#บทที่ 4 : บังคับขึ้นเตียง
สรรพสำเนียงเงียบงันไปในบัดดล ไม่มีคำถามซ้ำสอง ไม่มีเวลาให้ข้าได้กลั่นกรองคำตอบ
จ้าวเย่าเหยียนไม่รอคอย เขาเป็นบุรุษแห่งการกระทำ ไม่ใช่การสนทนา ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่น่าพรั่นพรึง กดทับร่างข้าที่ยังคงตกตะลึงจนจมลงไปกับฟูกนอนอันอ่อนนุ่ม ความหนักอึ้งและไออุ่นจากเรือนกายของเขาแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู ทำให้ข้าแทบหยุดหายใจ
สัญชาตญาณของปีศาจกรีดร้องเตือนภัย ข้าดิ้นรนอย่างเต็มกำลัง สองมือเล็กๆ ยันแผงอกแกร่งราวกับหินผาของเขาไว้ ปลายเล็บที่ซ่อนอยู่จิกเกร็ง ทว่าพละกำลังของเขานั้นมหาศาลเกินกว่าที่ร่างมนุษย์ชั่วคราวของข้าจะต้านทานได้ ข้อมือทั้งสองข้างถูกรวบขึ้นไปตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียวของเขาอย่างง่ายดาย
“ปล่อยข้า” ข้าเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามบิดตัวหนี แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับยิ่งทำให้ผิวกายของเราเสียดสีกันมากขึ้น กลิ่นกายของเขาที่เคยหอมกรุ่นจางๆ บัดนี้กลับเข้มข้นขึ้นจนมึนเมา มันคือกลิ่นของอำนาจ ของไม้จันทน์หอม และมีกลิ่นอายจางๆ ของเหล็กเจือปนอยู่ด้วย
นัยน์ตาสีนิลของเขาจ้องลึกลงมาในดวงตาของข้า ในความมืดสลัวของห้องนอนที่อาศัยเพียงแสงเทียนเล่มเล็ก แววตาของเขามิได้ฉายแววพิศวาส หากแต่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้แบบนักล่าที่กำลังพิจารณาเหยื่อ มันเป็นสายตาที่ประเมินค่า ไม่ได้ชื่นชม
“เจ้าเข้ามาในตำหนักข้าได้อย่างไร” เสียงของเขายังคงทุ้มต่ำ แต่บัดนี้กลับแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบที่เสียดแทงกระดูก “ใครส่งเจ้ามา”
คำพูดของเขาทำให้ข้าชะงักไปชั่วครู่ ข้าคือปีศาจแมวที่เดินตามกลิ่นปราณของเขาเข้ามาเอง จะให้ตอบว่าอย่างไรเล่า
เมื่อเห็นข้าเงียบงัน ริมฝีปากหยักได้รูปของเขาก็เหยียดออกเล็กน้อย “คิดจะใช้มารยาหญิงลอบสังหารข้าอย่างนั้นรึ ความคิดของเจ้าช่างตื้นเขินสิ้นดี”
เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดพวงแก้มทำให้ข้าสะท้านไปทั้งร่าง ข้าพยายามเบือนหน้าหนี แต่ลำคอระหงกลับถูกนิ้วแกร่งของเขาเชยขึ้นมาให้สบตากันตรงๆ สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน มันไม่ได้นุ่มนวล แต่ก็ไม่ถึงกับรุนแรง เป็นสัมผัสที่บ่งบอกถึงการควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบ
“ตอบข้ามา หรืออยากให้ข้าใช้วิธีของข้าเค้นความจริงออกมาจากปากเจ้า”
แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันหนักหน่วงเสียจนอากาศรอบกายข้าเบาบางลง ข้าไม่ใช่สตรีผู้สูงศักดิ์ที่อ่อนแอ แต่ในยามนี้ ข้ากลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นเพียงลูกกวางตัวน้อยที่กำลังเผชิญหน้ากับราชสีห์เจ้าป่า
แต่ไป๋หลิวหลีผู้นี้ไม่เคยยอมจำนนต่อใครง่ายๆ
ข้ารวบรวมพลังปราณอันน้อยนิดที่เพิ่งได้มาจากการบำเพ็ญเพียร พุ่งเข้าไปที่ดวงตาสีเลือดของข้า หวังจะใช้มนตร์สะกดให้เขาคลายมือออก ทว่าทันทีที่พลังของข้าสัมผัสกับไอพลังที่วนเวียนอยู่รอบกายเขา มันกลับถูกสลายไปในพริบตาเหมือนเกล็ดหิมะที่ตกลงบนกองไฟ
จ้าวเย่าเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเย็นชากลับฉายแววประหลาดใจระคนสนุกสนานมากกว่าเดิม “น่าสนใจ เจ้าไม่ใช่แค่นักฆ่าธรรมดา แต่ยังมีวิชาปีศาจติดตัวมาอีกด้วย”
เขารู้ได้อย่างไร หรือว่าบุรุษผู้นี้
ความคิดของข้ายังไม่ทันจะจบลงดี ข้าก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานอันแปลกประหลาดที่เริ่มไหลเวียนออกจากร่างของเขา มันแตกต่างจากปราณสังหารที่แหลมคมและเกรี้ยวกราดที่ข้าเคยสัมผัสที่ลานประหารโดยสิ้นเชิง
นี่คือพลังหยางอันบริสุทธิ์
มันคือกระแสธารแห่งชีวิตที่อบอุ่นและทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้ ไออุ่นนี้ไหลผ่านจุดที่ร่างกายของเราสัมผัสกัน ซึมซาบเข้ามาในร่างของข้าอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง มันเหมือนกับน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนผืนดินที่แห้งแล้งมานานปี ทุกหยาดหยดของมันช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างตบะของข้าให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
ความรู้สึกนี้ มันดีกว่าการดูดกลืนวิญญาณของผู้ที่กำลังจะตายเสียอีก
วิญญาณเหล่านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความแค้น และความสิ้นหวัง การดูดกลืนมันเข้ามาไม่ต่างจากการกินอาหารที่เน่าเสีย แม้จะให้พลังงาน แต่ก็ทิ้งสิ่งสกปรกตกค้างไว้ในร่าง แต่พลังหยางของบุรุษผู้นี้กลับบริสุทธิ์ผุดผ่อง มันสะอาดและเปี่ยมด้วยพลังชีวิตที่แท้จริง
การต่อต้านขัดขืนของข้าค่อยๆ อ่อนแรงลงโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณของปีศาจที่มุ่งแสวงหาพลังกำลังเข้าครอบงำเหตุผลของข้าทีละน้อย ร่างกายที่เคยเกร็งแน่นเริ่มผ่อนคลายลงอย่างช่วยไม่ได้
จ้าวเย่าเหยียนสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของข้าได้อย่างชัดเจน แววตาของเขายิ่งทอประกายลึกล้ำขึ้นไปอีก เขายังคงไม่พูดอะไร แต่ค่อยๆ โน้มตัวลงมาอีกจนใกล้ขึ้น และใกล้ขึ้น
จนกระทั่งปลายจมูกของเราเกือบจะสัมผัสกัน
ลมหายใจของเขาข้าสัมผัสได้ถึงมันอย่างชัดเจน ทุกลมหายใจเข้าออกของเขาอัดแน่นไปด้วยแก่นแท้ของพลังหยางบริสุทธิ์ มันคือขุมทรัพย์ล้ำค่าที่ปีศาจทุกตนบนโลกใบนี้ต่างใฝ่ฝันหา หากได้หลอมรวมกับลมหายใจนี้
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางใจ
ข้าจะสามารถบำเพ็ญเพียรได้เร็วกว่าเดิมนับร้อยนับพันเท่า ร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
ความโลภและความปรารถนาอันแรงกล้าฉายชัดออกมาทางดวงตาสีเลือดของข้าอย่างไม่อาจปิดบัง สัญชาตญาณดิบสั่งให้ข้าทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้พลังนั้นมา จ้าวเย่าเหยียนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่บุรุษที่น่าหวาดหวั่นอีกต่อไป แต่เขาคือโอสถทิพย์ชั้นเลิศ คือยาวิเศษที่จะทำให้ข้าบรรลุเป้าหมายได้ในชั่วพริบตา
เมื่อเห็นว่าข้าหยุดดิ้นรนแล้ว จ้าวเย่าเหยียนจึงคลายมือที่จับข้อมือของข้าออกเล็กน้อย แต่ยังไม่ปล่อยให้เป็นอิสระ เขายังคงกักขังข้าไว้ใต้ร่างของเขาอย่างสมบูรณ์
“ว่าอย่างไร” เขากระซิบถาม ชิดริมฝีปากของข้าจนรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อน “จะบอกข้าได้หรือยังว่าเจ้าเป็นตัวอะไร”
แทนที่จะตอบคำถาม ข้ากลับทำในสิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็ยังคาดไม่ถึง
ข้าหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับเขา
ในวินาทีที่ลมหายใจของเราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โลกทั้งใบของข้าก็พลันสว่างวาบขึ้นมา กระแสพลังหยางอันมหาศาลไหลบ่าทะลักเข้ามาในร่างของข้าดุจเขื่อนแตก มันเป็นความรู้สึกที่ทรงพลังและหอมหวานจนแทบทำให้สติของข้าดับวูบไป พลังปราณที่เคยมีอยู่เพียงน้อยนิดในร่างของข้าถูกกระตุ้นให้เดือดพล่านและขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เส้นลมปราณที่เคยติดขัดกลับถูกทะลวงจนหมดสิ้น ความรู้สึกอิ่มเอมซาบซ่านไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย มันคือความสุขสมบูรณ์แบบที่การกลืนกินวิญญาณร้อยดวงพันดวงก็มิอาจเทียบเทียมได้
ข้าเผลอครางออกมาเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ ลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ลืมความเย่อหยิ่ง ลืมความหวาดระแวง ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง เหลือเพียงความต้องการที่จะได้สัมผัสกับรสชาติอันแสนวิเศษนี้อีกและอีก
ข้าลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีเลือดของข้าบัดนี้ฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำใส แตกต่างจากแววตาแข็งกร้าวในตอนแรกโดยสิ้นเชิง ข้าจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะรวบรวมสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ “ท่านคือ”
“ข้าคือจ้าวเย่าเหยียน ชินอ๋องแห่งแคว้นนี้” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แววตาที่มองข้ากลับเปลี่ยนไป มันมีความพึงพอใจฉายอยู่ในนั้น ราวกับว่าปฏิกิริยาของข้าเป็นสิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ “และจากนี้ไป เจ้าคือของของข้า”
คำประกาศิตนั้นดังก้องอยู่ในหัวของข้า ข้าควรจะโกรธ ควรจะปฏิเสธ แต่ร่างกายของข้ากลับทรยศ มันยังคงโหยหาไออุ่นและพลังจากเขาไม่หยุดหย่อน การหลอมรวมลมหายใจเพียงครั้งเดียวนั้นราวกับยาเสพติดชั้นเลิศ มันทำให้ข้าถอนตัวไม่ขึ้นอีกต่อไปแล้ว
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของเราสองคนที่ประสานกันเป็นจังหวะ และเสียงหัวใจของข้าที่เต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก
เขาไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น เพียงแค่กักขังข้าไว้ใต้ร่างและจ้องมองข้าราวกับกำลังศึกษาของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจ เขากำลังรอ รอให้ข้ายอมจำนนโดยสิ้นเชิง
และข้าก็รู้ดีแก่ใจว่าข้าพ่ายแพ้แล้ว
พ่ายแพ้ให้กับพลังหยางอันหอมหวานของเขา พ่ายแพ้ให้กับสัญชาตญาณของปีศาจที่อยู่ในตัว
ข้าค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเชื่องช้า ความแข็งกร้าวทั้งหมดสลายไป เหลือเพียงความอ่อนระทวยอยู่ภายใต้อาณัติของเขา
“ข้าชื่อหลิวหลี” ในที่สุดข้าก็เอ่ยชื่อของตนเองออกไป เสียงของข้าแผ่วเบาราวกระซิบ
จ้าวเย่าเหยียนยิ้ม เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่เด็ดขาดและงดงามอยู่ในที “หลิวหลีอย่างนั้นรึ ชื่อไม่เลว”
เขาผละออกจากตัวข้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้ลุกขึ้นไปไหน เพียงแค่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นนอนตะแคงข้าง เท้าแขนกับหมอนแล้วจ้องมองข้าที่ยังคงนอนหอบหายใจอยู่บนเตียง “ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็อยู่ที่นี่เถอะ”
มันไม่ใช่คำขอร้อง แต่เป็นคำสั่ง
ข้าขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ผ้าห่มที่ปิดบังร่างกายเอาไว้บัดนี้กลับหลุดร่วงลงไปเล็กน้อยเผยให้เห็นหัวไหล่ขาวเนียน ผมยาวสลวยยุ่งเหยิงเล็กน้อย ข้ากอดตัวเองไว้ พยายามตั้งสติกับสถานการณ์ที่พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว
“เหตุใดข้าต้องเชื่อฟังท่าน” ข้าถามกลับไป แม้จะรู้ว่ามันเป็นคำถามที่โง่เขลาก็ตาม
ชินอ๋องหัวเราะในลำคอเบาๆ “เพราะเจ้าต้องการพลังจากข้า”
คำพูดของเขาแทงใจดำข้าอย่างจัง เขารู้ เขารู้มาตลอดว่าข้าปรารถนาสิ่งใดจากตัวเขา
“และข้าก็เพิ่งค้นพบว่าไอเย็นจากตัวเจ้า ทำให้ปราณสังหารที่เดือดพล่านในกายข้าสงบลงได้” เขาพูดต่อ ดวงตาคมกริบจ้องมองข้าราวกับจะมองทะลุไปถึงวิญญาณ “เราต่างก็เป็นประโยชน์ให้แก่กันและกันไม่ใช่หรือ”
ข้านิ่งอึ้งไป นี่คือเหตุผลที่เขาสัมผัสตัวข้าอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เพราะตัณหาราคะ แต่เพื่อทดสอบบางอย่าง ไอเย็นจากร่างปีศาจของข้าสามารถบรรเทาปราณสังหารที่รุนแรงของเขาได้จริงๆ ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันสิ้นดี ปีศาจที่โหยหาพลังชีวิต กลับกลายเป็นยาถอนพิษให้กับบุรุษผู้เปี่ยมด้วยพลังชีวิตเสียเอง
“ต่อจากนี้ไป เจ้าจะเป็นแมวของข้า” จ้าวเย่าเหยียนเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับภูผา “อยู่ข้างกายข้า ทำในสิ่งที่ข้าสั่ง แล้วเจ้าจะได้ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ”
เขาเหยียดตัวนอนลงบนเตียงกว้างอย่างสบายอารมณ์ ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมกาย แล้วตบลงบนพื้นที่ว่างข้างๆ ตัวเขาเบาๆ เป็นการเชื้อเชิญที่ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ
ข้ามองเขาด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเปกันไปหมด ทั้งความหวาดระแวง ความลังเล และความปรารถนาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ สุดท้ายสัญชาตญาณก็เป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง
ข้าขยับกายเข้าไปนอนลงข้างๆ เขาอย่างเชื่องช้า แต่เว้นระยะห่างเอาไว้พอสมควร ไออุ่นจากร่างของเขายังคงแผ่มาถึง ทำให้ร่างกายของข้าสั่นสะท้านด้วยความปีติยินดี
ภายในห้องอันเงียบสงัด ข้าได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางแสงสว่างเล็กน้อยจากพระอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา
“เข้ามาใกล้กว่านี้”