๓ อดีตแสนหวาน ปัจจุบันสุดขม (๓)
เธอมองตามท่านไปจนสุดสายตาแล้วค่อยพาลูกสาวเข้าไปในห้อง เลิกคิดเรื่องอื่นแล้วสนใจเพียงแค่ธารธารินทร์อย่างเดียว เลือกจะให้ลูกกินยาแล้วเข้านอนทันที เช็ดตัวเพื่อให้อุณหภูมิตามร่างกายลดลงแต่เหมือนจะไม่ดีขึ้นเลย จนกลายเป็นความกังวลว่าลูกสาวจะป่วยหนักหรือเปล่า
“ตัวร้อนมากกว่าเดิมอีก...” เธอกระวนกระวายทำอะไรไม่ถูก คิดถึงสามีของตัวเองทันทีจึงชะโงกหน้าไปมองนอกหน้าต่าง เพื่อสำรวจว่าเขากลับมาแล้วหรือยัง ก่อนพบว่าโรงรถยังมีที่จอดซึ่งว่างเปล่า นั่นหมายความว่าชายหนุ่มยังกลับไม่ถึงบ้าน
แล้วเขาไปไหน...
“พี่แสนทำไมยังไม่กลับนะ” พึมพำกับตัวเองแล้วเปิดโทรศัพท์เพื่อโทรหาชายหนุ่ม แต่เขาเลือกจะปิดโทรศัพท์ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ เธอกังวลจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้วมือเผลอไปโดนแอพลิเคชั่นที่เอาไว้ลงเรื่องราวในแต่ละวันของผู้ติดตาม
จึงพบคำตอบที่ถามตัวเองมาหลายนาที ความร้อนใจของเธอถูกไขกระจ่างจนยืนนิ่งก้าวขาไม่ออก ทำเพียงยิ้มเยาะตัวเองกับความโง่เง่าที่เฝ้ารอใครบางคนมาแสนนาน โดยที่เขาไม่ได้หันมามองกันเลยสักนิด
พี่ชายคนนั้นได้หายไปจากเธอ แล้วไม่สามารถเรียกกลับมาได้อีก...
“มาดินเนอร์กับสุดหล่อค่า...พี่แสนทักทายหน่อยเร็ว” น้องสาวที่สวมชุดเดรสสวยกำลังนั่งรับประทานอาหารบนดาดฟ้ากับหนุ่มหล่อที่มีเจ้าของแล้ว ไม่รู้ว่าเหตุผลกลใดที่ทำให้ปราณปรียาทำเช่นนี้ แต่เธอก็รับรู้ได้ในทันทีว่าตนเองควรจัดการชีวิตอย่างไร
เส้นความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด เธอมองภาพเคลื่อนไหวตรงหน้าอย่างเฉยชา ไม่มีน้ำตาสักหยดนอกจากหัวใจที่ถูกบีบขยี้จนแหลกสลาย
“อือ” เขาตอบกลับพร้อมยกมือขึ้นมาโบกใส่กล้อง
“ยิ้มอีกหน่อยสิ” เหมือนเจ้าของช่องจะไม่พอใจจึงสั่งเขาเสียงหวาน สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มของชายหนุ่มที่ทำให้เธอมองค้างอยู่อย่างนั้นหลายนาที
“ครับ”
หลุดหัวเราะออกมาราวคนเสียสติ ปิ่นคีตาตัดสินใจเดินไปยังห้องของตัวเองแล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาเขียนข้อความเอาไว้ พร้อมหยิบกระเป๋าเพื่อใส่ของสำคัญลงไปจนหมด ค่อยมาที่ห้องของลูกสาวเก็บของเท่าที่จำเป็น
จากนั้นจึงลงไปข้างล่างโดยไม่รอเขาอีกต่อไป...
“ลุงโชติคะ พาไปโรงพยาบาลหน่อยค่ะ” บอกคนรถของบ้านขณะที่อุ้มลูกสาวให้ขี่หลัง หนูน้อยสะลึมสะลือเพราะฤทธิ์ยา ส่วนเธอก็พยายามประคับประคองสติตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ขนกระเป๋าไปไว้หลังรถสองใบ
เธอไม่ได้หยิบสิ่งของมีค่าที่ได้รับจากเขา นำมาเพียงของที่ตนซื้อใช้เองเท่านั้น ส่วนของลูกสาวก็เช่นเดียวกัน นำมาเพียงเสื้อผ้าที่จำเป็นกับหนังสือเรียน เพราะการหนีครั้งนี้คงไม่ใช่ตลอดไป เป็นเพียงการไปตั้งหลักเพื่อจะได้ตัดขาดจากเขาเท่านั้น
“ครับ”
พาหนะเคลื่อนตัวออกอย่างรวดเร็วเพื่อไปส่งคุณหนูของบ้านที่โรงพยาบาลให้ถึงมือหมอ โดยไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในอีกไม่ช้า...
หลังจากเข้าโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้บ้านก็ได้รับการตรวจจากคุณหมออย่างเร่งด่วน โชคดีที่เด็กหญิงไม่เป็นอะไรมากเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น ฉีดยาลดไข้แล้วให้พักผ่อนที่ห้องวีไอพีก็นอนหลับสบายไม่มีงอแงเลยสักนิด
เธอนั่งเฝ้าลูกไม่ไหวติง ยกมือกอดอกแล้วมองประตูห้องที่เปิดออกพร้อมอาการแตกตื่นของคนที่เพิ่งถึงบ้าน แล้วทราบข่าวจากแม่บ้านว่าบุตรสาวไม่สบายจนต้องเข้าโรงพยาบาล ชายหนุ่มไม่ได้เปลี่ยนชุดด้วยซ้ำก็รีบขับรถมายังสถานพยาบาลทันที
เขาเป็นหุ้นส่วนของโรงพยาบาลทุกอย่างจึงง่ายไปหมด เพียงแค่เห็นหน้าก็ทราบว่าชายหนุ่มเป็นใครจึงพาขึ้นมายังห้องที่ธารธารินทร์นอนพักรักษาตัว ดวงตาคมหันไปมองลูกน้อยที่หลับสนิทในชุดคนป่วย ก่อนหันมาสบตาภรรยาที่นิ่งเฉยไม่ได้ร้องไห้หรือวิ่งเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวแต่อย่างใด
นิ่งสงบและเยือกเย็นกว่าทุกครั้งจนคนมองถึงกับแปลกใจ แต่เขาเลือกจะเมินเฉยต่อพฤติกรรมของภรรยา ถามถึงอาการของลูกสาวแทน
“ลูกเป็นยังไงบ้าง”
“ไข้สูงค่ะแต่ตอนนี้ลดลงแล้ว” ยังยกมือกอดก่อนตอบตามที่ทราบจากหมอ มองชุดของเขาที่สวมเสื้อสูทหล่อเหลาก็แสยะยิ้มสมเพชตัวเอง หล่อนกระวนกระวายเรื่องลูกอยู่บ้าน เขากลับมีความสุขดินเนอร์หวานกับน้องภรรยา
กลืนก้อนสะอื้นลงคอขณะจ้องเขาไม่วางตา ชายหนุ่มก็มองเธอกลับเช่นเดียวกันพร้อมโยนความผิดทุกอย่างมาให้ปิ่นคีตา
“ทำไมไม่ดูแลลูกให้ดี งานก็ไม่ได้ทำอยู่บ้านอย่างเดียวก็น่าจะดูแลลูกได้ไม่ใช่เหรอ เอาเวลาไปทำอะไรหมด” ถ้าเป็นเมื่อก่อนหล่อนคงร้องไห้เสียใจฟูมฟายไปแล้ว แต่เพราะตอนนี้เหมือนมันชินจนหัวใจด้านชาไปแล้ว เส้นอดทนขาดลงพร้อมกับเธอที่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน
ลุกยืนเต็มความสูงก่อนเดินเข้ามาใกล้สามี แววตาที่มองเขาต่างจากทุกครั้งจนร่างสูงสัมผัสได้ เธอไม่ได้ตอบเขาแต่เลือกจะถามกลับแทน
“นั่นสิคะ...เอาเวลาไปทำอะไร” มองสามีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วค่อยกลับมาจ้องตาอีกรอบเหมือนย้ำเตือนเขาว่าคนผิดไม่ใช่เธอ ซึ่งร่างสูงก็พอจะรู้ตัวจึงหันไปมองลูกสาวแล้วลูบศีรษะมนอย่างแผ่วเบากลัวหนูน้อยจะตื่น
“ฉันมีงานต้องรีบเข้าบริษัท เธอก็อยู่ดูแลลูกที่นี่ หมอบอกไม่ใช่เหรอว่าพรุ่งนี้กลับบ้านได้แล้ว” หันมาสั่งเสียงเข้มโดยที่เธอตอบรับเขาเสียงเรียบ ไม่มีคำถามใดหรือสิ่งใดค้างคาในใจอีกต่อไป ทำเพียงแค่มองอีกฝ่ายคล้ายต้องการไล่เขาออกจากห้องให้เร็วที่สุด
“ค่ะ”
