บทนำ (๒)
ดวงตากลมเหลือบมองตามก่อนพบอีกฝ่ายที่กระโดดลงสระเป็นที่เรียบร้อย อุ้มเด็กหญิงขึ้นจากน้ำพร้อมวางลงบนพื้นริมสระ เขาเห็นว่าน้องสาวนอนนิ่งก็นึกเป็นห่วงจนต้องปั๊มหัวใจ โชคดีที่ไม่นานคนตกน้ำก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง
ปิ่นคีตานึกกลัวจนทำอะไรไม่ถูก มือเธอสั่นไปหมดกับอารมณ์ชั่ววูบที่ทำน้องตกสระน้ำจนเกือบกลายเป็นฆาตกร หวังพึ่งร่างสูงให้ช่วยปลอบตนกลับกลายเป็นสายตาคมดุที่มองมาอย่างที่ไม่เคยได้รับจากเขามาก่อน
“พี่ พี่แสน...” เรียกด้วยเสียงเบาหวิว ขณะที่เขาตวัดสายตากลับมามองหล่อนพร้อมลุกยืนเต็มความสูง ไม่ทันเหตุการณ์ก่อนหน้านี้แต่เห็นว่าหล่อนใช้มือผลักน้องสาวตกลงไปในสระทั้งที่รู้เต็มอกว่าปราณปรียาว่ายน้ำไม่เป็น
มือหนากำเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ไม่เชื่อคนรอบข้างที่บอกว่าปิ่นคีตาเป็นคนร้ายลึกชอบแกล้งน้องสาวมาตลอด เพราะเชื่อว่าคลุกคลีกับหล่อนจนเห็นนิสัยทั้งหมด แต่เหตุการณ์วันนี้บอกทุกอย่างว่าเขาโดนเธอเล่นละครใส่มานานเหลือเกิน
หญิงสาวแสนดีไม่มีอีกต่อไป...
“ทำบ้าอะไรของเธอน่ะ! นี่น้องสาวเธอนะ” ตะคอกใส่อีกฝ่ายจนสะดุ้ง เธอน้ำตาร่วงในทันทีเมื่อโดนเขาดุ ไม่เคยร้องไห้ให้คนอื่นเห็นเลยกระทั่งโดนบุพการีเมินเฉยหรือด่าทอก็ทำหน้าเย็นชามาตลอด แต่วันนี้เพียงแค่เขาพูดประโยคเดียวก็ทำเธอร้องไห้ในทันที
เพราะศตวรรษมีอิทธิพลต่อใจมากเกินไป...
“ปิ่นไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำจริงๆ นะ” พยายามแก้ไขความเข้าใจผิด แต่เขาก็ไม่เชื่ออีกต่อไปเมื่อมีเสียงของเด็กน้อยเอ่ยขึ้น
“พี่แสน...” คนที่ตกน้ำยังขวัญผวาจึงเรียกพี่ชายเหมือนต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เขาหันมองเธอพร้อมประคองคนตัวเล็กให้หยัดยืนด้วยความอ่อนโยน มองปราณปรียาเป็นน้องคนหนึ่งเพราะเห็นมานานตั้งแต่ตัวเล็กเท่าฝ่ามือจนเติบใหญ่จะเป็นนางสาวในปีข้างหน้า
“ไปนอนพักเถอะ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” ประคองน้องเข้าไปในบ้านโดยที่ร่างบางยังเดินตามมาดึงแขนเขาเอาไว้
“พี่แสน...ปิ่นไม่ได้ทำน้องจริงๆ นะ” ต้องการเรียกความเชื่อใจกลับคืนแต่เหมือนว่าเขาจะไม่มีให้หล่อนอีกต่อไป
“ต่อจากนี้อย่าเข้าใกล้ปราณอีก ต่างคนต่างอยู่ไปเลยยิ่งดี” กลัวว่าเธอจะหาเรื่องน้องอีกจึงสั่งเสียงเข้ม ใจคนฟังรวดร้าวยิ่งเห็นแววตาก็ของก็แสบไปถึงทรวงเมื่อเห็นว่าพี่แสนของหล่อนกำลังตราหน้าถึงความผิดครั้งนี้
แต่เธอไม่ได้ตั้งใจ...ไม่เลยสักนิด
“พี่แสนอย่าโกรธได้ไหม” อ้อนวอนเสียงเบาแล้วมองเขาทั้งน้ำตา
“อย่าโกรธปิ่นเลยนะ...” ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากแววตาของชายหนุ่มที่เปลี่ยนไป ยิ่งเห็นก็ยิ่งหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง รู้ว่าต่อจากนี้เรื่องทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอกำลังจะสูญเสียพี่ชายคนสำคัญตลอดกาล
“อือ” เขาตอบเสียงเบาในลำคอแล้วพาปราณปรียาเข้าบ้าน
ปล่อยร่างบางยืนมองแล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลไม่หยุด
นั่นคือรอยร้าวของความสัมพันธ์พวกเราสองคน พี่ชายใจดีที่มักมาเล่นกับเธอไม่มีอีกต่อไป หลงเหลือไว้เพียงความห่างเหินที่มากขึ้นทุกทีจนแทบกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเธอก็เลือกจะเข้าทำงานที่ธนาคาร เริ่มจากสอบเข้าตามปกติจนผ่านเข้ามาได้ ไม่ใช้เส้นของบิดาที่เป็นถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กระนั้นทุกคนก็ให้ความเกรงใจต่อหล่อนพอสมควรเพราะนามสกุลที่ต่อท้ายชื่อบอกหมดทุกอย่างแล้ว
การทำงานเหมือนเดิมทุกวันไม่ค่อยมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ชีวิตของเธอจึงซ้ำซากจำเจไม่เหมือนน้องสาวที่เลือกจะเรียนด้านดนตรีจนสามารถเข้าวงออร์เคสต้าของประเทศ มีชื่อเสียงโด่งดังแล้วสร้างสถาบันสอนดนตรีในวัยเพียงยี่สิบสามปีเท่านั้น
น้องสาวประสบความสำเร็จได้รับความรักจากคนรอบข้าง ต่างจากเธอที่ปลงกับทุกอย่างแล้วเลือกอยู่ลำพังไม่ขอไขว้คว้าความรักจากใครอีก
ข่าวคราวของศตวรรษยังเข้าหูตลอดแม้เขาจะไปเรียนต่างประเทศก็ตาม สองบ้านยังคงสนิทสนมกันเหมือนเดิม อาจเพราะแม่ของพวกเราเป็นเพื่อนกัน จึงอยากเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียว หมั้นหมายลูกชายลูกสาวเอาไว้หลายปี กระทั่งถึงแก่เวลาที่ควรเข้าพิธีวิวาห์เมื่อเขากลับมาอยู่ประเทศไทย
ได้พบกันอีกครั้งหัวใจเธอยังสั่นไหวเหมือนเดิม ไม่เคยลืมความรักที่มีต่อเขาได้เลย ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งมีเสน่ห์จนละสายตาได้ยาก แต่เธอก็ไม่อาจคิดเกินเลยกับว่าที่น้องเขยของตนได้อีก จึงพยายามเลี่ยงการพบหน้าหลายต่อหลายครั้ง
จนวันนี้ที่ผู้ใหญ่สองฝ่ายมาพูดคุยกันเรื่องงานแต่งเพราะอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าก็ถึงวันงานแล้ว เธอดื่มน้ำแล้วกำลังจะเข้าไปพักผ่อนในห้องของตน แต่พอเปิดเข้าไปกลับพูดชายหนุ่มที่ตนไม่อยากเจอหน้ากำลังถอดเสื้อผ้าอยู่ในห้อง ทำเอาเบิกตากว้างแล้วรีบปิดประตูลงกลอนกลัวคนเข้ามาเห็นภาพที่ไม่เหมาะสม
“ทำไมร้อนแบบนี้” เขาพึมพำแล้วถอดชุดออก
“พี่แสน...ทำไมมาอยู่ที่นี่” เธอเรียกเขาพร้อมเผยอปากกว้างยามเห็นเรือนร่างสมส่วนของชายหนุ่ม ร้อนวูบวาบทั่วสรรพางค์กายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“เธอ เธอทำบ้าอะไร” หันมามองร่างบางก่อนตะคอกเสียงดัง ใบหน้าฉายแววหงุดหงิดแต่ก็ไม่คิดจะหยิบเสื้อผ้ามาสวมเพราะเหมือนอยู่ท่ามกลางอากาศห้าสิบองศาแม้จะเปิดเครื่องปรับอากาศให้ความเย็นก็ไม่ช่วยเลยสักนิด
“ปิ่นมาเอาของ” คิดจะอธิบายแต่ก็รีบหลบสายตา เธอเองก็ร้อนเช่นเดียวกันอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะรักเธอเหรอ” เมื่อมองหญิงสาวแล้วสังเกตไปรอบห้องก็รู้ทันทีว่าเป็นแผนของอีกฝ่าย แล้วเขาก็ตกอยู่ในความเพลี่ยงพล้ำกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จ้องเธอนิ่งพร้อมความต้องการที่เพิ่มขึ้นยามเห็นใบหน้าสวยที่แก้มแดงก่ำ
ต้องยอมรับว่าเธอสวยจนเผลอมองอยู่นานหลายนาที ดวงตากลมกับจมูกโด่งและปากอวบอิ่มจิ้มลิ้ม ผิวขาวราวหยวกกล้วยกับกลิ่นหอมที่โชยมาจากร่างแบบบางทำเอาเจียนคลั่งแต่ก็ต้องอดทนเอาไว้
