บทที่ 12 มีทุกข์แต่พูดไม่ได้
หลังจากเฉินชุนผิงไล่หยางชิงเสวี่ยกับแม่ออกไปแล้ว เธอก็รีบกลับมาหาลู่อวิ๋นเซียงทันที และเริ่มใช้แผนดึงดราม่าเรียกคะแนนสงสาร
“เซียงเซียง เมื่อกี้แม่แค่พูดประชดน่ะ แม่ไม่ไล่ลูกออกไปจริง ๆ หรอก ลูกเป็นลูกสาวแม่นะ แม่จะไม่รักลูกได้ยังไง? ลูกคือแก้วตาดวงใจของแม่ ถ้าลูกไปเมืองหลวงแล้วไม่กลับมา
แม่คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ ๆ”
ลู่อวิ๋นเซียงไม่หลงกลคำหวานนั้น เธอไม่ได้รับคำสิ่งที่เฉินชุนผิงพูดแม้แต่น้อย แต่กลับปรายตามองไปที่ระเบียงแล้วถามนิ่ง ๆ ว่า
“แม่คะ คืนนี้ฉันนอนที่ไหน?”
สีหน้าของเฉินชุนผิงแข็งค้างไปทันที
บ้านหลังนี้มีพื้นที่ 60 ตารางเมตร แบ่งเป็น 2 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก ในขณะที่ครอบครัวอื่นต้องเบียดเสียดกัน 6-7 คนในพื้นที่แค่ 30 ตารางเมตร
แต่ครอบครัวของพวกเธอที่มีแค่ 5 คน การอยู่ในห้องขนาด 60 ตารางเมตรถือว่าเหลือเฟือมาก
แถมบ้านหลังนี้ พ่อของลู่อวิ๋นเซียงยังเป็นคนหามาให้อีกด้วย
แต่ผลลัพธ์คือ...หลายปีที่ผ่านมา ลู่อวิ๋นเซียงต้องนอนที่ระเบียงมาตลอด
ห้องนอนใหญ่ขนาด 20 ตารางเมตรเป็นของเฉินชุนผิงกับจางชิ่ง โดยมีการกั้นห้องเล็ก ๆ ไว้ข้างในให้จางฉีลูกชายคนเล็กนอน ส่วนห้องนอนเล็กขนาด 10 ตารางเมตรเป็นของจางหลิน
ส่วนลู่อวิ๋นเซียง...ถูกไล่ไปอยู่ตรงระเบียง
เฉินชุนผิงทำหน้าเศร้าแล้วแก้ตัว “เซียงเซียง หลินหลินเป็นลูกเลี้ยงนะ ถ้าแม่ให้เธอไปนอนระเบียง คนข้างนอกจะเอาไปนินทาได้ แม่แต่งงานใหม่ ถ้าแม่ลำเอียงเข้าข้างลูก
พ่อจางของลูกเขาจะขุ่นเคืองเอาได้ ลูกเข้าใจแม่หน่อยนะ แม่ลำบากใจจริง ๆ”
ความจริงแล้ว ห้องนอนเล็กขนาด 10 ตารางเมตรนั้นกว้างพอที่จะให้พี่น้องสองคนนอนด้วยกันได้สบาย ๆ แต่จางหลินรู้ว่าลู่อวิ๋นเซียงเป็นคนหัวอ่อนรังแกง่าย เลยอาละวาดไม่ยอมแชร์ห้องด้วย
สุดท้ายลู่อวิ๋นเซียงเลยต้องระเห็จไปอยู่มุมอับตรงระเบียง กลางคืนก็นอน กลางวันก็ต้องใช้ตากผ้า ทั้งหนาวสั่นในฤดูหนาวและร้อนจัดในฤดูร้อน
ลู่อวิ๋นเซียงยิ้มพลางยักไหล่ “แม่บอกว่าฉันคือแก้วตาดวงใจ แต่ปล่อยให้แก้วตาดวงใจของแม่ไปนอนระเบียงเนี่ยนะ?”
เฉินชุนผิงอึกอัก “เซียงเซียง...แม่ลำบากใจจริง ๆ นะลูก”
ลู่อวิ๋นเซียงเอื้อมมือไปกุมมือแม่ไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แม่คะ ฉันรักแม่นะ แม่คือแม่ของฉันตลอดไป แม่วางใจเถอะ ต่อให้ฉันไปเมืองหลวง ไปใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแล้วไม่กลับมาอีก ฉันก็จะคิดถึงแม่เสมอ ส่วนเรื่องเงิน...ฉันจะให้พ่อส่งมาให้แม่ทุกเดือนเหมือนเดิม”
จากนั้นเธอก็ยิ้มตาหยีถามเฉินชุนผิงว่า “แม่คะ...แม่เชื่อที่ฉันพูดไหม?”
รอยยิ้มปั้นแต่งบนหน้าเฉินชุนผิงเกือบจะพังทลายลง
เธอไม่เชื่อสักนิด!
ถ้าลู่อวิ๋นเซียงได้ไปอยู่กับพ่อเมื่อไร มีหรือที่เด็กคนนี้จะกลับมานึกถึงแม่ใจร้ายอย่างเธอ
“แม่บอกว่ารักฉัน ฉันสัมผัสได้ถึงความรักอันท่วมท้นผ่านคำพูดของแม่เลยล่ะค่ะ แล้วความรักที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ล่ะ แม่สัมผัสได้ถึงความจริงใจของฉันบ้างไหม?”
น้ำเสียงของลู่อวิ๋นเซียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
แค่พูดน่ะใครก็พูดได้...เรื่องสร้างภาพน่ะเหรอ เธอจะสร้างให้ใหญ่เท่าดวงจันทร์ให้เฉินชุนผิงกินจนจุกตายไปเลยก็ได้!
เฉินชุนผิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
“เซียงเซียง แม่เข้าใจแล้ว หลายปีมานี้ลูกลำบากจริง ๆ เป็นความผิดของแม่เอง ต่อจากนี้แม่จะทำให้ลูกเห็น”
ลู่อวิ๋นเซียงยิ้มอย่างมีเลศนัย “งั้นฉันจะคอยดูผลงานของแม่นะคะ แม่คงรู้นะว่า...นี่คือโอกาสสุดท้ายของแม่แล้ว”
เฉินชุนผิงได้แต่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ฝ่ายจางชิ่งที่พาลูกชายออกไปเดินเล่นในเขตบ้านพักทหาร เห็นเฉินชิวเสียกับหยางชิงเสวี่ยเดินหน้าจ๋อยกลับไปแล้ว เขาจึงพาลูกกลับเข้าบ้าน
พอเข้าบ้านมา เขาก็เห็นลู่อวิ๋นเซียงนั่งกินผลไม้อย่างสบายใจเฉิบ ส่วนเฉินชุนผิงกำลังวุ่นวายอยู่ในห้องของจางหลิน
เฉินชุนผิงเห็นเขาเข้ามาก็สั่งทันที “เหล่าจาง คุณมาย้ายของของหลินหลินออกไป แล้วย้ายของของเซียงเซียงเข้าไปแทน”
สีหน้าของจางชิ่งมืดครึ้มลงทันที “คุณหมายความว่ายังไง?”
เฉินชุนผิงที่เพิ่งเสียขวัญมาจากลู่อวิ๋นเซียงอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว เธอเดินตรงมาหาจางชิ่ง
“คุณตามฉันเข้ามาในห้อง มีเรื่องต้องคุยกัน”
จางชิ่งเดินตามเข้าไปด้วยความหงุดหงิด พอเข้าห้องปุ๊บเขาก็ระเบิดอารมณ์ใส่ทันที “คุณบ้าไปแล้วเหรอ? จะให้หลินหลินไปนอนระเบียงเนี่ยนะ!”
เฉินชุนผิงสวนกลับอย่างรำคาญ “ลู่จื่อเชียนส่งผู้พันมาที่นี่เพื่อรับเซียงเซียงไปเมืองหลวง!”
คำพูดนี้เหมือนหมัดฮุคที่ทำให้จางชิ่งตั้งตัวไม่ติด ความโกรธบนหน้าหายวับไป เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงแทน
ลู่จื่อเชียนถึงขั้นส่ง ‘นายทหารระดับผู้พัน’ มารับลู่อวิ๋นเซียงเชียวหรือ?
เขารีบถาม “ไปนานแค่ไหน?”
เฉินชุนผิงแค่นหัวเราะ “คุณคิดว่าไปแล้ว ยัยเด็กนั่นจะยอมกลับมาอีกเหรอ?”
จางชิ่งไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าลู่อวิ๋นเซียงอยู่ที่บ้านนี้ในสภาพแบบไหน ถ้าเธอไปเมืองหลวงแล้วลำบากก็อาจจะกลับมา แต่ถ้าไปอยู่กับพ่อแท้ ๆ ลู่จื่อเชียนจะยอมให้ลูกสาวลำบากงั้นเหรอ?
ขนาดลู่อวิ๋นเซียงไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ ลู่จื่อเชียนยังขยันส่งของดี ๆ จากเมืองหลวงมาให้ ทั้งนาฬิกา ทั้งเสื้อผ้า ซึ่งส่วนใหญ่ถูกจางหลินกับหยางชิงเสวี่ยแย่งไป
ถ้าได้ไปอยู่ด้วยกันจริง ๆ มีหวังลู่อวิ๋นเซียงคงถูกประคบประหงมราวกับเจ้าหญิง
เทียบกับตอนอยู่ที่นี่...ใครก็รู้ว่าเธอไม่มีทางกลับมา
ถ้าลู่อวิ๋นเซียงเป็นแค่ภาระที่ต้องเลี้ยงดู การไม่กลับมาก็ถือเป็นเรื่องดี
แต่ประเด็นคือ...เงินค่าเลี้ยงดูเดือนละ 80 หยวน บ้านหลังใหญ่ขนาด 60 ตารางเมตรหลังนี้ รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา...
จางชิ่งรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมาทันที
เฉินชุนผิงย้ำ “เพราะฉะนั้น ตอนนี้รีบไปขนของของเซียงเซียงเข้าไปในห้อง เดี๋ยวนี้!”
จางชิ่งขมวดคิ้ว “แต่ไม่เห็นต้องให้หลินหลินไปนอนระเบียงเลยนี่ ห้องนั้นอยู่กันสองคนก็ได้”
เฉินชุนผิงเริ่มหมดความอดทน “ก็เพราะลูกสาวคุณทำตัวเองทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? คุณก็รู้ว่าห้องนั้นนอนสองคนได้ แต่ตอนนั้นใครล่ะที่ร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตายไม่ยอมนอนร่วมห้องกับคนอื่นจนคุณต้องตามใจ?
ตอนนี้เซียงเซียงไม่ยอมแล้ว เธอเองก็ไม่ต้องการนอนร่วมห้องกับหลินหลินเหมือนกัน! ฉันจะทำอะไรได้!”
กรรมที่จางหลินเคยก่อไว้ในอดีต บัดนี้มันย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองเข้าอย่างจัง
อย่างที่เฉินชุนผิงว่า ในเมื่อลู่อวิ๋นเซียงแข็งข้อขึ้นมา และยืนกรานไม่ยอมนอนกับจางหลิน พวกเขาจะทำอะไรได้?
ทำอะไรไม่ได้เลย! ตราบใดที่พวกเขายังอยากได้เงินเลี้ยงดูมหาศาลจากลู่จื่อเชียน และยังอยากซุกหัวนอนในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ พวกเขาก็ต้องก้มหัวทำตามคำสั่งของลู่อวิ๋นเซียงเท่านั้น!
ในขณะนั้นเอง จางหลินเดินกลับเข้ามาในบ้านพอดี และภาพที่เธอเห็นคือพ่อของเธอกำลังขนข้าวของของเธอออกมานอกห้อง
เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียงแล้วถลาเข้าไปขวาง “พ่อทำอะไรน่ะ! มายุ่งกับข้าวของฉันทำไม!”