#บทที่ 3 : ปราณทะลักคืนจันทร์เพ็ญ
ราตรีล่วงเข้าสู่ยามจื่อ แสงจันทร์นวลกระจ่างสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆา ทาบทอลงบนพื้นห้องจนเกิดเป็นเงาตะคุ่มพร่าเลือน คืนนี้เป็นคืนจันทร์เพ็ญเต็มดวง พลังแห่งหยินแผ่ไพศาลถึงขีดสุด ปกคลุมสรรพสิ่งใต้หล้าไว้ในม่านหมอกสีเงินยวง
ข้าซึ่งขดตัวหลับใหลอยู่บนแผ่นอกกว้างของจ้าวเย่าเหยียน พลันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในกายของบุรุษใต้ร่าง พลังปราณสังหารที่เคยสงบนิ่งดุจผืนน้ำในบ่อลึก บัดนี้กลับปั่นป่วนราวกับมหาสมุทรที่กำลังจะเกิดพายุขึ้นมาอีกครั้ง มันวนเวียนอยู่ภายในเรือนกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง คล้ายมังกรคะนองที่ถูกกักขังไว้ในกรงแคบ รอวันที่จะทะยานออกมาอาละวาด
สัญชาตญาณของปีศาจกระซิบเตือนให้ข้าถอยห่าง แต่ในขณะเดียวกัน ความหิวกระหายในพลังอันโอชะก็รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ พลังปราณของเขาในยามนี้เข้มข้นและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าที่ข้าเคยสัมผัสมาตลอดหลายราตรี มันเปรียบได้กับสุราหมักบ่มนับร้อยปีที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนมิอาจต้านทาน
ข้าหลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปในวังวนแห่งพลังนั้นอย่างไม่รู้ตัว เริ่มดูดซับไอสังหารที่รั่วไหลออกมาจากร่างของเขาอย่างช้าๆ ทีละน้อย ดุจผึ้งน้อยที่ค่อยๆ เก็บเกี่ยวน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ แรกเริ่มมันเป็นเพียงกระแสธารอุ่นๆ ที่ไหลเข้าสู่ร่าง มอบความรู้สึกซาบซ่านและอิ่มเอมไปทั่วทุกอณูวิญญาณ ตบะที่ข้าบำเพ็ญมาตลอดหลายเดือนพลันเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ทว่าความอิ่มเอมนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เมื่อพลังปราณของจ้าวเย่าเหยียนที่ได้รับอิทธิพลจากจันทราเต็มดวงเกิดการทะลักทลายอย่างฉับพลัน
มันไม่ได้เป็นเพียงกระแสธารอีกต่อไป แต่กลายเป็นคลื่นทะเลขนาดมหึมาที่โหมซัดเข้าใส่ร่างแมวตัวน้อยของข้าอย่างไม่ปรานี ร่างกายของข้าสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับใบไม้ต้องพายุ พลังมหาศาลเกินกว่าที่กายปีศาจระดับล่างจะรองรับไหวอัดแน่นเข้ามาในทุกเส้นสายของดวงจิต ข้ารู้สึกราวกับร่างกายจะปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับถูกเข็มนับหมื่นนับแสนเล่มทิ่มแทง
ข้าอยากจะกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากลำคอ อยากจะหนี แต่ร่างกายกลับถูกตรึงไว้ด้วยแรงดึงดูดอันมหาศาลจากแหล่งพลังงานนั้น ข้าทำได้เพียงขดตัวแน่นขึ้น ซุกหน้าเข้ากับแผ่นอกของเขา ปล่อยให้ชะตากรรมนำพาไป
แล้วในเสี้ยววินาทีที่ข้ารู้สึกว่าดวงจิตของตนกำลังจะแตกสลาย ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นรอบกายข้า แสงสีเงินยวงอันเจิดจ้าที่สาดส่องลงมาจากดวงจันทร์ดูเหมือนจะทำปฏิกิริยากับพลังปราณที่อัดแน่นอยู่ในร่าง แสงนั้นห่อหุ้มร่างแมวของข้าเอาไว้ดุจดักแด้ที่กำลังจะฟักตัวออกเป็นผีเสื้อ
ความรู้สึกร้อนรุ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย กระดูกทุกชิ้นของข้าส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะเบาๆ คล้ายกิ่งไม้แห้งที่ถูกหัก กล้ามเนื้อยืดขยายออกอย่างรวดเร็ว ขนสีขาวนุ่มฟูที่เคยปกคลุมกายค่อยๆ หดหายไป แปรเปลี่ยนเป็นผิวเนื้อเนียนละเอียดอ่อนนุ่มแทนที่
มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าอัศจรรย์ ทว่าสำหรับข้าแล้ว มันยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์
เมื่อแสงสว่างจางลง ความเจ็บปวดทั้งหมดก็มลายหายไปสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกว่างเปล่าและสับสน ข้าลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานห้องนอนของชินอ๋องที่ดูอยู่ไกลออกไปกว่าเดิม ข้ากะพริบตาปริบๆ มองสภาพรอบกายอย่างงุนงง ทุกอย่างดูใหญ่โตขึ้นผิดหูผิดตา
ข้าลองขยับตัวและนั่นคือตอนที่ข้าตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าตระหนก
อุ้งเท้าเล็กๆ ที่เคยมีกรงเล็บแหลมคม บัดนี้กลับกลายเป็นมือเรียวขาวของสตรี นิ้วทั้งห้าขยับได้อย่างอิสระ ผิวเนียนละเอียดจนน่าตกใจ ข้าค่อยๆ ยกมือขึ้นมาดูตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา นี่คือมือของข้าหรือ?
ข้ารีบก้มลงมองร่างกายของตนเอง และแทบจะสิ้นสติไปในบัดดล
ร่างแมวตัวน้อยได้หายไปแล้ว สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าห่มแพรเนื้อดีคือเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นของสตรีสาวนางหนึ่ง เรือนร่างที่เปลือยเปล่าอย่างสมบูรณ์แบบ ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะแรกต้องแสงจันทร์ ผมยาวสลวยสีดำขลับดุจรัตติกาลแผ่สยายอยู่บนหมอน และเมื่อข้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก็สัมผัสได้ถึงทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างชัดเจน
ข้า...ข้ากลายเป็นมนุษย์แล้ว
ความยินดีพุ่งขึ้นมาเพียงชั่ววูบ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ ข้ากลายเป็นมนุษย์ในสภาพเปลือยกายบนเตียงของชินอ๋องทรราช
หัวใจของข้าเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความคิดต่างๆ นานาพรั่งพรูเข้ามาในหัว หากเขาตื่นขึ้นมาพบข้าในสภาพนี้เขาจะทำอย่างไร? เขาจะคิดว่าข้าเป็นนักฆ่าที่แฝงตัวเข้ามา? หรือเป็นนางปีศาจที่มาเพื่อล่อลวง? ไม่ว่าจะอย่างไหน ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกันคือตายสถานเดียว
ข้าต้องหนี….
ข้าพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบที่สุด แต่ร่างกายมนุษย์นี้ยังคงแปลกใหม่และไม่คุ้นชิน แขนขาที่ยาวขึ้นทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดและเก้งก้างอย่างน่าสมเพช เพียงแค่ขยับเล็กน้อย ผ้าห่มก็เสียดสีกับผิวเนื้อจนเกิดเสียงกรอบแกรบเบาๆ
เสียงนั้นปลุกให้บุรุษที่หลับใหลอยู่ข้างกายขยับตัวเล็กน้อย
ข้าแข็งทื่อไปทั้งร่าง กลั้นหายใจจนตัวเกร็ง จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบอย่างอกสั่นขวัญแขวน ในยามหลับใหล จ้าวเย่าเหยียนดูแตกต่างจากยามตื่นอย่างสิ้นเชิง สันกรามคมคายดูผ่อนคลายลง คิ้วกระบี่ที่มักจะขมวดมุ่นอยู่เสมอกลับเรียบสนิท ริมฝีปากหยักลึกที่มักจะเม้มเป็นเส้นตรงเผยออกเล็กน้อย ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผิวแก้มของข้าทำให้รู้สึกวาบหวามอย่างประหลาด
แต่ความวาบหวามนั้นก็ถูกความกลัวกลบจนมิด เมื่อเขายังคงไม่หยุดขยับ แขนกำยำข้างหนึ่งที่เคยโอบรอบร่างแมวของข้า บัดนี้เลื่อนขึ้นมาพาดอยู่บนเอวคอดของข้าอย่างพอดิบพอดี ความร้อนจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อเข้ามาจนข้าสะดุ้งเฮือก
บ้าจริง นี่มันสถานการณ์อะไรกัน
ข้านอนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง กลัวว่าการเคลื่อนไหวเพียงน้อยนิดจะปลุกพญามัจจุราชที่หลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้นมา ข้าได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ ขอให้เขานอนหลับต่อไปจนถึงเช้า ขอให้ข้ามีเวลามากพอที่จะหาทางหนีออกจากห้องนี้ไปให้ได้
ทว่าสวรรค์ดูเหมือนจะไม่เข้าข้างปีศาจเช่นข้า
เมื่อแสงอรุณแรกเริ่มจับขอบฟ้า สาดลำแสงสีทองอ่อนๆ เข้ามาในห้อง เปลือกตาของจ้าวเย่าเหยียนก็เริ่มขยับไหว ข้ารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อบนแผ่นหลังของเขาที่เกร็งขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่าเขากำลังจะตื่นจากการหลับใหล
จบสิ้นแล้วชีวิตปีศาจของข้าคงต้องจบลงที่นี่
ข้าหลับตาปี๋ เตรียมรับชะตากรรมอันโหดร้ายที่จะมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ข้าจินตนาการถึงดาบคมกริบที่จะฟาดฟันลงมาบนลำคอ หรือมือแกร่งที่จะบีบคอข้าจนแหลกละเอียด
เวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่มีเสียงตะคอกตวาด ไม่มีสัมผัสอันเจ็บปวด มีเพียงความเงียบสงัดที่น่าอึดอัดจนแทบจะหยุดหายใจ
ข้ารวบรวมความกล้าทั้งหมด ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมองช้าๆ
แล้วข้าก็ได้สบเข้ากับดวงตาคู่นั้นดวงตาคมกริบสีนิลกาฬที่กำลังจ้องมองมาที่ข้าอย่างไม่วางตา แววตาของเขาไม่ได้ฉายแววตกใจหรือโกรธเกรี้ยวอย่างที่ข้าคาดไว้ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์และความสนุกสนานอย่างประหลาดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
เขามองสำรวจข้าตั้งแต่เส้นผมสีดำขลับที่ระใบหน้า ไล่ลงมายังดวงตาสีทับทิมที่คงยังเหลือร่องรอยของความเป็นปีศาจ จรดปลายคางมน แล้วเลื่อนสายตาลงต่ำมองผ่านลาดไหล่เนียนไปยังส่วนอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าห่มแพร
ใบหน้าของข้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ข้าดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงปลายคางตามสัญชาตญาณ การกระทำนั้นดูเหมือนจะทำให้เขายิ่งสนใจมากขึ้น
บรรยากาศในห้องเงียบเชียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามอยู่ในอก ข้าจ้องเขา เขาก็จ้องมองข้า ไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
ในขณะที่ข้ากำลังคิดหาทางเอาตัวรอดอยู่นั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันที่สุดก็เกิดขึ้นอีก
มุมปากหยักลึกของชินอ๋องทรราชบุรุษผู้มีใบหน้าเย็นชาประดุจน้ำแข็งมาตลอดค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆ จนกลายเป็นรอยยิ้ม
มันไม่ใช่รอยยิ้มที่อบอุ่นหรืออ่อนโยน แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเลศนัยและความเหนือกว่า เป็นรอยยิ้มของพยัคฆ์ร้ายที่พบเหยื่ออันโอชะหลงเข้ามาในถ้ำของตนเอง
เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย กลิ่นกายบุรุษอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลอยมาปะทะจมูกอย่างรุนแรงจนข้าต้องเผลอกลั้นหายใจ เขาไม่ได้เอื้อมมือมาทำร้ายข้า ไม่ได้เรียกทหารองครักษ์ แต่กลับยกมือขึ้นมาใช้นิ้วชี้กร้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการสังหาร เกลี่ยปอยผมที่หล่นลงมาปรกใบหน้าของข้าออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำให้ขนทั่วกายของข้าลุกชัน
แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่นนอน แต่กลับทรงอำนาจจนทำให้กระดูกสันหลังของข้าเย็นวาบ
“เจ้าเป็นใครกัน”
