บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 8 เริ่มไม่ปลอดภัย

ซูหลานวางตะกร้าลงที่หน้าประตูห้องโถงก่อนจะมองไปรอบ ๆ ด้วยความท้อใจ คืนนี้อย่างไรก็ต้องนอนที่นี่อีกคืน

‘แย่จริง’

“เดี๋ยวนะ...”

สายตาของนางสะดุดเข้ากับบางอย่างตรงเสาหักเก่า ๆ ที่ข้าง ๆ มีหม้อดินเก่า ๆ ใบหนึ่งฝังอยู่ในดินเกือบครึ่งใบ หากไม่สังเกตดี ๆ ก็คงคิดว่าเป็นเพียงก้อนดินก้อนหนึ่ง

ซูหลานเดินเข้าไปใช้มือปัดดินรอบ ๆ

“ยังใช้ได้อยู่”

นางลองเคาะดูสองสามครั้ง แม้ผิวด้านนอกจะมีคราบดินเกาะหนา แต่ตัวหม้อยังไม่แตกร้าว

กู้ฉางจิ่นเดินเข้ามามอง “หม้อใบนี้อยู่ตรงนี้ตั้งแต่วันที่พวกเรามาแล้วขอรับ”

“แล้วไม่มีใครเอาไปใช้หรือ”

เด็กชายส่ายหน้า

“มันฝังอยู่ในดิน พวกข้าคิดว่ามันคงแตกไปแล้วเอามาก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ขอโทษขอรับ”

ซูหลานหัวเราะ “คิดเช่นนั้นก็ไม่ผิด เอาไปล้างแถอะห้าใบไม้หลาย ๆ ใบกำไว้แล้วขัดทั้งนอกในให้สะอาดนะ คืนนี้พวกเราจะได้กินน้ำแกงกัน”

กู้ฉางจิ่นรับเอาหม้ออกไปที่ลำธารข้างวัด

“วันนี้ทำอะไรดี...”

นางมองของที่เก็บมา ผักป่า หัวมัน และหัวเทียนหมา

“คิดไม่ออกก็ต้มรวมกันเลยแล้วกัน”

นางใช้มีดเล็ก ๆ ของกู้ฉางเหยียน ค่อย ๆ ปอกหัวมัน หัวไชเท้า หัวเทียนหมา ก่อนหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ

ไม่นานกองไฟที่กู้ฉางเหยียนจุดก็ลุกโชนขึ้น ฉางจิ่นกลับมาพร้อมหมอสะอาดมีน้ำบรรจุมาเกือบเต็ม

ซูหลานหาหินที่มีขนาด ๆ เท่า ๆ กันมาวางเป็นสี่มุมก่อนวางหมอลงไป แม้ว่าน้ำจากลำธารไม่ควรนำมากิน แต่นางไม่มีทางเลือกแล้ว อย่างไรก็ต้องต้มให้น้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อ

นางนำหัวต่าง ๆ ใส่ลงในหม้อ พร้อมกัน ไฟใต้หม้อเริ่มลุกแรงขึ้นไม่นานน้ำในหม้อก็เริ่มเดือด

ปุด... ปุด...

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ค่อย ๆ ลอยออกมา เด็กทั้งห้าคนขยับเข้ามาใกล้ทีละคน กู้ฉางจิ่นสูดกลิ่นแล้วถาม

“หอมจังเลยขอรับ”

ซูหลานใช้ไม้คนหม้อช้า ๆ น้ำต้มใสเริ่มเปลี่ยนเป็นสีอ่อนจากหัวมัน นางก็ใส่ผักที่เก็บมาลงไปในห้อ รอไม่นานผักที่ต้มก็เปื่อย

เมื่ออาหารสุกซูหลานจึงตักแบ่งใส่ถ้วยเก่า ๆ ที่ยังพอใช้งานได้ นางแบ่งให้เด็กทั้งห้าคนก่อนแล้วจึงตักส่วนของตัวเอง

“ระวังร้อน”

กู้ฉางอู่รับถ้วยจากมือของนางด้วยสองมือ ก่อนจะก้มลงเป่าอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ร้อน...”

“ก็บอกแล้วให้ระวัง”

ซูหลานยื่นมือไปช่วยเป่าให้เขา เด็กน้อยเงยหน้ามองนางแล้วส่งยิ้มหวาน

“ท่านแม่กินด้วย”

“ได้ ๆ แม่จะกิน”

ซูหลานตักเข้าปากหนึ่งคำ รสชาติไม่อร่อยเลยสักนิด ไม่มีเนื้อ ไม่มีเครื่องปรุงดี ๆ มีเพียงผักป่า หัวมัน และหัวเทียนหมาที่ต้มรวมกัน ... จืดสนิท

แต่สำหรับเด็กทั้งห้าที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว นี่ก็ถือเป็นอาหารมื้อใหญ่ที่หาได้ยากในช่วงเดินทางเนรเทศ

กู้ฉางเฟิงกินไปได้ครึ่งถ้วยก็เงยหน้าขึ้น

“พรุ่งนี้พวกเราไปหาของกินอีกไหมขอรับ”

ซูหลานมองเขา

“ไปสิ”

เด็กทั้งห้าต่างยิ้มออกมา

เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังขึ้นในวัดร้าง ท่ามกลางแสงไฟจากกองไฟที่ส่องใบหน้าเด็กทั้งห้า ซูหลานมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกจุกในอก ถ้านางไม่ทะลุมิติมาเด็กพวกนี้จะเป็นอย่างไรนะ

‘ไม่คิดแล้วยังไงก็พยายามทำให้ดีที่สุดแล้วกัน’

ทันใดนั้นเสียงระบบก็ดังขึ้นในหัว

【ติ๊ง!】

【สมาชิกครอบครัวทั้งห้าคนได้รับอาหาร】

【ความผูกพันเพิ่มขึ้นตามความรู้สึกของสมาชิกแต่ละคน +1】

ซูหลานก้มมองเด็กทั้งห้า ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยกน้ำแกงขึ้นซดกลบเกลื่อนความพอใจ

หลังกินเสร็จก็มืดสนิท หากไม่มีกองไฟตรงหน้าคงมองไม่เห็นอะไรแล้ว วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันไม่นานเด็กทั้งห้าคนก็เริ่มง่วง

กู้ฉางอู่เป็นคนแรกที่ตาปรือ เด็กน้อยนั่งพิงแขนของซูหลานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนศีรษะเล็ก ๆ จะค่อย ๆ เอนลงมาบนตักนาง

“นอนเถอะ”

“...” เสียงตอบเบาจนแทบไม่ได้ยิน

ซูหลานยิ้มก่อนจะอุ้มเขาไปวางบนผ้าห่มเก่า ๆ ที่ปูไว้ด้านข้าง กู้ฉางอู่ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะคว้าชายเสื้อของนางเอาไว้

“แม่อยู่นี่ ไม่ไปไหน”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเด็กน้อยจึงยอมปล่อยมือแล้วหลับตาลง ไม่นานเสียงหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้น

กู้ฉางเฟิงที่เห็นน้องหลับก็เริ่มหาวตาม

“ข้าก็... ง่วงแล้ว”

“ข้าก็จะนอนแล้ว”

เด็กชายทั้งหลายล้มตัวลงข้างน้องเล็กอย่างไม่อิดออด กู้ฉางจิ่นเก็บถ้วยของตัวเองไปวางไว้ข้างหม้อ ก่อนจะเดินกลับมานั่งลง

“ท่านแม่ ข้าจะนอนแล้วนะขอรับ”

“อืม ไปนอนเถอะ”

เด็กชายพยักหน้าแล้วเอนตัวลง

เหลือเพียงกู้ฉางเหยียนกับกู้ฉางอันที่ยังนั่งอยู่ กู้ฉางอันเริ่มง่วงจนตาปรือ ส่วนกู้ฉางเหยียนยังคงมองกองไฟเงียบ ๆ

“พวกเจ้าไม่ง่วงหรือ” ซูหลานถาม

“ง่วงขอรับ”

“ถ้าง่วงก็นอนสิ”

เด็กชายมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าลุกไปนอนข้างน้อง ๆ

ไม่นานก็ได้ยินเสียงกรนเบา ๆ ออกมาจากกองเด็ก ๆ ที่นอนรวมกัน ซูหลานนั่งอยู่ข้างกองไฟเพียงลำพัง นางเติมฟืนลงไปอีกสองสามท่อน ก่อนทอดสายตามองเปลวไฟที่กำลังไหววูบ

ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

ตอนนี้พวกนางอยู่นอกกำแพงเมืองหนานจ้าว จะเข้าไปอยู่ในกำแพงที่ปลอดภัยก็ไม่ได้ จะอาศัยวัดร้างแบบนี้ไปตลอดก็ไม่ได้เช่นกัน

ซูหลานขมวดคิ้ว

ที่สำคัญคือพวกนางถูกยึดทรัพย์และถูกส่งตัวมาเป็นนักโทษเนรเทศ ต่อให้เข้าเมืองได้ในตอนกลางวัน แต่สุดท้ายก็ต้องออกนอกเมืองก่อนค่ำอยู่ดี

จะเช่าบ้านหรือซื้อที่ดินทางไหนก็ต้องใช้เงิน แค่คิดถึงเงินซูหลานก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาแล้ว

“มีระบบก็เหมือนไม่มี กว่าจะปลดล็อครางวัลได้สักอย่างไม่ง่ายเลยสักนิด”

นางหันไปมองเด็กทั้งห้า เด็กบางคนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเก่า ๆ บางคนกอดกันเองเพื่อคลายหนาว ส่วนกู้ฉางอู่ยังคงนอนซุกอยู่ไม่ไกลจากนาง ซูหลานมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคาง

เอาเถอะ ... ในเมื่อสวรรค์ส่งนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ทั้งยังโยนเด็กห้าคนมาให้ดูแลอีก ต่อจากนี้ก็คงต้องหาทางเอาตัวรอดกันไปทีละขั้น

“นอนให้พอพรุ่งนี้ถึงจะมีแรง ... ”

ซูหลานพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเอนตัวแล้วตาลงอีกครั้ง

รุ่งเช้า

ซูหลานตื่นขึ้นเพราะเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านนอก นางลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะพบว่าเด็กทั้งห้ายังคงนอนหลับอยู่

กองไฟเมื่อคืนมอดดับไปนานแล้ว เหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทา ซูหลานลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินออกไปดูด้านนอกวัด

แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นประตู เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังใกล้เข้ามา

“เร็วเข้า พวกเราพักที่นี่ก่อน!”

“ข้าเดินไม่ไหวแล้ว...”

“เข้าไปข้างในก่อน ค่อยคิดกันว่าจะไปต่ออย่างไร”

ไม่นานคนกลุ่มหนึ่งก็ทยอยเดินเข้ามาในวัดร้าง มีทั้งชายหญิงและเด็กปะปนกัน เสื้อผ้าของแต่ละคนล้วนเก่าและขาด บางคนสะพายห่อผ้า บางคนลากสัมภาระเก่า ๆ มาด้วย

ดูจากสภาพแล้วพวกเขาก็น่าจะเป็นผู้อพยพที่กำลังเดินทางเหมือนกัน หรือไม่ก็อาจเป็นนักโทษเนรเทศจากที่อื่น

ซูหลานไม่ได้กังวลใจมากนักแต่นางก็ไม่ประมาท มีคนเพิ่มขึ้นก็จริงแต่ตราบใดที่ต่างคนต่างอยู่ก็คงไม่มีปัญหา

นางหันกลับไปจับตัวเด็ก ๆ เขย่าแขนกู้ฉางเหยียนเบา ๆ

“พวกเจ้าตื่นได้แล้ว วันนี้ต้องเดินทางต่อ”

กู้ฉางเหยียนขยับตัวก่อนจะลืมตา เด็กชายลุกขึ้นมองไปทางประตู เห็นคนมากมายเข้ามาก่อนจะขมวดคิ้ว

‘นี่เขาหลับสนิทจนไม่รู้ตัวว่ามีคนเข้ามามากขนาดนี้’

ซูหลานเองก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ เพราะหลังจากคนกลุ่มนั้นเข้ามาในวัด สิ่งแรกที่พวกเขามองไม่ใช่ที่คนแต่เป็นตะกร้าของนาง

สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังผักป่า หัวมัน พลัมป่า และหัวเทียนหมาที่วางอยู่ด้านข้าง ซูหลานเดินไปหยิบตะกร้าขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ

“ท่านแม่...”

กู้ฉางจิ่นมองตามสายตาของคนเหล่านั้นก่อนจะขยับเข้ามาใกล้นาง

กู้ฉางเฟิงเองก็รีบเก็บพลัมป่าเข้าไปไว้ข้างตัว

ส่วนกู้ฉางเหยียนก้าวมาขวางหน้าน้อง ๆ โดยไม่รู้ตัว

ดูเหมือนเด็ก ๆ เองก็รู้สึกได้เหมือนกัน ว่าบรรยากาศกำลังเปลี่ยนไป ตอนแรกพวกคนเหล่านั้นมองเพียงเสบียง แต่ไม่นานสายตาของพวกเขาก็เริ่มเลื่อนจากตะกร้า มายังเด็กทั้งห้าและสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่ซูหลาน

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งมองเด็กทั้งห้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เด็กเยอะขนาดนี้เลย”

อีกคนหัวเราะเบา ๆ “เด็กก็ใช้แรงงานได้ไม่ใช่หรือ”

คำพูดนั้นทำให้ซูหลานรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว นางกำตะกร้าแน่นขึ้น ... แรงงานงั้นหรือพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่

กู้ฉางเหยียนเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจ เขารีบหันไปมองน้อง ๆ ก่อนจะพูดเสียงต่ำ

“ทุกคนอยู่ใกล้ท่านแม่ไว้”

เด็กทั้งสี่รีบขยับเข้ามา
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel