3. เปิดกิจการนั้นไม่ง่าย
สิบวันต่อมา...
หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาหลายวัน นายและบ่าวที่มีกันอยู่เก้าชีวิตก็ยิ้มออกเสียที เมื่อเห็นผลงานของพวกตนกลายเป็นรูปเป็นร่าง ซ้ำยังดูสวยสดงดงามแปลกตาอีกด้วย
เพราะซูหลันไม่ได้เพียงแค่ให้ทำความสะอาดซ่อมแซมส่วนที่ผุพังตามปกติ ทว่านางยังใช้แนวคิดจากยุคปัจจุบันมาพลิกโฉมเรือนแห่งนี้ให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แม้แต่กำแพงที่เคยกั้นขวางระหว่างเขตเรือนกับถนนสายหลักก็ยังถูกรื้อออก กลายเป็นรั้วไม้เตี้ยๆ มีพุ่มไม้ดอกประดับไปตามแนวเพื่อแบ่งเขตแดนระหว่างเรือนของตนกับถนน
บริเวณด้านหน้าของเรือน จึงเปิดโล่งดูสบายตา ผู้คนที่เดินผ่านมาบนเส้นทางหลักเข้าเมือง ล้วนแต่ต้องหยุดยืนมองทุกครั้ง เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
บริเวณลานด้านหน้าที่เคยกว้างขวางทว่าว่างเปล่า บัดนี้กลายเป็นสวนเปิดโล่งที่ดูรื่นรมย์ มีพืชไม้นานาพันธุ์ปลูกแซมไว้
ในส่วนนี้ ซูหลันไม่ได้ใช้เงินซื้อเลย เพราะในช่วงเดินทางมาเมืองนี้ นางสังเกตุเห็นว่าตามป่าเขามีพืชไม้ที่ออกดอกสวยงามมากมาย นางจึงให้บ่าวชายสองคนออกไปขุดหาดอกไม้เหล่านี้มาปลูกประดับในจวน เพื่อลดต้นทุนการตบแต่งโรงเตี๊ยม
แม้ภาพรวมยังไม่ค่อยรื่นตานัก ทว่ามันก็ยังสามารถสร้างความเขียวขจีและสดชื่นได้บ้าง จุดเด่นคือต้นหลิวที่มีอยู่แล้วซึ่งมันปลูกเรียงรายทอดยาวจนสุดเขตเรือน ยามเมื่อสายลมพัดพา กิ่งหลิวก็โบกสะบัดน่ามอง สร้างบรรยากาศที่อ่อนโยนและนุ่มนวลให้แก่ผู้ที่ผ่านไปมาเป็นอย่างมาก หากไม่เอากำแพงออก ผู้คนด้านนอกคงไม่เห็นทิวทัศน์ที่เปรียบดั่งสวรรค์บนดินเช่นนี้เป็นแน่
บางคนถึงกับแวะเข้ามานั่งบนตั่งยาวซึ่งมีพนักพิง ราวกับว่าเป็นเรือนของตนเสียอย่างนั้น “ข้าชอบที่นี่จัง”
“นั่นสิ ดูผ่อนคลาย สบายตายิ่งนัก”
คำกล่าวของบัณฑิตสองท่านที่ขอแวะนั่งพักผ่อนหย่อนใจ พลางจิบชาเก๊กฮวยที่วางเตรียมไว้ต้อนรับ ซึ่งหนึ่งกามีราคาห้าอีแปะ และพวกเขาก็ยินดีจ่าย ครั้นถามถึงอาหารนั้นยังไม่มีขาย
บางคนเดินเข้าไปสำรวจภายในสวน ซึ่งตามมุมจะมีตั่งยาว ทำจากไม้ขัดมันวางอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ มีพรมสานผืนเล็กๆ ถูกนำมาปูรองไว้สำหรับนั่งพักผ่อน หรือจะใช้จิบน้ำชาชมวิว
สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่ไม่เคยพบเห็นในโรงเตี๊ยมทั่วไป ซึ่งส่วนมากมักจะสร้างให้ทึบและปิดมิดชิดเป็นส่วนตัว
ทว่าโรงเตี๊ยมของซูหลัน นางคิดทำให้เป็นแบบคาเฟ่เปิด ใช้บรรยากาศร่มรื่นมาเป็นตัวดึงแขกให้เข้าร้าน
สร้างความแปลกใหม่ให้เป็นจุดขายของตนเอง
หากมองลึกเข้าไปด้านในเรือน...
เรือนโถงใหญ่ด้านหน้าที่เคยใช้เป็นห้องรับแขก บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น ห้องอาหารและโถงรับรองแบบเปิดโล่งแล้ว
เพราะซูหลันสั่งให้ถอดบานหน้าต่างออก เอาพืชไม้เลื้อยมาปลูกห้อยระย้าลงมาเพิ่มความร่มรื่นสบายตา พื้นที่ทานอาหารจึงเชื่อมต่อกันด้วยลมธรรมชาติ แม้หน้าร้อนก็ยังคงเย็นสบาย
ภายในห้องโถงนั้นดูโดดเด่นและแปลกตาจนน่าประหลาด เพราะการจัดวางโต๊ะเก้าอี้ไม่ได้เป็นเหมือนโรงเตี๊ยมอื่น
โต๊ะอาหารจะถูกตั้งอยู่ตามมุม มีฉากไม้ที่วาดลวดลายแปลกตากั้นเอาไว้ หากส่วนนี้เปิดขึ้นมา ผู้คนอาจไม่ได้ใส่ใจในอาหารมากนัก เพราะมัวแต่ดูภาพวาดบนฉากกั้นเป็นแน่
“คุณหนู…โรงเตี๊ยมของเรามันดูประหลาดมากเลยนะขอรับ ทว่า...มันน่าสนใจมากเลยทีเดียว คุณหนูเก่งมากเลยขอรับ” ลุงโม่เอ่ยอย่างปลื้มปีติ ดวงตาเขาคลอไปด้วยน้ำใสแล้ว
“ในเมื่อลุงโม่และทุกคนชอบ ข้าว่าคนที่จะมาพักโรงเตี๊ยมของเราก็ต้องชอบมากเช่นกัน” ซูหลันเอ่ยอย่างภาคภูมิ ก่อนจะหันมาหาทุกคน “นี่คือการค้าแบบใหม่ ขายบรรยากาศ ใช้ความร่มรื่นมาเป็นจุดขาย ถ้าเราปิดทึบคนที่ผ่านไปมาก็จะมองไม่เห็นความสวยงามด้านใน แต่เมื่อเราเปิดออกพวกเขาจะอยากรู้ อยากเข้ามาสัมผัส เมื่อมีคนเข้ามา ต่อไปเราก็จะใช้อาหารเป็นตัวชูโรง เอ่อ...ข้าหมายถึงจุดเด่นน่ะ แม้เราจะอยู่นอกจุดแหล่งรวมผู้คน ทว่าวันหน้าสถานที่แห่งนี้ จะเป็นที่ที่ผู้คนมากมายตั้งใจแวะมาแน่”
“บ่าวก็เชื่อเช่นนั้นเจ้าค่ะ” เจียวหลิงรีบเอ่ย
“ใช่ ๆ หากผู้คนได้พบเห็นภาพวาดของคุณหนู โรงเตี๊ยมของเราต้องมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากมายแน่” เจียวอีเสริม
“โรงเตี๊ยมเราขายของกิน ไม่ใช่หอจัดนิทรรศการภาพวาด”
“หอจัดนิทรรศการ?” ทั้งหมดกล่าวตามพร้อมขมวดคิ้ว
“เอ่อ...ข้าหมายถึงแหล่งค้าขายที่เกี่ยวกับภาพวาดน่ะ” เอ่ยแล้วนางก็ยิ้มแห้ง “เอาล่ะ ช่วยกันตรวจตราดูความเรียบร้อยอีกครั้งก็แล้วกัน ข้ากับลุงโม่จะไปยื่นเรื่องขอเปิดโรงเตี๊ยมก่อน ไม่รู้ว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ หวังว่าเราจะไม่เจอเจ้าหน้าที่หน้าเลือด ขูดรีดประชาชนเหมือนที่เคยได้ยินมานะ” เอ่ยจบนางก็หันมาหาน้องชายที่กำลังเล่นม้ากระดกในสวนที่ซูหลันสั่งให้ทำขึ้นมา
“หมิงเล่อพี่จะไปทำธุระ เจ้าอยู่กับพวกพี่ ๆ เขาอย่าดื้อซนนะ ประเดี๋ยวพี่กลับมา” นางตะโกนบอกเจ้าตัวน้อยที่สูงแค่สะโพก
“ขอรับพี่หญิง” เด็กน้อยรับคำ ก่อนจะหันมาเล่นกับอาฉีต่อ ซึ่งภายในสวนหย่อมข้างเรือนนี้ มีของเล่นมากมายนัก
ซูหลันทำเอาไว้ หมายเก็บไว้ให้ครอบครัวที่พาบุตรมาด้วยจะได้มีที่ให้วิ่งเล่น ซึ่งยังไม่รู้ว่ามันจะส่งผลดีหรือแย่กันแน่
“ไปกันลุงโม่” นางหันมาเอ่ยกับชายร่างโตที่ยืนอยู่ข้างกาย
จากนั้นทั้งสองก็นั่งรถลากที่มีอยู่คันเดียวมุ่งหน้าไปยังศาลาว่าการ ซึ่งอยู่ห่างไปหนึ่งจิบชาเพราะอยู่คนละฝั่งกัน
ณ ที่ทำการเมือง...
ร่างอรชรที่มีความสูงไม่มากยืนนิ่งมองป้ายเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กสาววัยสิบหกคิดเปิดโรงเตี๊ยม
ฉะนั้นผู้รับหน้าที่จึงเป็นลุงโม่ ทว่านามในทะเบียนการค้านั้นจะเป็นของหมิงเล่อ ส่วนนางก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ซูหลันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเตรียมตั้งรับกับสิ่งที่ตนกำลังจะทำ นางรู้ดีว่ามันต้องมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นแน่ แต่นางก็ยังหวังว่าปัญหานั้นมันจะไม่หนักหนาสาหัสจนเกินไป
เมื่อมาถึงห้องทำงาน ซูหลันก็มองสำรวจความเป็นไปของข้าราชการในยุคโบราณ นางอยากรู้ว่าพวกเขาทำงานกันยังไง
ด้านในนี้มีขุนนางสามท่าน พวกเขาต่างก็อยู่ในมุมตนเองด้านนอกมีทหารและพ่อค้าที่มายืนรอขอขึ้นทะเบียนแค่หนึ่งคน ดูท่าการขอทะเบียนการค้าในเมืองนี้ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด
“คารวะใต้เท้า ข้ากับท่านลุงจะมาขอใบอนุญาตเปิดโรงเตี๊ยมเจ้าค่ะ” ซูหลันกล่าวอย่างนอบน้อม ทว่าคำตอบนั้น
“ค่าธรรมเนียมห้าสิบตำลึงเงิน จ่ายแล้วก็เปิดได้เลย แต่ถ้าไม่จ่ายก็ถอยออกไปให้คนอื่นเข้ามาแทน” เจ้าหน้าที่ร่างท้วมเอ่ยเสียงเรียบพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอย่างไม่ยี่หระ
“ห้าสิบตำลึง! ใต้เท้าท่านเข้าใจผิดหรือไม่ ในกฎหมายระบุไว้ว่าเปิดกิจการขนาดกลางใช้เงินแค่ห้าตำลึงเท่านั้นนะเจ้าคะ”ซูหลันแย้งขึ้นทันควัน เมื่อได้ยินว่าเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินเกินจริงไปมาก เงินจำนวนนั้นเทียบเท่ากับเงินเก็บที่เหลืออยู่เลย หากจ่ายไปแล้วนางจะเอาเงินจากไหนไปซื้อหาอาหารมาขายกันเล่า
วันแรกก็เจอกับขุนนางหน้าเลือด โกงกินแบบซึ่งหน้า ไร้ปรานี ไร้จิตสำนึกในอาชีพ แล้วเช่นนี้โรงเตี๊ยมนางจะไปรอดหรือ
เปิดกิจการในยุคโบราณ ไม่ง่ายเลยจริง ๆ
