บทที่ 4 ข้าจะเปลี่ยนชะตานางร้าย
บทที่ 4
ข้าจะเปลี่ยนชะตานางร้าย
ค่ำคืนอันเงียบงันถูกปกคลุมด้วยหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วอากาศจวนอ๋องเจิ้นเป่ยเงียบสงัดราวกับทั้งโลกหยุดหายใจแต่ภายในห้องนอนของพระชายากลับไม่อาจสงบนิ่งได้ดั่งเช่นภายนอก
บนเตียงกว้างเว่ยหว่านหนิงนอนพลิกกายไปมาอย่างกระสับกระส่าย แก้มเนียนมีเหงื่อไหลซึมแผ่นอกขยับขึ้นลงถี่รัว คิ้วเรียวขมวดแน่นบ่งบอกถึงความทรมานในห้วงฝันที่กำลังรุมเร้า
‘คุณหนู ข้าผิดไปแล้วได้โปรดให้อภัยข้าสักครั้งเถอะ อย่าขายข้าไปที่หอนางโลมเลยนะเจ้าคะ’
‘อย่าเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะต้องอาภรณ์ของข้า บ่าวที่ไม่เจียมตนอย่างเจ้าถูกขายไปเป็นนางโลมนั่นถือว่าเหมาะสมแล้ว’
‘คุณหนู ข้าแก่ชราเหลือเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ได้โปรดอย่าทำร้ายบุตรชายของข้าเลย ข้าขอร้องปล่อยบุตรชายของข้าไปเถอะ’
‘มันบังอาจเดินชนข้า เหตุใดข้าต้องเมตตาคนชั้นต่ำอย่างพวกเจ้า ตีขามันให้หักแล้วโยนมันสองแม่ลูกออกไปให้พ้นสายตาข้า!’
ภาพความโหดร้ายที่ร่างเดิมเคยกระทำในอดีตฉายชัดอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว ด้วยความที่ตนเป็นบุตรสาวขุนนางมีอำนาจเว่ยหว่านหนิงจึงลำพองใจกระทำกับคนอื่นไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานย่ำยีชีวิตผู้คนจนทั่วทั้งเมืองต่างสาปแช่ง นางคือสตรีที่ถูกเรียกขานว่า 'สตรีสารเลว'
หญิงสาวยืนมองภาพตรงหน้าตัวแข็งทือทว่าฉับพลันความฝันก็พลิกผันเปลี่ยนเป็นภาพเหตุการณ์ที่เป็นจุดจบในนิยายหลังจากเจิ้นเป่ยอ๋องตาย เว่ยหว่านหนิงพบว่าแขนและขาของตนเองถูกจับมัดตรึงอยู่บนโต๊ะร่างกายไร้อำนาจจะต่อต้าน อาภรณ์ของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและฝุ่นเกรอะกรัง ผู้คนมากมายที่เคยถูกร่างเดิมทำร้ายปรากฏกายขึ้น ดวงตาหลายสิบคู่มองนางด้วยความเคียดแค้นคมมีดในมือพวกเขาส่องประกายเย็นยะเยือก
‘ข้าจะควักลูกตาของนางก่อน!’
‘เช่นนั้น ข้าจะตัดลิ้นของนาง!’
‘พวกข้าจะแล่เนื้อแล้วโยนให้สุนัขกิน!’
“ไม่ข้าไม่ใช่นาง ข้าไม่ใช่ อย่าทำอะไรข้า!”
เว่ยหว่านหนิงตะโกนออกมาสุดเสียงพยายามร้องขอชีวิตทว่าดูเหมือนกลุ่มคนเบื้องหน้าจะไม่ได้ยินเสียงของนาง ความเย็นจากคมมีดเฉือนแล่เนื้อลงลึกถึงกระดูก เสียงกรีดร้องแสนเจ็บปวดทรมานของหญิงสาวดังแหลมสูงสะท้อนลั่น โลหิตสีแดงสดไหลนองส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วพร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันของผู้คนที่บาดลึกยิ่งกว่ามีดเล่มใด
‘เว่ยหว่านหนิง! เจ้าต้องทรมานเช่นนี้ก็เพราะผลกรรมที่เจ้าก่อไว้กับพวกข้า!’
เฮือก!!
หญิงสาวสะดุ้งตื่นราวกับถูกกระชากขึ้นจากขุมนรก ดวงตาเบิกโพลง หอบหายใจถี่แรง กรอบหน้าสวยเปียกชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ มือบางสั่นระริกยกขึ้นกอดอกตัวเองแน่นพยายามหันซ้ายขวามองไปรอบห้องเพื่อยืนยันว่านี่คือห้องนอนที่คุ้นเคยมิใช่ลานประหารในฝัน
“มันเป็นแค่ความฝันเท่านั้น นั่นไม่ใช่ข้า เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น”
หญิงสาวพึมพำราวกับต้องการปลอบประโลมตนเองทว่าความกลัวกลับเกาะกุมหัวใจไม่ปล่อย ความเจ็บปวดที่ถูกทรมานและสายตาอาฆาตที่ต้องการชีวิตของนางยังคงวนเวียนในหัวไม่จางหาย
เว่ยหว่านหนิงซุกกายใต้ผ้าห่มหนาแต่ร่างกายยังสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกโพลงมองเพดานอย่างไร้จุดหมาย ค่ำคืนนั้นต่อให้นางปิดเปลือกตาลงอีกกี่ครั้ง ภาพฝันร้ายก็ยังตามหลอกหลอน...จนรุ่งสางนางก็ไม่อาจข่มตาหลับลงได้อีกเลย
แสงอรุณแรกของเช้าวันใหม่สาดส่องลอดม่านบางเข้ามา อากาศหนาวเหน็บของฤดูเหมันต์ค่อย ๆ คลายลงบ่งบอกว่าความยาวนานแห่งฤดูหนาวกำลังจะสิ้นสุดลงเหนือเมืองเป่ยหลิง
เว่ยหว่านหนิงที่ไม่อาจข่มตาหลับได้ตลอดทั้งคืนก้าวออกจากห้องนอนด้วยดวงตาแดงก่ำแฝงความเหนื่อยล้า ร่างบางในอาภรณ์หนาสีอ่อนเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเงียบสงัดด้านหลังมีลั่วชิงคอยติดตามไม่ห่าง
ทว่ายังไม่ทันไปได้ไกลนักร่างบางกลับหยุดชะงักก้าวเท้าค้างอยู่อย่างนั้น ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังบ่าวรับใช้สี่ห้าคนที่กำลังยืนพูดคุยพลางกวาดหิมะออกจากลานกว้าง ทว่าเมื่อพวกเขาหันมาพบว่านายหญิงของจวนยืนมองอยู่ต่างก็ตกใจแล้วรีบแยกย้ายก้มหน้าก้มตากวาดหิมะอย่างขะมักเขม้น
“พะ..พวกเขา...”
เว่ยหว่านหนิงพึมพำกับตนเองแผ่วเบาในขณะที่มือของนางสั่นระริก นัยน์ตาคู่สวยสั่นไหวเมื่อเห็นกลุ่มคนเบื้องหน้า สาเหตุที่นางมีอาการเช่นนี้นั่นก็เพราะใบหน้าของบ่าวบางคนช่างคล้ายกับผู้ที่ปรากฏในฝันร้ายเมื่อคืน ผู้ที่รุมทรมานนางด้วยความโกรธแค้นและเกลียดชัง
“ลั่วชิงก่อนที่ข้าจะสูญเสียความทรงจำ ข้า...โหดร้ายกับพวกเขามากเลยหรือ?” เสียงของหญิงสาวแผ่วพร่าแฝงความหวาดกลัวขณะเอ่ยถาม
ดวงตาคู่สวยยังจับจ้องเหล่าคนรับใช้ที่ก้มหน้ากวาดหิมะ พลางนึกถึงสายตาของพวกเขาในความฝันที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไม่อาจลบเลือน
ลั่วชิงที่ยืนอยู่ด้านหลังสองมือกำชายเสื้อแน่นดวงตาฉายแววลังเล นางไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรเพราะหากถามความรู้สึกนางแล้วพระชายาก่อนที่จะสูญเสียความจำนั้นเรียกได้ว่าเหี้ยมโหดเกินกว่าผู้ใดที่นางเคยพบ แม้ท่านอ๋องจะขึ้นชื่อว่าไร้เมตตาแต่ท่านอ๋องก็ไม่เคยทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ทว่าหากเทียบกับพระชายาแล้วแค่นางรู้สึกไม่พอใจก็จะสั่งลงโทษอีกฝ่ายให้พบกับความทรมาน
บางคนร่างกายถึงกลับพิการไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ด้วยซ้ำ...
หากข้าเอ่ยความจริงออกไปก็อาจสร้างความไม่พอใจ แต่หากปิดบังก็เท่ากับข้าโกหก
“เหตุใดจึงเงียบไปเล่า ลั่วชิง ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ” เว่ยหว่านหนิงหันกลับมามองอีกฝ่าย น้ำเสียงแม้สงบแต่แฝงความกดดัน
หญิงรับใช้เม้มปากแน่นสายตาหลุบต่ำไม่กล้าสบ ทว่าสุดท้ายก็เลือกที่จะตอบความจริงออกไปโดยไม่คิดปิดบัง
“เพคะ สำหรับบ่าวแล้ว พระชายาก่อนที่จะสูญเสียความทรงจำเป็นสตรีที่โหดเหี้ยมมาก...มากเสียยิ่งกว่าท่านอ๋องเพคะ”
คำพูดนั้นบาดลึกยิ่งกว่าคมมีดเว่ยหว่านหนิงนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ รับความจริงด้วยใบหน้าเรียบนิ่งทว่าในห้วงความคิดกลับปั่นป่วน
สายตานางทอดไปยังเหล่าคนรับใช้เบื้องหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกหวาดกลัวว่าตนเองจะพบจุดจบเช่นเดียวกับนางร้ายในนิยายค่อย ๆ ก่อเกิดในใจ
ไม่! ข้าจะไม่ยอมให้ตนเองต้องมีจุดจบเช่นนั้น!
“ลั่วชิง เจ้าไปจดรายชื่อของบ่าวที่เคยถูกข้าทำร้ายอย่างไม่เป็นธรรมมา ข้าต้องการชดเชยให้พวกเขา”
หญิงสาวเอ่ยจบก็หมุนกายเดินต่อไปตามทางเดิน นางตั้งมั่นว่าหลังจากนี้จะเริ่มเปลี่ยนเส้นทางแห่งชะตากรรมไม่ยอมให้ตนเองต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับในนิยาย อย่างน้อยตอนนี้การชดเชยให้คนที่ถูกเว่ยหว่านหนิงทำร้ายก็ถือว่าเป็นอีกหนทางรอดหนึ่งของนาง
ลั่วชิงที่ยืนอยู่ได้แต่มองตามหลังผู้เป็นนายด้วยความตกตะลึง ดวงตาสั่นระริก นางไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้ยินคำเช่นนี้จากปากนายหญิงของตน
การสูญเสียความทรงจำทำให้นิสัยคนเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ....
