บทที่ 7 คว่ำโต๊ะ! ในเมื่อฉันไม่ได้กิน พวกแกก็ไม่ต้องกิน!
หลังจากคนอื่น ๆ แยกย้ายกันกลับไปทำงาน
ลู่อวิ๋นเซียงกำลังจะเดินกลับ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความโกรธจัดของซูเหวินยวนดังไล่หลังมา
“ลู่! อวิ๋น! เซียง!”
น้ำเสียงของซูเหวินยวนเหมือนคนกำลังกัดฟันกรอด เขาตรงดิ่งมาหยุดอยู่ข้างกายลู่อวิ๋นเซียง พร้อมกับก้มมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
“เธอไม่รู้หรือไงว่าหยางลี่ลี่เป็นคนยังไง? ยัยนั่นมันพวกไร้เหตุผล บ้าคลั่งเรื่องอยากแต่งงานจนเสียสติ แล้วนี่เธอโยนตัวปัญหาไปให้เสี่ยวเสวี่ยแบบนั้น เธออยากจะบีบเสี่ยวเสวี่ยให้ตายเลยใช่ไหม!”
ลู่อวิ๋นเซียงกอดอก ยืนมองซูเหวินยวนด้วยท่าทีสบายอารมณ์
เธอเอียงคอเล็กน้อย แสร้งทำเป็นใสซื่อไร้เดียงสา “อ้าว ในเมื่อนายก็รู้ว่าหยางลี่ลี่เป็นคนไร้เหตุผล แล้วนายไปเรียกยัยนั่นมาหาเรื่องฉันทำไมล่ะคะ?”
“แต่เธอก็ไม่ควรให้หยางลี่ลี่ไปหาเสี่ยวเสวี่ย! เสี่ยวเสวี่ยทั้งอ่อนหวานและใจบุญ เธอจะไปรับมือผู้หญิงพรรค์นั้นได้ยังไง?”
ใบหน้าของลู่อวิ๋นเซียงเต็มไปด้วยความสะใจอย่างไม่ปิดบัง
“ก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอ? อยู่ดีไม่ว่าดีจะไปช่วยหยางลี่ลี่ทำไมล่ะ?”
ซูเหวินยวนเดือดดาล “นั่นหล่อนกำลังช่วยทำเรื่องดี ๆ ให้เธอนะ!”
“หือ?” ลู่อวิ๋นเซียงหัวเราะออกมาอย่างไร้มารยาท
“ตามตรรกะของนาย เมื่อกี้ฉันเพิ่งช่วยนายลาออก นั่นก็ถือว่าฉันทำเรื่องดี ๆ ให้นายเหมือนกัน ทำไมนายไม่รับไว้ล่ะ? อ้อ แล้วที่ฉันลาออกให้ก็เพราะเป็นห่วงนายนะ
ทำไมนายถึงไม่เข้าใจความหวังดีของฉันบ้างล่ะ?”
ซูเหวินยวนโกรธจนหน้าเขียวปั๊ด “แถไปเรื่อย! ฉันกับเธอจะไปเหมือนกันได้ยังไง? ฉันเป็นถึงรองผอ.นะ!”
ลู่อวิ๋นเซียงแค่นยิ้มเย็น “รองผอ.มันวิเศษนักเหรอ? ท่านประธานเหมายังเคยกล่าวว่า สตรีแบกค้ำฟ้าไว้ครึ่งหนึ่ง! นี่นายกล้าดูถูกผู้หญิงเหรอ? อีกอย่าง เราเลิกกันแล้ว เลิกมาชี้นิ้วสั่งฉันซะที”
พูดจบ เธอก็ชูนิ้วกลางใส่ซูเหวินยวนหนึ่งที
“ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!”
ซูเหวินยวนแทบคลั่งกับกิริยาหยาบคายของลู่อวิ๋นเซียง!
แต่ลู่อวิ๋นเซียงไม่อยากจะเสวนากับเขาต่อ เธอหมุนตัวเดินจากไปทันที
ซูเหวินยวนตั้งท่าจะตามไป แต่ลูกน้องของเขาก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาเสียก่อน
“ท่านรองครับ สินค้าล็อตที่สามมีปัญหา ท่านผอ.สั่งให้ท่านรีบไปจัดการด่วนครับ”
ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวตามลู่อวิ๋นเซียงต้องหยุดชะงักลงทันควัน
เขาได้แต่ตะโกนไล่หลังเธอไปว่า “ลู่อวิ๋นเซียง เธออย่าเสียใจทีหลังก็แล้วกัน ฉันจะรอดูวันที่เธอนั่งร้องไห้มาอ้อนวอนขอคืนดีกับฉัน!”
ลู่อวิ๋นเซียงส่งยิ้มสดใสกลับมาให้จากระยะไกล “ใครจะร้องไห้ก็ยังไม่แน่หรอกย่ะ ไอ้สารเลว!”
ลู่อวิ๋นเซียงเดินตัวลอยพร้อมเงินก้อนโต 500 หยวนในกระเป๋า หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
แต่ทว่า...เงินเยอะขนาดนี้พกติดตัวก็ลำบาก จะวางไว้ที่บ้านก็ไม่กล้า
เพราะจางหลิน น้องสาวต่างพ่อของเธอมักจะชอบมาค้นข้าวของเธออยู่เรื่อย
ทันใดนั้น ระบบก็โผล่ออกมา
[โฮสต์คะ ระบบมีมิติเก็บของให้แลกนะคะ 10,000 แต้มต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร โปรโมชั่นแลกครั้งแรก ซื้อ 1 แถม 3 ค่ะ!]
ลู่อวิ๋นเซียงดีใจวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อยในพริบตาเดียว
ตอนนี้เธอมีแต้มอยู่สองหมื่นกว่า ๆ
ตอนแรกเธอคิดว่าแต้มเท่านี้ก็ใช้ชีวิตได้สบายแล้ว แต่พอจะเอามาแลกมิติเก็บของ...มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน!
[ว่าไงคะโฮสต์ จะแลกเลยไหม?]
“แลกน่ะแลกแน่ แต่รออีกนิด...โปรซื้อ 1 แถม 3 ครั้งแรกแบบนี้ ฉันอยากสะสมแต้มให้มากกว่านี้หน่อย”
มิติเก็บของคือสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเธอ แต้มสองหมื่นกว่าแลกได้แค่ 8 ลูกบาศก์เมตร มันยังไม่สะใจพอ อย่างน้อยต้องมีสักสามหมื่นแต้ม
ขอดูก่อนว่าพอจะหาแต้มเพิ่มได้จากที่ไหนบ้าง ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ค่อยใช้สองหมื่นแต้มที่มีแลกไป
ลู่อวิ๋นเซียงเดินฮัมเพลงกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาอาหารพอดี
ที่โต๊ะอาหาร สมาชิกในครอบครัว 4 คนนั่งล้อมวงกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวที่แต่งงานใหม่ มีพ่อเลี้ยงคือจางชิ่งและแม่แท้ ๆ ของเธอคือเฉินชุนผิง
ลูกสาวคนโตคือลู่อวิ๋นเซียง เป็นลูกติดฝ่ายแม่
ลูกสาวคนรองคือจางหลิน เป็นลูกติดฝ่ายพ่อ
และลูกชายคนเล็กวัยสิบขวบคือจางฉี เป็นลูกที่เกิดจากจางชิ่งและเฉินชุนผิง
เฉินชุนผิงเห็นลูกสาวคนโตเดินเข้ามา ก็ร้องทักส่ง ๆ ไปตามมารยาท
“กลับมาพอดี มาทานข้าวสิ”
ลู่อวิ๋นเซียงมองไปที่โต๊ะ วันนี้มีเมนูเนื้อ
บ้านของเธอฐานะค่อนข้างดี สัปดาห์หนึ่งจะได้กินเนื้อสักครั้ง ปกติเฉินชุนผิงจะหั่นเนื้อออกมา 8 ชิ้นพอดิบพอดี
จางชิ่งได้ 3 ชิ้น จางหลิน 2 ชิ้นและจางฉี 3 ชิ้น จางชิ่งจะทำเป็นรักเมียด้วยการแบ่งเนื้อให้เฉินชุนผิง 1 ชิ้น
ดังนั้นในบ้านหลังนี้ทุกครั้งที่มีเนื้อ ลู่อวิ๋นเซียงที่เป็น "คนนอก" จะไม่เคยได้แตะเนื้อเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
เมื่อก่อนเธอได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ แต่ตอนนี้...หึ!
เธอนั่งลงทันที แล้วคีบเนื้อชิ้นโตเข้าปากโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ภาพนี้ทำเอาทุกคนบนโต๊ะถึงกับอึ้งกิมกี่
“แค่ก!”
เฉินชุนผิงแสร้งกระแอมไอด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
ลู่อวิ๋นเซียงฉีกยิ้มกว้าง “แม่คะ เจ็บคอเหรอ? ไม่สบายก็กินยานะ อย่าฝืน”
พูดไปพลาง เธอก็คีบเนื้ออีกชิ้นเข้าปากอย่างหน้าตาเฉย
และแล้วคนที่สติหลุดก่อนใครเพื่อนก็คือ "เจ้าชายตัวน้อย" ของบ้านอย่างจางฉี
เขาแผดเสียงร้องไห้จ้าออกมาทันที
“ยัยตัวซวยกินเนื้อไปหมดแล้ว! ผมไม่ได้กินเนื้อแล้ว!”
ลู่อวิ๋นเซียงสวนกลับด้วยรอยยิ้ม “ฉันไม่ใช่ตัวซวย แกนั่นแหละตัวซวย เพราะแม่บอกว่าเลี้ยงแกมันลำบาก บ้านเราถึงได้ขัดสนจนมีเนื้อให้กินแค่ไม่กี่ชิ้นแบบนี้ไง
ที่แกไม่ได้กินเนื้อก็เพราะแกไม่ควรเกิดมาแต่แรก แกนั่นแหละคือตัวซวยมาทวงหนี้!”
“อวิ๋นเซียง!” เฉินชุนผิงโกรธจัด “พูดจาอะไรแบบนั้น นั่นน้องชายแท้ ๆ ของแกนะ!”
ลู่อวิ๋นเซียงกอดอกมอง “แม่คะ ก็นี่มันคำพูดที่แม่เคยบอกฉันไม่ใช่เหรอ? แม่บอกว่าตั้งแต่มีน้อง ชีวิตในบ้านก็ฝืดเคืองลง ฉันเลยไม่มีสิทธิ์กินเนื้อ ไม่มีสิทธิ์มีเสื้อผ้าใหม่
แม้แต่ห้องส่วนตัวก็ยังไม่มี ในเมื่อแม่พูดแบบนั้น ถ้าเขาไม่ใช่ตัวซวยแล้วจะเป็นอะไรล่ะ?”
เฉินชุนผิงถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ได้แต่ทำหน้าบึ้งตึง
“แกจะอะไรนักหนา? แค่เนื้อชิ้นเดียว!”
“นั่นสิ! ก็แค่เนื้อชิ้นเดียว! เมื่อก่อนตอนฉันไม่กินสักชิ้น บ้านเราก็ดูสงบสุขดีนี่นา แต่พอตอนนี้ฉันกินไปแค่สองชิ้น ดูพวกคุณทำหน้าเข้าสิ”
จางชิ่งหน้าเขียวคล้ำ แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจและไม่พอใจ
ส่วนจางหลินก็ทำหน้าเชิดใส่ มองลู่อวิ๋นเซียงด้วยสายตาเหยียดหยาม
ลู่อวิ๋นเซียงแค่นเสียงหึ “ตอนฉันไม่กิน พวกคุณก็รักกันกลมเกลียวดี พอฉันจะกินบ้าง กลับทำหน้ายักษ์หน้ามารใส่กันหมด สรุปคือบ้านนี้มีแค่ฉันใช่ไหมที่ห้ามกินเนื้อ?
ได้! ในเมื่อฉันกินไม่ได้ พวกแกก็ไม่ต้องแดกมันทั้งบ้านนั่นแหละ!”
โครม!!!
ลู่อวิ๋นเซียงออกแรงคว่ำโต๊ะอาหารต่อหน้าต่อตาคนทั้งบ้าน!
ทั้งข้าว ทั้งเนื้อ ทั้งกับข้าว กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น เละเทะไม่เหลือชิ้นดี!