บทที่ 11 พี่คงสติหลุดไปแล้วสินะ
“กรี๊ดดด!”
ท่าทางตอนถือมีดของลู่อวิ๋นเซียงนั้นน่ากลัวเกินไป ที่สำคัญคือมีดเล่มนั้นสับลงตรงข้างมือของหยางชิงเสวี่ยพอดี หวุดหวิดจะโดนนิ้วไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น!
หยางชิงเสวี่ยแผดเสียงร้องด้วยความขวัญเสีย!
ความใจกล้าบ้าบิ่นแบบไม่ห่วงชีวิตนี้ ทำเอาเฉินชิวเสียและเฉินชุนผิงถึงกับหน้าถอดสีไปตาม ๆ กัน
เฉินชิวเสียหน้าซีดสลับม่วง ร่างกายสั่นสะท้านพลางชี้นิ้วใส่ลู่อวิ๋นเซียงอย่างสั่นเทา
“แก...แกมัน...”
ในใจเธอทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว เมื่อเห็นรังสีอำมหิตบนใบหน้าของลู่อวิ๋นเซียง เธอจึงไม่กล้าด่าโดยตรง แต่หันไปแผดเสียงใส่เฉินชุนผิงแทน
“ดูสิ! ดูลูกสาวแสนดีที่เธอสั่งสอนมา! ฉันแค่ว่าไม่กี่คำ มันถึงขั้นจะฟันฉันให้ตาย! วันนี้มันกล้าฆ่าฉัน วันหน้ามันก็กล้าฆ่าเธอเหมือนกันนั่นแหละ!”
เฉินชุนผิงเองก็ขวัญหนีดีฝ่อ
เธอเคยเห็นลู่อวิ๋นเซียงในโหมดคนบ้าแบบนี้ที่ไหนกัน? ถึงขั้นคว้ามีดออกมาเชียว!
เธอรีบปลอบลู่อวิ๋นเซียงทันที “เซียงเซียง ลูกอย่าอารมณ์เสีย อย่าเพิ่งโมโห พวกเราก็แค่มาปรึกษาดี ๆ ถ้าลูกไม่ตกลงก็คือจบ ไม่เอาแล้ว”
“ปรึกษาเหรอ?” ลู่อวิ๋นเซียงแค่นยิ้มเย็น “ฉันตกลงจะปรึกษาด้วยตั้งแต่เมื่อไร? ไม่ไสหัวกลับไปนอนฝันกลางวันเอาเอง ก็เข้ามาแลกชีวิตกับฉันที่นี่! ป้าเลือกเอาเองละกัน!”
แน่นอนว่าลู่อวิ๋นเซียงไม่คิดจะแลกชีวิตกับเฉินชิวเสียจริง ๆ หรอก เธออุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทั้งที ย่อมต้องไปเสวยสุข ไม่ใช่มาจบชีวิตเพราะขยะอย่างเฉินชิวเสีย
แต่คนเห็นแก่ตัวอย่างเฉินชิวเสียน่ะ...รักตัวกลัวตายเป็นที่สุด
แค่ขู่ก็น่าจะพอ!
เฉินชิวเสียโกรธจนแทบจะหมดสติ
เมื่อก่อนลู่อวิ๋นเซียงหัวอ่อน พวกเธอจึงรังแกได้ตามใจชอบ แต่ตอนนี้ลู่อวิ๋นเซียงแข็งกร้าวขึ้นมา พวกเธอก็ไม่กล้าชนตรง ๆ เพราะพวกเธอยังอยากมีชีวิตอยู่!
เฉินชุนผิงเห็นท่าทางคลุ้มคลั่งนั้นแล้วก็รู้สึกไม่พอใจ เธอเอ่ยขู่เสียงเย็น
“เซียงเซียง ถ้าลูกยังทำตัวแบบนี้ บ้านหลังนี้คงให้ลูกอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว”
นั่นคือคำขู่... ขู่ว่าจะไล่เธอออกจากบ้าน
ทว่าลู่อวิ๋นเซียงกลับปรบมือรัวด้วยความดีใจ
“เยี่ยมไปเลยค่ะ! บ้านหลังนี้ฉันก็ไม่อยากอยู่แม้แต่วินาทีเดียวเหมือนกัน!”
เธอมองเฉินชุนผิงด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
“แม่คะ ฉันเพิ่งมีข่าวดีจะบอก ฉันจะไปเยี่ยมพ่อที่เมืองหลวงแล้ว และจะย้ายไปอยู่ที่นั่นถาวรเลย ในเมื่อบ้านนี้ไม่ต้อนรับฉัน งั้นจากนี้ไปเราก็ต่างคนต่างอยู่ ทางใครทางมันเถอะค่ะ!”
เฉินชุนผิงหน้าเปลี่ยนสีทันที “แกว่าไงนะ?!”
“ฉันบอกว่า ฉันกำลังจะไปหาพ่อที่เมืองหลวงค่ะ!”
“ห้ามไป!”
“ไม่ให้ไป!”
“ห้ามไปเด็ดขาด!”
ทั้งสามคนประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกันอย่างลืมตัว
หยางชิงเสวี่ยแทบจะบ้าตาย! ทุกอย่างมันเหนือการควบคุมไปหมดแล้ว!
เดิมทีเธอต้องการแย่งงานของลู่อวิ๋นเซียง เพื่อรอดูอีกฝ่ายตกต่ำและเจ็บปวด แต่ผลคือไม่ได้งาน แถมตัวเธอเองยังต้องตกงานอีกต่างหาก
แล้วนี่ลู่อวิ๋นเซียงยังจะไปหาพ่อที่เมืองหลวงงั้นเหรอ? ไม่มีทาง!
พ่อของลู่อวิ๋นเซียงเป็นบุคลากรระดับประเทศ เป็นคนที่รัฐบาลฟูมฟักอย่างดี ชีวิตในเมืองหลวงต้องหรูหราสุขสบายแน่ ๆ
หยางชิงเสวี่ยอิจฉาลู่อวิ๋นเซียงมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงต้องกดลู่อวิ๋นเซียงไว้ใต้แทบเท้า ให้ลู่อวิ๋นเซียงเงยหน้าอ้าปากไม่ได้ไปตลอดชีวิต ให้จมปลักอยู่แต่ในเงามืด
แต่ถ้าลู่อวิ๋นเซียงออกจากเมืองเฟิงไปเมืองหลวง นั่นก็เท่ากับนกที่โบยบินออกจากกรงขัง ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าลู่อวิ๋นเซียงได้อยู่ข้างพ่อตัวเอง...วันหน้าจะไม่กลายเป็นคุณหนูแห่งเมืองหลวงหรอกหรือ?
หยางชิงเสวี่ยไม่มีทางยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นแน่!
ส่วนเฉินชุนผิงและเฉินชิวเสียนั้นคิดง่ายกว่านั้น...ที่ไม่ยอมให้ไป ก็เพราะ “เงิน” ของพ่อเธอนั่นแหละ
เฉินชุนผิงได้รับเงินส่งเสียเดือนละ 200 หยวน
แม้เธอจะบอกที่บ้านว่าได้แค่ 80 หยวน แต่เงิน 80 หยวนนั้น คนรอบข้างเฉินชุนผิงล้วนได้รับผลประโยชน์กันถ้วนหน้า
การที่เฉินชุนผิงมีเงินก้อนโตคอยจุนเจือ ทำให้ภาระในการเลี้ยงดู “ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน” ของเฉินชิวเสียลดน้อยลง
ยังไม่รวมถึงของกินของใช้ที่เฉินชิวเสียคอยมาหยิบฉวยจากเฉินชุนผิงอยู่บ่อยครั้ง
ถ้าลู่อวิ๋นเซียงไม่อยู่ที่นี่แล้ว พ่อของเธอจะส่งเงินค่าเลี้ยงดูมาให้อีกได้ยังไง?
เฉินชุนผิงกับพี่สาวคิดเหมือนกันเป๊ะ...ถ้าลู่อวิ๋นเซียงแค่ไปเยี่ยมก็พอทำเนา แต่ถ้าไปแล้วไม่กลับมาล่ะ?
ลู่อวิ๋นเซียงมองท่าทางลนลานของทั้งสามคนด้วยสายตาเมินเฉย เธอแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า
“พวกคุณคงขวางไม่ได้หรอกค่ะ รู้ไหมคะว่าพ่อส่งใครมารับฉัน?เป็นถึงระดับ ‘ผู้พัน’ เชียวนะคะ! ระดับผู้พันเลยนะ!”
ทั้งสามคนถึงกับตกตะลึงจนเซ่อ!
พ่อของลู่อวิ๋นเซียงส่งระดับผู้พันมารับเชียวหรือ? พ่อของเธอมีอำนาจถึงขั้นสั่งการผู้พันให้เดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อรับตัวลูกสาวเชียวหรือ?
งั้นตอนนี้พ่อของลู่อวิ๋นเซียงมีตำแหน่งขนาดไหนแล้ว?
ทุกคนต่างลอบสูดหายใจเข้าลึก ๆ ลู่อวิ๋นเซียงจึงพูดต่อ
“แถมพ่อยังซื้อเรือนสี่ประสานในเมืองหลวงไว้ให้ฉันด้วย เป็นชื่อของฉันเองเลยล่ะค่ะ ว้าว...ฉันมีความสุขจังเลย อยากจะบินไปหาคุณพ่อเดี๋ยวนี้”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!”
หยางชิงเสวี่ยถลึงตาใส่ลู่อวิ๋นเซียงด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ใบหน้าที่เคยดูเรียบเฉยละมุนตาบัดนี้ดูน่าเกลียดน่ากลัวอย่างยิ่ง
ลู่อวิ๋นเซียงหัวเราะเบา ๆ “พี่คงสติหลุดไปแล้วสินะ!”
หยางชิงเสวี่ยไม่ใช่แค่สติหลุด แต่เธอกำลังคลุ้มคลั่ง!
ลู่อวิ๋นเซียงมีพ่อที่น่าอิจฉา เป็นบุคลากรที่รัฐคุ้มครอง เงินเดือนสูง หน้าตาดี นิสัยอ่อนโยน แม้จะไม่ได้เจอกันหลายปี แต่ความรักที่มีให้ลูกสาวกลับล้นปรี่
เงินค่าเลี้ยงดูเดือนละ 200 หยวน พัสดุของใช้ล้ำค่าที่ส่งมาให้ไม่ขาดสาย จัดหาบ้านที่ดีให้อยู่ ส่งเสียให้เรียน...สิทธิพิเศษและความสะดวกสบายทุกอย่างล้วนเป็นของลู่อวิ๋นเซียง
ทำไมยัยเด็กที่แม่ไม่รัก พ่ออยู่ต่างบ้านคนนี้ถึงได้สิ่งเหล่านี้ไป?
เธอจึงต้องเหยียบลู่อวิ๋นเซียงไว้ให้จมดิน ไม่ให้ได้ผุดได้เกิด!
เดิมทีหลายปีมานี้ ลู่อวิ๋นเซียงก็เริ่มหัวอ่อนยอมคนจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้นตามแผนของเธอแล้ว
ใครจะไปคิดว่าแค่เรื่องงานเรื่องเดียว ยัยนี่จะบ้าดีเดือดขึ้นมา!!!
แถมตอนนี้ยังฉลาดถึงขั้นจะหนีไปเสวยสุขกับพ่อที่เมืองหลวงอีก!
หยางชิงเสวี่ยจะยอมได้อย่างไร? เธอไม่มีวันยอมให้ลู่อวิ๋นเซียงหลุดพ้นจากการควบคุมของเธอเด็ดขาด
เฉินชุนผิงเองก็เริ่มตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ เธอรีบลุกขึ้นผลักไสหยางชิงเสวี่ยและเฉินชิวเสียให้ออกไปจากห้อง
“พวกพี่กลับไปก่อนเถอะ อยู่ที่นี่มีแต่จะกระตุ้นอารมณ์เซียงเซียงเปล่า ๆ”
การที่ลู่อวิ๋นเซียงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าสาเหตุมาจากเรื่องที่หยางชิงเสวี่ยถือวิสาสะเอางานของเธอไปให้หยางลี่ลี่!
หยางชิงเสวี่ยนี่แหละคือตัวชนวนเหตุ จะปล่อยให้อยู่ยั่วโมโหกันที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว
ลู่อวิ๋นเซียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ มองการกระทำของเฉินชุนผิงด้วยสายตาเย้ยหยัน
ก็นั่นแหละนะ...พอผลประโยชน์ของตัวเองเริ่มสั่นคลอน แม่ผู้แสนดีก็ลุกขึ้นมามีเขี้ยวเล็บได้เหมือนกัน
หยางชิงเสวี่ยและเฉินชิวเสียไม่กล้าตอแยกับลู่อวิ๋นเซียงอีก จึงยอมเดินคอตกออกไปตามแรงผลักแต่โดยดี