นะขอรับ” ลุงโม่กล่าวแนะ
“อืม เอาตามลุงว่าก็แล้วกัน ใครจะไปโง่จ่ายตั้งห้าสิบตำลึง เพื่อให้ค่าเหนื่อยคนเช่นนั้น เอาแต่นั่งขูดรีดอย่างเดียว คอยดูเถิด วันหน้าต้องเป็นไขมันอุดตันเส้นเลือดตายแน่”
“คุณหนู! ไยท่านจึงเอ่ยปากแช่งคนเช่นนี้เล่า” ลุงโม่เอ็ดทันที เพราะนายของตนดูเหมือนจะปากร้ายขึ้นทุกวัน
“ข้าเปล่าแช่งนะท่านลุง ท่านไม่เห็นหรือ เจ้าหน้าที่ผู้นั้น นั่งจนเต็มเก้าอี้เลย หากเป็นผู้อื่นมันต้องเหลือที่ว่าง แต่คนผู้นี้ใช้เก้าอี้ได้คุ้มมาก ทุกมุมเต็มหมด” ซูหลันกล่าวแล้วก็หัวเราะชอบใจ ทั้งที่เมื่อครู่นางยังหัวเสียกับเรื่องใบอนุญาตอยู่เลย
ลุงโม่ก็ได้แต่ส่ายศีรษะเอ็นดู ทว่ายังไม่ทันไรเขาก็ต้องขมวดคิ้วมึนงง เมื่อเห็นท่าทางผู้เป็นนายที่นิ่งงันราวกับรูปปั้น เขาจึงรีบหันตามสายตานางในทันที “คุณหนู...”
“ลุงอย่าเพิ่งพูดทำตามข้าก็พอ” ซูหลันรีบกล่าว พลางตีหน้าเศร้า พร้อมกับเดินประคองผู้เป็นลุงตรงไปที่ประตู
ดวงตาเจ้าเล่ห์ของนักขายมือฉมังเปล่งประกายเมื่อครู่พลันดับวูบลง แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยน่าสงสาร เสียงสดใสที่เอื้อนเอ่ยก่อนหน้ากลับสั่นพร่าน่าเวทนา ตั้งแต่นางหันไปเห็นใครบางคนกำลังเดินลงจากรถม้า คนผู้นี้สวมชุดขุนนางสีแดงเข้ม บ่งบอกถึงฐานะขุนนางระดับสี่หรือห้าตามประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมา
ซูหลันแสร้งบ่นพึมพำด้วยเสียงที่ดังพอให้คนเดินสวนมาได้ยินชัดเจน “ฮึก...ลุงโม่เห็นทีเราคงต้องอดตายกันเสียแล้ว กฎหมายบ้านเมืองมีไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตั้งตนเป็นโจรเสียเอง กะอีแค่เปิดโรงเตี๊ยมไว้เลี้ยงชีพ กลับถูกเรียกเก็บส่วยที่สูงมากกว่าค่าธรรมเนียมจริงถึงสิบเท่า นี่ขนาดขุนนางชั้นผู้น้อยยังโกงกินถึงเพียงนี้ ไม่รู้ขุนนางที่มียศใหญ่กว่าจะโกงกินไปเท่าใด ภาษีของประชาชน กลายเป็นเงินจ้างขุนนางมาขูดรีดตนเองเสียได้ ฮึก...น่าอนาถใจยิ่งนัก ต่อไปเราคงอยู่เมืองนี้ไม่ได้แล้วล่ะท่านลุง” นางกล่าวพลางประคองลุงโม่ที่มีท่าทางมึนงงออกมาอย่างเชื่องช้า
ทว่าคนที่เดินสวนกันกลับชะงักเท้า ก่อนจะหันกลับมาหาทั้งคู่ “ช้าก่อน! เมื่อครู่เจ้าว่าขุนนางที่ใดโกงกิน” จากนั้นชายหนุ่มท่าทางองอาจสาวเท้ามาหยุดต่อหน้าคนทั้งคู่
และยามนี้หญิงสาวร่างบอบบางกำลังปาดน้ำตาที่ล่วงแหมะอาบแก้ม ซึ่งซูหลันพยายามบีบมันออกมาให้เขาเห็น
นางแสร้งตกใจก่อนจะย่อกายคารวะอย่างรวดเร็ว ร่างกายนี้สั่นเทาเล็กน้อย “ตะ...ใต้เท้า โปรดอภัยให้ผู้น้อยด้วย เรามิได้มีเจตนาจะล่วงเกินใคร ผู้น้อยเพียงแต่เสียใจที่ไม่อาจเปิดโรงเตี๊ยมเอาไว้เลี้ยงชีพตนและบริวารได้ เพราะเจ้าหน้าที่ด้านใน เรียกเก็บเงินเกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้มากนัก เราไม่มีจ่ายเจ้าค่ะ”
ซูหลันเอื้อนเอ่ยด้วยวาจาใสซื่อ น้ำตานั้นยังคงถูกบีบออกมาไม่หยุด ยิ่งเห็นท่าทางฉุนเฉียวของคนตรงหน้า นางก็ยิ่งเพิ่มเสียงสะอื้นไห้ของตนให้ดังขึ้นมาอีก จนลุงโม่ถึงกับหน้าหรา แต่เขาก็ยังพยายามก้มหน้าเอาไว้ เพราะเกรงตนจะทำเสียเรื่อง
“หากเจ้าทำทุกอย่างถูกต้องไฉนเลยจะเปิดโรงเตี๊ยมไม่ได้ มา! เจ้ากลับเข้าไปอีกครั้ง ข้าจะดูว่าเจ้าหน้าที่ด้านในทำเช่นไรกับเจ้า” ขุนนางผู้นี้ใช้สายตาคมดุจับจ้องนางเพื่อให้กลัว
หลี่อันเหยียนไม่ใช่คนที่จะฟังความข้างเดียว หากจะตัดสินใครเขาต้องมีหลักฐาน ในเมื่อคนตรงหน้าเอ่ยว่าขุนนางใต้อาณัติตนคดโกง ฉะนั้นเขาก็ต้องตรวจสอบให้เห็นกับตา
“ได้เจ้าค่ะ” ซูหลันยกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนจะจัดชุดให้เรียบร้อยแล้วเดินกลับเข้าไปด้านในพร้อมกับลุงโม่
นางไม่ได้แยแสว่าเจ้าหน้าที่จะรู้ทันหรือไม่ หากเขารู้ทันว่ามีคนจ้องจับผิด นางก็ได้โอกาสจ่ายค่าใบอนุญาตเพียงแค่ห้าตำลึง
แต่ถ้าไม่...เจ้าหน้าที่เห็นแก่เงินผู้นั้น ก็ต้องถูกจับข้อหายักยอก รับสินบน ฉ้อโกงประชาชน ทำให้ชื่อเสียงขุนนางเสื่อมเสีย
เมื่อเจ้าหน้าที่ร่างท้วมเห็นนางเดินกลับเข้ามาเขาก็ยิ้มกริ่ม
“ทำไม เปลี่ยนใจแล้วหรือถึงได้วนกลับมาอีก ทว่าครานี้หากเจ้าไม่จ่าย รอบหน้าข้าขึ้นราคาเป็นหกสิบตำลึงเงินแล้วนะ”
“ใต้เท้าเราไม่มีเงินมากขนาดนั้นเจ้าค่ะ ท่านช่วยลดให้ได้หรือไม่ ถือว่าเห็นแก่ครอบครัวของเราที่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เถิดนะเจ้าคะ” ซูหลันแสร้งเอ่ยอย่างน่าสงสาร
ทว่าอีกฝ่ายกลับหัวเราะเยาะ “ฮ่า ๆ ไม่มีเงินแต่คิดจะมาทำการค้าที่นี่กระนั้นหรือ หากไม่มีจ่ายก็รีบไปเสีย อย่ามาทำให้ข้าหงุดหงิด รู้หรือไม่ว่าคนอื่นที่เขายอมจ่าย ยามนี้เปิดกิจการค้าขายกันจนร่ำรวยไปหมดแล้ว หากพวกเจ้าไม่อยากเสียเงินก็จงไปซะ อย่ามาอยู่เกะกะหูตาอยู่เลย เอา! เรียกคนต่อไปเข้ามา” ใต้เท้าเจ้าหน้าที่ แผดเสียงลั่นเพื่อวางอำนาจและข่มลุงหลานที่ยืนอยู่ต่อหน้าตน ซึ่งเขามักจะใช้วิธีนี้เสมอยามมีคนมาขอใบทะเบียนการค้า
ทว่าผู้ที่เดินเข้ามากลับทำเขาหน้าซีดเผือด
