บท
ตั้งค่า

#บทที่ 5 : บำเพ็ญเพียรผ่านรสราคะ

เสียงของเขาเปรียบดั่งโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น มันทั้งดึงและรั้ง ข้าขยับกายอย่างอ้อยอิ่ง เคลื่อนตัวผ่านผืนแพรไหมอันเย็นเยียบเข้าไปในอาณาเขตของเขาในที่สุด สัมผัสแรกคือไออุ่นที่แผ่ออกจากร่างสูงใหญ่ มันไม่ใช่ความอบอุ่นที่นุ่มนวล แต่เป็นความร้อนระอุที่ซ่อนเร้นพลังทำลายล้างไว้ภายใน ดั่งใจกลางของภูเขาไฟที่รอวันปะทุ

กลิ่นกายของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงกลิ่นไม้จันทน์และกลิ่นโลหะจางๆ อย่างที่เคยได้กลิ่นในตอนแรก แต่บัดนี้มันมีกลิ่นอายของพงไพรยามราตรี ปราณมังกรที่ซ่อนเร้นอยู่ในสายเลือดของเชื้อพระวงศ์ตระกูลจ้าวถูกปลุกเร้าขึ้นมา มันคือกลิ่นแห่งอำนาจอันบริสุทธิ์ กลิ่นที่ทำให้ปีศาจชั้นต่ำต้องค้อมศีรษะ แต่สำหรับข้าแล้ว มันคือสุราทิพย์ชั้นเลิศที่กระตุ้นให้ทุกอณูในร่างสั่นระริกด้วยความอยากกระหาย

จ้าวเย่าเหยียนพลิกกายเล็กน้อย แขนข้างหนึ่งของเขาวางพาดลงมาที่เอวของข้าอย่างเป็นธรรมชาติ น้ำหนักของมันไม่มากนักแต่กลับทำให้ข้าไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ราวกับถูกขุนเขาทั้งลูกกดทับไว้ ผิวของเขาร้อนจัดเมื่อสัมผัสกับผิวของข้าผ่านเนื้อผ้าบางเบา ความร้อนนั้นแทรกซึมผ่านเข้ามาในร่างกาย ปลุกเร้าพลังปีศาจในตัวของข้าให้ตื่นตัวอย่างเต็มที่

ข้าหลับตาลง พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมสัญชาตญาณดิบของตนเอง ข้าเริ่มต้นโคจรลมปราณอย่างเงียบเชียบ ดูดซับกระแสปราณสุริยันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างช้าๆ ทีละนิดๆ เหมือนแมวขโมยที่ย่องเข้าไปในห้องเก็บสมบัติ ค่อยๆ ลักลอบหยิบฉวยของมีค่าทีละชิ้นด้วยความระมัดระวัง

ทว่าแหล่งพลังงานที่อยู่ข้างกายข้านั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเปรียบได้กับห้องเก็บสมบัติ มันคือมหาสมุทรแห่งพลังงานที่ไร้ขอบเขต การลักลอบดูดซับทีละน้อยของข้าเป็นเพียงการตักน้ำหนึ่งขันออกจากทะเลสาบอันกว้างใหญ่

ทันใดนั้น ร่างสูงใหญ่ก็ขยับอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้เพียงแค่พาดแขน แต่กลับรวบร่างของข้าเข้าไปไว้ในอ้อมกอดของเขาอย่างแนบแน่น ใบหน้าของข้าซบลงบนแผ่นอกที่แข็งแกร่งราวกับแผ่นศิลา เสียงหัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นดังอยู่ในโสตประสาท มันคือเสียงกลองศึกที่ปลุกให้เลือดในกายข้าเดือดพล่าน

“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่” เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นข้างใบหู ลมหายใจอุ่นชื้นของเขาเป่ารดต้นคอของข้าจนขนลุกชัน

หัวใจของข้ากระตุกวูบ เขารู้ เขารู้สึกได้ถึงการกระทำอันเล็กน้อยของข้า

ข้าแข็งทื่อไปชั่วขณะ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ทว่าความปรารถนาในพลังของเขามันรุนแรงเกินกว่าจะหยุดยั้งได้ ข้าตัดสินใจเสี่ยง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างเปิดเผย ดูดเอาไออุ่นแห่งชีวิตจากลมหายใจของเขาเข้ามาอย่างเต็มปอด กระแสพลังงานที่เข้มข้นกว่าเดิมหลายสิบเท่าไหลบ่าเข้าสู่ร่างของข้าทันที

ร่างของข้าสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความรู้สึกนี้มันเกินกว่าคำว่าปีติยินดี มันคือความสมบูรณ์แบบที่เติมเต็มทุกช่องว่างในจิตวิญญาณ ดั่งรากไม้ที่แห้งผากมานานนับปีได้พบกับสายฝนแห่งวสันตฤดู รากเหง้าพลังของข้าหยั่งลึกลงในมหาสมุทรพลังของเขาอย่างตะกละตะกลาม ดูดกลืนทุกหยาดหยดอย่างไม่รู้จักพอ

จ้าวเย่าเหยียนนิ่งเงียบไป แต่ข้ารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อทุกมัดบนร่างกายของเขาที่เกร็งขึ้น อ้อมแขนของเขารัดแน่นขึ้นจนกระดูกของข้าแทบจะแหลกละเอียด ข้าได้ยินเสียงลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเขากลับไม่ได้ผลักไสข้าออกไป ตรงกันข้าม เขากลับกดร่างของข้าให้แนบชิดยิ่งขึ้นไปอีก ราวกับต้องการจะหลอมรวมร่างของเราให้เป็นหนึ่งเดียว

“ปีศาจน้อยเจ้าช่างโลภมากนัก” เขากระซิบพูด น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน แต่ก็เจือปนไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจมันได้ แต่ก็คล้ายว่าจะเป็นความพึงพอใจ

วินาทีนั้นเอง เขาก็พลิกร่างของข้าให้นอนหงายอยู่ใต้ร่างของเขาอีกครั้ง ดวงตาสีนิลของเขาในความมืดนั้นลุ่มลึกดุจห้วงอเวจี มันสะท้อนภาพของข้าที่กำลังหอบหายใจด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ เขาโน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากของเขาประทับลงบนริมฝีปากของข้าอย่างแม่นยำ

มันไม่ใช่จุมพิตที่อ่อนหวาน แต่เป็นการช่วงชิงและการครอบครองอย่างสมบูรณ์แบบ เขามอบลมหายใจที่เปี่ยมด้วยพลังหยางให้แก่ข้าโดยตรง ขณะเดียวกันก็สูบเอาไอเย็นแห่งพลังปีศาจออกจากร่างของข้าไปเช่นกัน พลังหยินและหยางหมุนวนอยู่ระหว่างเราสองคน ก่อเกิดเป็นพายุพลังงานที่มองไม่เห็น มันรุนแรงจนทำให้สติสัมปชัญญะของข้าเริ่มเลือนราง

ข้ารู้สึกราวกับร่างกายกำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ พลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในกายมันมากเกินกว่าที่ร่างปีศาจซึ่งบำเพ็ญตบะมาเพียงน้อยนิดของข้าจะรับไหว ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วทุกเส้นสายเลือด แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกซาบซ่านอันน่าประหลาดก็แผ่กระจายไปทั่วร่าง มันคือความเจ็บปวดที่มาพร้อมกับความสุขล้ำลึก เป็นการทำลายล้างเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ทันใดนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงที่กลางแผ่นหลังของข้า

“กรี๊ด!!!!”

ข้าเผลอกรีดร้องออกมาเสียงหลง จิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาจนรู้สึกได้ถึงเลือดอุ่นๆ ที่ซึมออกมา ร่างของข้าเกร็งกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ความเจ็บปวดนั้นราวกับมีเหล็กร้อนแดงถูกนาบลงมาบนผิวหนัง มันทั้งร้อนและทรมานจนแทบทนไม่ไหว

จ้าวเย่าเหยียนผละริมฝีปากออก แต่ยังคงกักขังข้าไว้ใต้ร่างของเขา เขามองข้าที่กำลังดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

“เกิดอะไรขึ้น” เขาถามเสียงเรียบ แต่ข้าสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในน้ำเสียงนั้น

ข้าไม่มีแรงที่จะตอบ ทำได้เพียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังค่อยๆ บรรเทาลง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกร้อนผ่าวระอุ คล้ายกับมีถ่านไฟวางอยู่บนผิวหนัง ข้าพยายามจะพลิกตัวเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ถูกเขากดไว้แน่น

“อยู่นิ่งๆ” เขาสั่ง แล้วใช้มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้ร่างของข้า สัมผัสกับแผ่นหลังบริเวณที่เพิ่งเกิดความเจ็บปวดขึ้น นิ้วของเขาลากไล้ไปบนผิวของข้าอย่างแผ่วเบา แต่กลับทำให้ข้าสะท้านไปทั้งร่าง

วินาทีที่นิ้วของเขาสัมผัสกับผิวบริเวณนั้น ความรู้และความเข้าใจบางอย่างก็พลันปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของข้าอย่างฉับพลัน มันคือความรู้ที่ติดตัวมากับสายเลือดของเผ่าพันธุ์แมวกลืนวิญญาณ เป็นข้อมูลที่ถูกปลดผนึกออกมาเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยพลังหยางที่บริสุทธิ์และเข้มข้นถึงขีดสุด

ภาพของดอกมู่ตันสีแดงสดราวกับโลหิตปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของข้า มันคือรอยสักอาคมที่ถูกประทับลงบนแผ่นหลังของข้าด้วยพลังงานที่เพิ่งดูดกลืนเข้ามา มันคือเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาและเป็นเครื่องเตือนเวลา

ดอกมู่ตันดอกนี้จะค่อยๆ ผลิบานขึ้นทีละกลีบในทุกครั้งที่ข้าดูดกลืนพลังหยางบริสุทธิ์เพื่อบำเพ็ญเพียร หากมันเบ่งบานจนเต็มดอกก่อนถึงคืนจันทราสีเลือดในอีกไม่ช้า ข้าจะสามารถสลัดร่างปีศาจและกลายเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์

แต่หากหากดอกมู่ตันยังบานไม่เต็มดอกเมื่อถึงคืนนั้น รอยสักนี้จะสูบเอาสติปัญญาและความทรงจำทั้งหมดของข้าไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงร่างกายของปีศาจแมวที่ดุร้ายและไร้ซึ่งความคิด เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานที่ทำตามสัญชาตญาณไปตลอดกาล

ความเย็นเยียบแล่นจับขั้วหัวใจ ความกลัวอันเยียบเย็นเข้าแทนที่ความซาบซ่านที่เคยรู้สึกจนหมดสิ้น นี่คือราคาที่ต้องจ่ายอย่างนั้นหรือ? เส้นทางสู่การเป็นมนุษย์ของข้าถูกผูกติดอยู่กับบุรุษผู้นี้โดยสิ้นเชิง และมันยังเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต หากข้าทำไม่สำเร็จชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้าก็เลวร้ายยิ่งกว่าความตายเสียอีก

ข้านอนนิ่งอยู่ใต้ร่างของเขา ร่างกายอ่อนแรงลงอย่างฉับพลัน ความปรารถนาอันแรงกล้าเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสับสนและหวาดหวั่น ข้ามองเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา ในที่สุดข้าก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า จ้าวเย่าเหยียนไม่ได้เป็นเพียง ‘แหล่งอาหาร’ ชั้นเลิศสำหรับข้าอีกต่อไป

แต่เขาคือชีวิตและความตายของข้า

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของเราสองคนที่ยังคงดังอยู่ จ้าวเย่าเหยียนยังคงไม่ขยับไปไหน สายตาของเขายังคงจ้องมองข้าราวกับจะค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง

ในที่สุด เขาก็เป็นฝ่ายขยับตัว เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างที่เปลือยเปล่าของข้าจนถึงลำคอ การกระทำนั้นดูอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด ขัดกับบุคลิกที่โหดเหี้ยมของเขาไปโดยสิ้นเชิง

เขามองข้าที่นอนนิ่งราวกับตุ๊กตาผ้าที่ไร้วิญญาณ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับก้องกังวานอยู่ในหัวของข้า

“รอยนั่นคืออะไร”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel