แอบเมียมาเสียวเลขา 4
พิมพ์มาดาเดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
โต๊ะทำงานหน้าห้องธนากรถูกย้ายมาอยู่ด้านในด้วยเหตุผล 'เพื่อความสะดวกในการคุยงานกับเจ้านาย' เธอรู้สึกถึงความตึงเครียดที่ค้างคาอยู่ในอกตั้งแต่คืนนั้น ธนากรเองก็เช่นกัน เขาให้เธออยู่ดึกทุกวัน แต่คืนนี้... บรรยากาศในห้องทำงานหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แสงจากโคมตั้งโต๊ะสีเหลืองนวลสาดลงบนพื้นไม้และโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ไฟในตึกส่วนใหญ่ดับลงแล้ว เหลือเพียงห้องนี้ที่ยังสว่างอยู่
พิมพ์สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวบาง ๆ กระดุมเม็ดบนไม่ได้ติด เปิดเผยร่องอกลึกจนเห็นขอบลูกไม้เสื้อชั้นในสีดำจาง ๆ กระโปรงเทนนิสสั้นจุ๊ดสีกรมท่า ผ้าพลิ้วเบา ยาวแค่กลางต้นขา ทุกครั้งที่เธอขยับตัว กระโปรงพลิ้วขึ้นเล็กน้อย เผยต้นขาขาวเนียนและร่องในที่เกือบถึงจุดซ่อนเร้น ผมยาวตรงสยายลงมาปิดไหล่ข้างหนึ่ง กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูกเขาเป็นระยะ เธอรู้ดีว่าชุดนี้ไม่เหมาะกับการทำงานออฟฟิศ แต่เพราะเธอเป็นคนชอบแต่งตัวแบบนี้ และที่นี่ไม่ได้เคร่งเรื่องการแต่งตัว
ธนากรนั่งนิ่ง มือกุมปากกาแน่น สายตาจับจ้องเอกสาร แต่เป็นระยะที่เขายกสายตาขึ้นมองเธอไกล ๆ เขาเห็นกระโปรงพลีทสั้นที่พลิ้วไหวทุกครั้งที่เธอขยับขา เห็นต้นขาขาวเนียนที่เผยออกมาเป็นช่วง ๆ เขาเห็นทุกอย่าง และครั้งนี้... เขาไม่หลบสายตาอีกต่อไป
ธนากรลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปที่ตู้เหล้าเล็ก ๆ ข้างชั้นหนังสือ เขาเปิดตู้ หยิบขวดวิสกี้ขวดโปรดออกมาเทใส่แก้วคริสตัล เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วดังเบา ๆ ในความเงียบ เขาจิบช้า ๆ รสชาติเข้มข้นไหลลงคอ ช่วยให้ความร้อนในอกแผ่ซ่านมากขึ้น เขาจิบอีกคำ แล้ววางแก้วลงบนโต๊ะข้าง ๆ อย่างช้า ๆ ก่อนจะหันกลับมามองพิมพ์ที่ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอ
“พิม...” เขาเรียกชื่อเธอเสียงทุ้มต่ำ
พิมพ์หันมามองเขา ดวงตาเธอเป็นประกาย “ค่ะ... คุณกร”
ธนากรเดินไปที่โซฟาตัวเล็กข้างหน้าต่างแล้วนั่งลง มือวางบนพนักพิง เขาหันมามองเธอ สายตาร้อนแรงแต่ยังควบคุมได้
“มานั่งข้าง ๆ ผมหน่อยสิ”
พิมพ์ชะงักเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที เธอรู้สึกประหม่า ตัวเกร็งโดยไม่รู้ตัว มือที่วางบนตักสั่นเบา ๆ แต่เธอพยายามทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เดินเข้าไปนั่งข้างเขาช้า ๆ ขาเรียวยาวก้าวยาวแต่แผ่วเบา กระโปรงพลีทสั้นพลิ้วไหวตามจังหวะก้าว เผยต้นขาขาวเนียนเกือบถึงจุดซ่อนเร้น เธอนั่งลงข้างเขา ใกล้จนไหล่เกือบแตะไหล่ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูกเขาเต็ม ๆ
พิมพ์นั่งตัวตรง หลังเกร็ง มือวางบนตักแน่นจนข้อนิ้วซีด เธอรู้สึกตัวสั่นเล็กน้อย ธนากรสัมผัสได้ถึงการสั่นไหวนั้น เขาหันมามองเธอใกล้ ๆ ดวงตาเขาจับจ้องใบหน้าเธอ แล้วเลื่อนลงไปที่ร่องอกที่เปิดเผยจากเสื้อเชิ้ตบาง ๆ
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงทุ้มต่ำ “ผมถามได้ไหม... คุณมีแฟนหรือยัง”
พิมพ์สะดุ้งเบา ๆ ตัวสั่นอีกครั้ง เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อ มือที่วางบนตักบีบกันแน่นกว่าเดิม เธอตอบเสียงเบา ราวกับเด็กที่กำลังเขิยอาย
“ไม่มีค่ะ... โสดมาตั้งแต่เลิกกับแฟนเก่าเมื่อปีที่แล้ว”
ธนากรพยักหน้าเบา ๆ สายตาเขาร้อนแรงขึ้น เขายกมือขึ้นช้า ๆ วางที่พนักโซฟาข้างหลังเธอ ล้อมเธอไว้แบบเนียน ๆ
“ผมสนใจคุณจัง... คุณสวย มีเสน่ห์ และ...เซ็กซี่”
พิมพ์เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเธอเยิ้มเล็กน้อยจากความประหม่าและความตื่นเต้น เธอรู้สึกตัวสั่นมากขึ้น ธนากรสัมผัสได้ถึงการสั่นไหวของร่างกายเธอที่อยู่ใกล้ เขาเอื้อมมือข้างที่ไม่ได้โอบหลังโซฟามาช้อนคางเธอเบา ๆ ยกให้เธอหันหน้าไปมองเขาเต็ม ๆ นิ้วโป้งลูบไล้เบา ๆ ที่แก้มเธอ ผิวเธอนุ่มและร้อนผ่าว
พิมพ์ตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม หัวใจเต้นรัวจนเจ็บแทบจะระเบิดออกมา เธอมองตาเขา ดวงตาเธอเยิ้มแต่ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“เอ่อ..คุณกร...หมายความว่ายังไงคะ” เสียงเธอสั่นเบา ๆ
ธนากรเอื้อมมือไปแตะคางเธอเบา ๆ ยกขึ้นช้า ๆ ให้ใบหน้าของพิมพ์มาดาหันตรงมาพบกับเขา ดวงตาทั้งคู่สบกันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะประทับลงบนริมฝีปากนุ่มของเธออย่างแผ่วเบา ราวกับกลีบดอกไม้ร่วงหล่นลงบนผิวน้ำ
พิมพ์มาดาสะดุ้งเล็กน้อย ร่างกายแข็งทื่อชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกจากอก เธอตกใจจนลืมหายใจ มือทั้งสองยกขึ้นจับแขนเขาโดยสัญชาตญาณ ราวกับจะผลักออก แต่ก็มิได้ผลักจริงจัง
ธนากรสัมผัสได้ถึงความตื่นตระหนกนั้น จึงใช้มืออีกข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นไปโอบท้ายทอยเธอไว้อย่างนุ่มนวล นิ้วเรียวยาวสอดเข้าไปในเส้นผมหางม้าสูง ฝ่ามืออุ่นประคองศีรษะเธอให้มั่นคง ไม่ให้เธอถอยหนี แต่ก็มิได้บังคับให้เธอจำนนเขาจนเกินไป เขาจูบเธออีกครั้ง ช้า ๆ อ่อนโยน ริมฝีปากทั้งคู่ประกบกันเบา ๆ ราวกับกำลังลิ้มรสความหวานที่ซ่อนอยู่ในกันและกันมานาน
พิมพ์มาดายังคงตัวสั่นเทาในอ้อมแขนเขา ดวงตาคู่โตหลับพริ้มลงช้า ๆ น้ำตาหยดหนึ่งเอ่อคลอขอบตาโดยไม่รู้ตัว แต่แล้ว... ความตื่นกลัวค่อย ๆ จางลง ราวกับน้ำค้างที่ละลายใต้แสงตะวันอ่อนโยน เธอเริ่มตอบรับ
ริมฝีปากเธอค่อย ๆ ผ่อนคลาย ประสานกับเขาเบา ๆ ลิ้นทั้งสองสัมผัสกันอย่างละมุนละไม ไม่เร่งรีบ ไม่ดุดัน เพียงแต่แตะเลียเบา ๆ วนเวียนกันช้า ๆ ราวกับสายน้ำไหลเอื่อยผ่านหินเรียบ พิมพ์ครางแผ่วในลำคอ เสียงนั้นนุ่มนวลราวกับเสียงลมกระซิบใบไม้ มือที่จับแขนเขาอยู่ค่อย ๆ คลายออก แล้วเลื่อนขึ้นโอบรอบคอเขาแทน ปลายนิ้วสั่นเทาแต่เริ่มเกาะแน่นขึ้น
ทั้งคู่จูบกันอยู่อย่างนั้น เป็นจูบที่นุ่มนิ่ม ละมุนละไม จูบที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความปรารถนาที่ถูกกดไว้อย่างยาวนาน เสียงหัวใจที่เต้นรัวประสานกันในความเงียบของห้องทำงานยามค่ำคืน แสงนีออนเย็นเยียบสาดลงบนร่างทั้งสอง กลับทำให้ภาพนั้นดูอบอุ่นและเปราะบางอย่างประหลาด
พิมพ์มาดายังคงตอบรับเขาเต็มที่ แต่ในทุกการเคลื่อนไหวของเธอยังคงแฝงความเขินอายและความตื่นตระหนก ที่ทำให้ธนากรยิ่งอยากปกป้อง อยากโอบกอดเธอให้มั่นคงยิ่งขึ้น เขาจูบเธอต่อไป ช้า ๆ อีกครั้ง ราวกับกลัวว่าหากรีบร้อนเกินไป ความงดงามชั่วขณะนี้จะแตกสลายหายไปเสียก่อน
กริ๊งๆๆๆ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากกระเป๋าเสื้อของธนากร เสียงริงโทนเรียบแต่ดังชัดในความเงียบ
ธนากรชะงัก ถอนจูบออกช้า ๆ หายใจหอบ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ชื่อ “ภรรยา” ปรากฏขึ้นชัดเจน
พิมพ์ตัวแข็งทื่อ ใบหน้าแดงก่ำ เธอรีบถอยออกห่างเล็กน้อย มือยังจับเสื้อเขาอยู่หลวม ๆ ธนากรมองเธอแวบหนึ่ง สายตาเขายังร้อนแรง แต่เขากดรับสายช้า ๆ
“ครับ... มีอะไร” เสียงเขานิ่ง แต่แหบพร่าเล็กน้อย
เสียงจากปลายสายพูดสั้น ๆ “งานเป็นไงบ้างคะ วันนี้ยุ่งไหม”
ธนากรตอบสั้น ๆ “ยุ่งอยู่ครับ... ยังไม่ว่างเลย” แล้ววางสายทันที ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ
เขาหันกลับมามองพิมพ์ สายตาเขายังคงร้อนแรงเหมือนเดิม เขาเอื้อมมือไปจับมือเธอเบา ๆ มือเธอยังสั่นอยู่
“ขอโทษ... ภรรยาแค่โทรมาถามงาน ไม่ได้ตามกลับบ้านหรอก”
พิมพ์พยักหน้าเบา ๆ เธอยังตัวสั่น ใบหน้าแดงก่ำ
“ค่ะ... ไม่เป็นไร”
ธนากรจับมือเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วปล่อยมือช้า ๆ เขาลุกขึ้น เดินไปหยิบกระเป๋าเอกสารที่โต๊ะ แล้วหันมามองเธออีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
แต่ก่อนปิดประตู เขาหยุดชะงัก หันกลับมาพูดเสียงทุ้มต่ำ
“พิม... ผมสนใจคุณจริง ๆ นะ ถ้าคุณเดือดร้อนเรื่องเงิน ผม support ได้... หรือต้องการอะไร ผมให้ได้หมด พรุ่งนี้ลองมาเสนอผมดู”
พิมพ์ชะงัก มองเขานิ่ง ดวงตาเธอเยิ้ม แต่เธอไม่ตอบอะไร เธอแค่พยักหน้าเบา ๆ
ธนากรยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วปิดประตูออกไป
พิมพ์นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ห้องเงียบลงเหลือเพียงเสียงแอร์และเสียงหัวใจของเธอที่ยังเต้นรัว เธอนั่งคิดหนัก คิดถึงที่บ้าน... คิดถึงหนี้บัตรเครดิตที่ค้างอยู่เกือบ 300,000 บาท หนี้ที่เกิดจากการช่วยพ่อรักษาโรคร้ายเมื่อปีที่แล้ว เธอขายของเกือบหมดแล้ว แต่หนี้ยังไม่หมด เธอคิดถึงคำพูดของธนากรเมื่อครู่ “ถ้าคุณเดือดร้อนเรื่องเงิน ผม support ได้... หรือต้องการอะไร ผมให้ได้หมด”
พิมพ์กำมือแน่น น้ำตาคลอเบ้า เธอรู้ว่าตัวเองกำลังจะตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว
