#####บทที่ 5
ขณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยมีการจัดกิจกรรมเข้าค่ายตั้งแคมป์ปิ้งเพื่อรวมกลุ่มสานสัมพันธ์ระหว่าง คณะ โดยกลุ่มคนส่วนใหญ่ ก็จะมาจากชมรม เที่ยวพาเพลิน ซึ่งหากนักศึกษาหรือนิสิตผ่านการเข้าค่ายครั้งนี้ไป ก็จะได้รับคะแนนจิตอาสาจำนวน 30 คะแนน และ ยังมีคะแนนความประพฤติสำหรับวิชาทางเลือกอีกด้วย
@ตัดไปไปวันที่เข้าค่ายชมรม
Saturday
@ลานชมรม
EarngEoey talk
ขณะนี้เป็นเวลา 9 โมงเช้า มีรถทัวร์จอดรออยู่แล้วจำนวน 1 คัน เพราะจำนวนนิสิตที่อาจารย์รับสมัครมีจำกัดเพื่อกันความวุ่นวายและเหตุการณ์ชุลมุนที่จะเกิดขึ้น
นักศึกษาต่างต่างก็พากันมายืนรอพร้อมด้วยกระเป๋าลาก กระเป๋าเป้หลายใบราวกับไปพักร้อน เพื่อรอคำสั่งจากอาจารย์ให้ขึ้นนั่งบนรถทัวร์ และจุดมุ่งหมายปลายทางของเราก็คือ "เกาะไข่มุก" (สถานที่สมมติขึ้นเท่านั้น) จังหวัดชลบุรี
สำหรับ “เกาะไข่มุก” ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี อยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองพัทยาประมาณ 15 กิโลเมตร แม้จะเป็นเกาะเล็กเล็กในทะเลอ่าวไทย แต่เกาะไข่มุกก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ที่เดินทางสะดวก สามารถไปเช้า-เย็นกลับ จากกรุงเทพฯได้
เกาะไข่มุก มีจุดเด่นที่ดึงดูดคือเป็นเกาะที่มีน้ำทะเลสวยใสน่าเล่น บนเกาะไข่มุกมีสถานที่งดงามให้เลือกไปเที่ยวได้หลายจุดด้วยกันและยังอุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารจากธรรมชาติ
"ครบแล้วนะคะเชิญแถวแรกขึ้นรถได้เลยจ้ะ " อาจารย์สายสมร อาจารย์สาวสวยไฝใหญ่ประจำชมรมเที่ยวพาเพลินพูดขึ้น
อาจารย์สายสมรเป็นคนอารมณ์ดี เฮฮา พูดจาฉอเลาะ เป็นคนตลก เข้ากับนิสิตได้ง่าย จึงทำให้สนิทมักจี่กับนักศึกษาเกือบทุกคนโดยเฉพาะในชมรม
-บนรถทัวร์-
เมื่อเราทั้งหมดเกือบ 50 ชีวิต ขึ้นรถทัวร์เสร็จแล้วก็ได้เเล่นมุ่งหน้าออกไปยังจุดหมายปลายที่ได้วางไว้ตั้งแต่แรกทันทีนั่นก็คือ เกาะไข่มุก
"ฉันเตรียมบิกินี่มาแล้วล่ะ รับรองได้เลยว่า แซ่บ! ซี๊ด! จนผู้ต้องตะลึง ตาลุกวาวแน่นอนจ้าแม่ รอชมได้เลยนะคะ พอสอ!" เพียงฟ้าหันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงดัดจริต (พอสอ/ พส. ย่อมาจาก เพื่อนสาว เป็นภาษาที่วัยรุ่นเขากำลังนิยมใช้กันในตอนนี้)
"ของฉันก็ไม่พลาดจ้า เพราะเห็นอาจารย์สมรบอกว่าวันสุดท้าย จะให้พวกเราเที่ยวตามสบายกันเพื่อเป็นการผ่อนคลายเครียดใช่มะ ถือเสียว่าเป็นการพักร้อนไปในตัวด้วย" ฉันตอบกลับไป
"พี่แทนให้ใส่หรอจ๊ะ" เพียงฟ้าเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
"ต้องให้ใส่อยู่แล้วปะ! เพราะกูยังไม่ได้บอก" ฉันหัวเราะคิกคักออกมาอย่างชอบใจเบาเบาเพื่อรักษามารยาทในการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันกับผู้อื่นเล็กน้อย ก่อนที่จะฉีกห่อขนมสาหร่ายอบกรอบขึ้นมารับประทานอย่างเอร็ดอร่อย
"ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้พี่แทนเอาชานมสดไข่มุกมาให้แกตอนเที่ยงอีกนะ" คราวนี้เป็นยัยเพียงฟ้าบ้างที่หัวเราะขำกลิ้งออกมาราวกับเป็นเรื่องขบขัน
"เว่อร์ละอีสัส! พี่แทนคงจะไม่อุตส่าห์นั่งรถจากกรุงเทพฯเพื่อซื้อชานมไข่มุกแก้วเดียวมาให้ฉันถึงชลบุรีหรอกนะ" ฉันหันไปพูดกับเพื่อนสนิท แล้วส่ายศีรษะเบาเบา
"พูดอะไรก็เบาเบาหน่อย ควรจะมีมารยาท หัดเกรงใจคนอื่นเขาบ้าง" น้ำเสียงที่ฉันคุ้นเคยและขยะแขยงอย่างที่สุดดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้ฉันและเพียงฟ้ารีบหันหน้าไปมองอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
"เชี้ย! ไอ้คิม" เพียงฟ้าร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ พลางกลืนน้ำลายลงคอไหลลงไปเป็นทางอึกใหญ่
"...." ฉันมองดวงหน้าของอดีตคนรักเก่าครู่หนึ่งด้วยสายตาเรียบนิ่ง โดยไม่มีถ้อยคําใดถูกเปล่งออกไปจากริมฝีปาก ก่อนที่จะหันกลับมาขบเคี้ยวขนมกินเล่นต่อ
"ไม่คิดจะทักทายผัวหน่อยหรอเมียจ๊ะ เมียจ๋า ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปีทำห่างเหินราวกับว่าเป็นคนอื่นคนไกลไปเสียได้ " คิมหันต์เอ่ยพูดกวนประสาทขึ้น
"แกได้ยินเสียงสัมภเวสีกระซิบกระซาบแถวนี้หรือเปล่า?" ฉันหันหน้าไปถามเพียงฟ้าแกมบังคับคล้ายกับต้องการให้หล่อนเออออไปด้วย
"ใช่แก! เสียง....มาขอส่วนบุญ" เพียงฟ้าพูดพร้อมกับชำเลืองตามองคนด้านหลังเล็กน้อย
"เจอกันบ่อยขนาดนี้เราคงเป็นเนื้อคู่กันแล้วแหละ เอิงเอย โบราณเขาว่ากันว่าคู่กันแล้วก็คงไม่แคล้วกัน มึงจำป้าคนนั้นที่เคยดูดวงให้เราสองคนได้มั้ย แกก็ทำนายว่าเราสองคนเนี่ยทำบุญด้วยกันมาเยอะ ต้องเป็นเนื้อคู่กันแน่แน่" คิมหันต์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"งั้นป้าคนนั้นแกก็คงจะสติเลอะเลือนแล้วกระมัง? เราสองคนอาจจะเป็นเนื้อคู่กันจริงจริงนั่นแหละ แต่คู่เวรคู่กรรมนะ" ฉันตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก
แม้ในอดีตเคยรักผู้ชายคนนี้มากสักเพียงใด แต่ความเลวของเขาที่เคยทำให้ฉันเหมือนตายทั้งเป็น แทบไม่เป็นผู้เป็นคน มันก็ได้ลบเลือนความรักภายในใจให้หมดสิ้นไปพร้อมพร้อมกับวันที่เขาพาผู้หญิงอีกคนมาเย้ยฉันที่คอนโด!
'คนอย่างอีเอิงเอยเจ็บแล้วจำ ไม่ยอมกลับไปโง่เป็นควายให้มันสวมเขาให้ครั้งที่ 2 แน่นอน!' ฉันตั้งมั่นกับตัวเองมาโดยตลอด
"เอิงเอย มึงจะใจแข็งไปถึงไหนวะ กูบอกแล้วไงว่ากูขอโทษ กูมีเหตุผลจำเป็นจริงจริงที่ต้องบอกเลิกมึงในวันนั้น มึงให้โอกาสกูหน่อยไม่ได้หรอวะ" น้ำเสียงของคิมหันต์อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"คำขอโทษของมึงมันใช้ไม่ได้ผลอีกแล้วรู้เอาไว้ซะด้วย ไม่ว่าเหตุผลที่มึงใช้มาอ้างมันจะสวยหรูสักแค่ไหน แต่กูขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคิมหันต์ อย่ากลับมาในวันที่กูไม่ได้รู้สึกกับมึงแล้ว เพราะต่อให้มึงขอร้องอ้อนวอนกอดขากูยังไง คนมันไม่รักก็คือไม่รัก" ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงขมขื่น
อดีตที่เขาเคยทำกับฉันแม้มันจะไม่เคยลบเลือนไปแต่ฉันก็จะฝังมันไว้ในห้วงลึกของหัวใจว่าครั้งหนึ่งเคยรักผู้ชายเลวเลวคนนี้ และจะไม่มีวันหาเหาใส่หัว ฟื้นฝอยหาตะเข็บนำพามันมาทำร้ายคนปัจจุบันเด็ดขาด
"แค่โอกาสมึงก็ให้กูไม่ได้หรอ?" คิมหันต์ถาม
"คนอย่างมึงไม่สมควรได้รับโอกาสจากกู"
"ทำไมวะ! ทำไม!" คิมหันต์เริ่มตะคอกเสียงดังมากขึ้นกว่าเดิม จนนักศึกษาที่ร่วมการเดินทางครั้งนี้เริ่มหันมอง
"เสือก!"
"เวลาจะพูดกับผัวก็ช่วยมีหางเสียงหน่อยนะเอิงเอย แบบนี้มันดูไม่มีมารยาทเลย" เขาเน้นย้ำคำว่าผัวชัดเจนดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ฉันชักจะเหลืออดกับเขาเต็มทีแล้ว!
"sorry นะคะ พอดีว่าในสมองของกูตอนนี้ มีแต่ภาพของผู้ชายที่ชื่อว่าแทนไทเป็นผัว" ฉันพูดย้ำชื่อของแฟนหนุ่มอย่างพี่แทนไทตอกหน้าใส่เขากลับไปเช่นกัน
"เอิงเอย!"
"มึงก็พูดกับไอ้คิมมันดีดีหน่อยสิวะเอิงเอย อย่างน้อยก็เห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราเถอะ" น้ำเสียงสุขุมของเพื่อนในกลุ่มอีกคนหนึ่งอย่างคีย์พูดขึ้น ไอ้หมอนี่มันเป็นเด็กหัวกะทิคล้ายคล้ายกับเด็กเนิร์ดของห้อง แถมยังสนิทกับไอ้คิมหันต์มากที่สุดด้วย
เพื่อนสนิทกันก็คงจะต้องเข้าข้างกันเป็นธรรมดา..ฉันไม่แปลกใจเลยหากเขาจะออกโรงปกป้องแทนคิมหันต์
"มึงไม่ได้เจอแบบกู มึงไม่รู้หรอกว่าชีวิตช่วงนั้นมันแสนสาหัสขนาดไหนกับความเลวระยำที่เพื่อนของมึงเคยทำเอาไว้ และที่สำคัญถ้ากูจะพูดจากับใคร จะพูดดีหรือไม่ดีมันก็อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นให้ด้านไหนกับกูมาก่อน ซึ่งกูก็พร้อมจะตอบสนองด้านนั้นกลับไปด้วยเช่นกัน" ฉันหันหน้ากลับไปพูดกับไอ้คีย์ ทำให้คิมหันต์และคีย์สตั้นชั่วครู่จนนิ่งเงียบมิมีคำใดมาต่อปากต่อคำกลับมาจนตลอดทาง
2 ชั่วโมงผ่านมา
ตื้ด เสียงสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงของฉันดังครืนครืนขึ้น
ฉันเลื่อนฝ่ามือบอบบางลงไปควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง สายตากลมโตทั้งสองดวงทอดมองตัวอักษรระบุชื่อของบุคคลที่ต่อสายโทรเข้ามาปรากฏชื่อบนหน้าจอว่า 'พี่แทนไท'
ฉันกดรับสายอย่างไม่ลังเล..
พี่แทนไท
-คุยโทรศัพท์-
(ขึ้นรถรึยังครับ) เสียงสุภาพจากปลายสายเอ่ยขึ้นมา
(อยู่บนรถแล้วค่ะ) ฉันตอบกลับไป
(ดูสิเนี่ย เมื่อกี้พี่รีบวิ่งเอางานไปส่งอาจารย์ กะว่าจะออกไปซื้อชานมสดไข่มุกที่ร้านคาเฟ่หน้ามหาวิทยาลัย แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เราไปค่ายนี่นาเสียเหงื่อฟรีเลย)
พี่แทนพูดด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะเล็กน้อยแต่ทว่าแฝงความเหนื่อยหอบเอาไว้เป็นระยะระยะ รู้ได้เลยว่าเขาได้กระทำในสิ่งที่ปากกำลังเล่าให้ฉันฟังอยู่จริงจริง
(คิดถึงเอิงล่ะสิ ไว้เดี๋ยวถ้าเอิงกลับไปจะเลี้ยงหมูกระทะปลอบใจเป็นค่าเหนื่อยก็แล้วกันนะคะ)
(งั้นพี่ก็คงจะต้องเตรียมท้องรอกินหมูกระทะจากเราแล้วแหละ)
(ได้เลยค่ะ แล้วนี่พี่แทนไม่ไปเรียนหรอคะ?) ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะเล็กน้อย
(กำลังจะไปค่ะ เดี๋ยวเย็นเย็นพี่โทรกลับไปใหม่นะคะ ตอนถึงที่พักแล้วก็อย่าลืมส่งข้อความบอกพี่ด้วยนะ จะได้หายห่วง)
(ค่ะ) แล้วฉันก็กดวางสายโทรศัพท์
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีประโยคหวานหวานมาหยอดกันเหมือนคู่รักคู่อื่น แต่ความเสมอต้นเสมอปลายและเป็นตัวเองนี่แหละที่ทำให้ฉันประทับใจในตัวของพี่แทนมากที่สุด
