ตอนที่5
ตอนที่ 5
ขบวนรถม้าเคลื่อนที่ผ่านทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่ชายแดนต้าซ่งที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพรรณ เส้นทางคดเคี้ยวเล็กน้อย ทำให้ขบวนนำเสร็จนั้นช้าลง
ฉู่หว่านหนิงที่นั่งนิ่งอยู่ในรถม้ามานาน นางก็ค่อย ๆ ยกมือที่แห้งกร้านขึ้นปัดผ้าม่านของหน้าต่างรถม้าออก มองดูทิวทัศน์ด้วยสายตาเหม่อลอย ในลำคอแห้งผากจนไอออกมาสองสามครั้ง
นางรับรู้ถึงรสคาวขึ้นที่พุ่งขึ้นมาทว่ามีเพียงน้อยนิด จากการคำนวณแล้วยาพิษที่ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาประทานให้คงเป็นยาพิษอู่จิน ยาพิษชนิดนี้จะค่อย ๆ กัดกินอวัยวะภายในให้ค่อย ๆ สิ้นใจตายภายใน 10 วัน
ช่วงเวลา10วันนี้ การเดินทางของขบวนรับองค์หญิงก็คงจะถึงเมืองหลวงพอดี และเมื่อนางสิ้นใจก่อนเข้าวังฮ่องเต้ก็สามารถอ้างว่า องค์หญิงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางล้มป่วย และสิ้นใจเพราะอาการทรุดนัก
ฮ่องเต้ได้รับความเห็นใจจากเหล่าราษฎรและยังได้ทำตามคำทำนายอีกด้วย
ฉู่หว่านหนิงหัวเราะเยาะเบา ๆ ในใจ ชีวิตนี้ช่างทุกข์ทรมานนัก ทว่าก่อนตายนางยังอยากจะเอ่ยถามคนผู้นั้นอีกสักครั้งว่าเหตุใดเขาจึงผิดสัญญา
“องค์หญิง ด้านหน้านี้มีทุ่งดอกไม้ป่างดงามยิ่งนัก ท่านสนใจไปดูกับหม่อมฉันไหมเพคะ”
น้ำเสียงร่าเริงของกู้เหยียนหลินดังขึ้น ปลุกให้คนที่กำลังเหม่อลอยอยู่พลันได้สติ
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองสตรีร่างสูงโปร่งในชุดเกาะที่กำลังควบม้าอยู่ข้าง ๆ รถม้าของนาง ใบหน้างดงามในชุดเกาะสีดำนั้นช่างดูสดใสจนคนมองก็พลันเผลอยิ้มตาม
ฉู่หว่านหนิงยิ้มรับบาง ๆ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาที่เริ่มพร่ามัวของนางจ้องมองสตรีในชุดเกาะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“นั่งมานานแล้ว หากได้ออกไปเดินบ้างก็คงดีไม่น้อย”
“เพคะ”
กู้เหยียนหลินตอบด้วยรอยยิ้ม นางมองมายังสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าแววตาเต็มไปด้วยความนับถือ
นางเองก็ได้ยินเรื่องที่องค์หญิงเก้าฉู่หว่านหนิงยินยอมไปอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์กับเผ่าเทียนหลางมาบ้าง นางรู้สึกว่าองค์หญิงผู้นี้กล้าหาญและน่ายกย่องยิ่งนัก
ในฐานะองค์หญิงก็ถือว่ายอมสละความสุขของตนเองเพื่อราษฎร ช่างเป็นองค์หญิงที่น่านับถือ ในเมื่อนางได้รับเลือกมารับองค์หญิงกลับบ้าน นางก็จะทำให้เต็มที่ถึงแม้อาจชดเชยความทุกข์ที่พระนางไม่ได้แต่ได้ทำให้นางมีรอยยิ้มก็ยังดี
กู้เหยียนหลินยิ้มกว้างให้สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าก่อนจะหันกลับมาแล้วควบม้าวิ่งออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ไม่นานขบวนรถม้าก็หยุดลงกลางลานกว้างแห่งหนึ่ง เหล่าทหารในชุดเกาะเหล็กต่างวิ่งวุ่นประจำที่และสำรวจพื้นที่อยู่ครู่หนึ่ง
“องค์หญิง องค์หญิงเพคะ เชิญเพคะ”
น้ำเสียงของกู้เหยียนหลินดังขึ้นหน้ารถม้า
ฉู่หว่านหนิงที่นั่งนิ่งอยู่ในรถม้า เมื่อได้ยินเสียงเชิญชวนของนางก็ลุกขึ้นก้าวลงจากรถม้า ทว่าร่างกายของนางในยามนี้กลับรู้สึกอ่อนแรงยิ่งนัก ขณะกำลังจะก้าวลงไปด้านล่างก็พลันเสียหลักอย่างไม่ตั้งใจ
ทว่านางกลับไม่ได้ตกลงกระแทกพื้นหญ้า แต่กลับถูกรับไว้ในอ้อมแขนหนึ่ง ร่างบอบบางของฉู่หว่านหนิงสัมผัสได้ถึงความรัดแน่นของเจ้าของอ้อมกอดนั้น
ฉู่หว่านหนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พลันพบใบหน้าคมคายของมู่หานเซียวที่กำลังโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ดวงตาคู่สวยยกขึ้นมองดวงตาคมที่จ้องนางไม่วาง ในใจพลันรู้สึกว่าเขายังคงรักนางอยู่ ทว่าความคิดนั้นก็พลันดับลงเพราะเสียงเรียกหนึ่ง
“หานเซียว!”
น้ำเสียงกู้เหยียนหลินเต็มไปด้วยความตกใจ พร้อมกับร่างบางวิ่งตรงเข้ามาหาทั้งสอง
มู่หานเซียวค่อย ๆ ปล่อยร่างของฉู่หว่านหนิงลงด้วยท่าทีสงบนิ่ง เมื่อเขาหันกลับไปมองสตรีที่วิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าตกใจท่าทางของเขาก็กลับมาสงบนิ่งเย็นชาดังเดิม
“องค์หญิง! พระองค์เป็นอะไรหรือไม่เพคะ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายของกู้เหยียนหลินดังขึ้น เมื่อนางวิ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าทั้งสอง
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ข้าไม่เป็นไร”
กู้เหยียนหลินยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย นางเอ่ยขึ้น
“โชคดีที่ท่านพี่มาทัน”
กู้เหยียนหลินเอ่ยขึ้นพร้อมหันไปยิ้มให้มู่หานเซียวครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาหาองค์หญิงฉู่หว่านหนิงอีกครั้งแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“ไปเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันจะพาองค์หญิงไปดูทุ่งดอกไม้ที่ริมหน้าผานะเพคะ”
“อืม”
ฉู่หว่านหนิงตอบรับสั้น ๆ แล้วก้าวตามกู้เหยียนหลินไป
สายลมเย็นพัดต้องอาภรณ์ของฉู่หว่านหนิงให้ปลิวไหวเบา ๆ ด้านหน้านั้นเต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่งดงาม ที่นางไม่ได้เห็นมานาน ที่เผ่าเทียนหลางนั้นมีแต่ทุ่งหญ้าแห้งแล้ง แม้ภายในวังก็ไม่ได้มีดอกไม้หรือต้นไม้มากนัก
ฉู่หว่านหนิงเดินมาหยุดอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ กู้เหยียนหลินเดินตามมาหยุดอยู่ด้านหลังนางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“องค์หญิง งดงามหรือไม่เพคะ”
ฉู่หว่านหนิงหันกลับมามองนางแล้วยิ้มบาง ๆ นางไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงพยักหน้ารับช้า ๆ เท่านั้น สายตาของนางหันกลับมามองออกไปตามทิวทัศน์ด้านหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงของกู้เหยียนหลินดังขึ้นอีกครา ฉู่หว่านหนิงหันกลับไปมองตามเสียงนั้น
ภาพเบื้องหน้าคือ กู้เหยียนหลินที่กำลังวิ่งอย่างร่าเริง ใบหน้างดงามนั้นยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ส่วนด้านหลังนางก็คือมู่หานเซียวที่กำลังวิ่งไล่นางอยู่
“องค์หญิง”
น้ำเสียงร่าเริงของกู้เหยียนหลินดังขึ้น พร้อมกับวิ่งมาหาฉู่หว่านหนิงอย่างร่าเริง กู้เหยียนหลินที่กำลังวิ่งมาทางฉู่หว่านหนิงก็พลันยกมือขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“องค์หญิงท่านดูสิเพคะ ของรักของหวงของหานเซียวเขา แตะไม่ได้เลยเชียว”
กู้เหยียนหลินพูดไปพร้อมหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วหันกลับไปทำหน้าหยอกล้อคนหน้านิ่งที่วิ่งตามมาอย่างสนุกสนาน
ฉู่หว่านหนิงมองไปยังมือเรียวยาวที่กำลังชูถุงหอมใบเก่า ๆ ขึ้น เมื่อเห็นชัดเจนนางก็พลันชะงักไปเล็กน้อย ถุงหอมใบนี้เป็นของนางเอง รูปกระต่ายคู่บนถุงหอมนั้นนางใช้เวลาปักอยู่สามวันสามคืนจนมือขาวนวลนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลจากเข็ม
ถุงหอมลายกระต่ายคู่เป็นสิ่งที่นางมอบให้มู่หานเซียวเป็นของแทนใจตั้งแต่วันที่เขาสารภาพรักกับนาง บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาห้าปีแล้วไม่คิดว่าจะได้เห็นมันอีกครั้ง
“องค์หญิงดูสิเพคะ มันเก่ามากแล้ว”
กู้เหยียนหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อย ทว่ายังเต็มไปด้วยความหยอกล้อ นางวิ่งมาหยุดยืนเบื้องหน้าฉู่หว่านหนองพร้อมกับยื่นถุงหอมที่มีลายปักของกระต่ายคู่ออกมาเบื้องหน้า
ฉู่หว่านหนิงชะงักไปชั่วครู่ทว่าทันทีนั้น มือใหญ่ของมู่หานเซียวก็คว้ากลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วยัดมันใส่เข้าไปในอกเสื้อทันทีพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งเรียบ คิ้วเข้มของเขายังคงขมวดเล็กน้อย
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองไปยังอกเสื้อของมู่หานเซียวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“มันเก่าแล้วก็ทิ้งไปเถิด”
กล่าวจบ ฉู่หว่านหนิงก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วเดินกลับไปยังรถม้าด้วยท่าทางนิ่ง ๆ
กู้เหยียนหลินชะงักไปชั่วครู่เมื่อสัมผัสถึงความรู้สึกโศกเศร้าในน้ำเสียงนั้น นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันมามองมู่หานเซียวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาทำตาดุใส่นางทีหนึ่งแล้วหมุนกายจากไปทันที
กู้เหยียนหลินถอนหายใจออกมาอย่างงุนงง นางเพียงเห็นว่าองค์หญิงนั้นเศร้าเกินไปเลยหาเรื่องสนุกทำให้องค์หญิงยิ้มได้เท่านั้น
“เฮ้อ…”
นางถอนหายใจแล้วหันไปก้าวฉับ ๆ ตามหลังของทั้งสองคนไปทันที ในใจยังนึกสงสัยไม่หายว่าตนเองทำอะไรผิดกันแน่
…..
