บทที่ 5 เจ้าบ่าวขี้โรคกับเจ้าสาวหน้าเงิน
บทที่ 5 เจ้าบ่าวขี้โรคกับเจ้าสาวหน้าเงิน
“ข้าตกลงรับนางเป็นภรรยา”
สุ้มเสียงของเจียงเยี่ยนชิงไม่ดังนัก ทั้งยังแหบพร่าและเบาหวิวเพราะอาการป่วย ทว่าทันทีที่ถ้อยคำนั้นหลุดพ้นจากริมฝีปากซีดเซียว บรรยากาศจอแจในโถงกลางกลับเงียบสนิท ราวกับถูกใครนำฝาโอ่งใบยักษ์มาครอบทับทุกคนเอาไว้ แม้แต่ลมหนาวสารทฤดูที่พัดลอดช่องประตูเข้ามา ก็คล้ายจะชะงักงันไปชั่วขณะ
เฉียนซื่อเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้
“ไม่ได้!”
เสียงแหลมปรี๊ดของนางพุ่งทะลุเพดาน จนไก่แก่ตัวหนึ่งที่หลับอยู่ตรงลานบ้านสะดุ้งสุดตัว กระพือปีกพรวดพราดวิ่งชนถังไม้ซักผ้าดัง โครม! ชาวบ้านสองคนที่ทำทีเป็นเดินผ่านแต่แอบยืนชะเง้อคออยู่ข้างรั้วรีบหดคอหลบ ทว่าสองเท้ากลับหยั่งรากฝังลึกไม่ยอมขยับไปไหน แหม... เรื่องสนุกบ้านสกุลเจียงมีให้ดูฟรีๆ เช่นนี้ ต่อให้ฝนตกฟ้าร้องก็คงไม่มีผู้ใดยอมกลับบ้านง่ายๆ หรอก!
เฉียนซื่อถลาพุ่งเข้าหาบุตรชายคนโต ใบหน้าที่เคยมีเลือดฝาดเมื่อครู่ซีดเผือดไปครึ่งแถบ
“เยี่ยนชิง! เจ้าระวังคำพูดหน่อย! ร่างกายเจ้าร่อแร่ปานนี้ จะแต่งภรรยาได้อย่างไร!”
เจียงเยี่ยนชิงยกเปลือกตาขึ้นช้าๆ แววตาสีหมึกของเขาเยือกเย็นและสงบนิ่งเสียจนเฉียนซื่อชะงักฝีเท้าไปเอง ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะปริปากเถียง แต่ความเงียบงันของเขากลับแผ่รังสีคุกคามที่แปลความหมายได้ว่า‘ข้าเอ่ยปากแล้ว พวกท่านมีปัญญาทำอันใดข้าได้หรือ?’
ลู่เจาเจายืนกอดอกมองอยู่ด้านข้างแล้วอดลอบชื่นชมไม่ได้ สมกับเป็นว่าที่มหาตัวร้าย! ผู้อื่นยืนเถียงกันจนเส้นเลือดคอแทบแตก หมอนี่แค่มองปรายตาครั้งเดียวก็ทำคนหุบปากได้ครึ่งค่อนห้อง! ข้าละชอบนัก ผู้ที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงและไม่เปลืองน้ำลายเช่นนี้!
เฉียนซื่อพอหันมาปะทะเข้ากับสีหน้าพึงอกพึงใจของลู่เจาเจา กองไฟในอกก็ลุกพรึบขึ้นมาใหม่
“ส่วนเจ้า! เจ้าเป็นคู่หมั้นของเซวียนเอ๋อร์ อยู่ดีๆ จะเปลี่ยนตัวไปแต่งกับพี่ชายขี้โรคของเขาได้อย่างไร!”
ลู่เจาเจากะพริบตาปริบๆ อย่างใสซื่อ
“เมื่อครู่... ข้าเพิ่งอธิบายเงื่อนไขให้ท่านป้าฟังไปมิใช่หรือเจ้าคะ?”
“อธิบายเหลวไหลอันใดของเจ้า!”
“ในสัญญา ไม่มีระบุชื่อนี่เจ้าคะ”
“…”
“ข้าคือบุตรสาวสกุลลู่ เขาคือบุตรชายสกุลเจียง แม้ว่าเขาจะเป็นลูกเลี้ยงของท่าน แต่ว่าแม่ของเขาก็เคยเป็นภรรยาของท่านลุงเจียงซึ่งถือว่าเป็นสายเลือดตระกูลเจียงเหมือนกัน และในสัญญาครอบคลุมเพียงข้อความที่ว่าให้ข้าเป็นสะใภ้สกุลเจียง ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นคนพี่หรือคนน้องนี่น่า”
นางยกนิ้วชี้ขึ้นมาเคาะริมฝีปาก ทำท่าประกอบอย่างใจเย็น
“และข้าก็กำลังกระทำตามข้อตกลงครบถ้วนทุกประการ ผิดธรรมเนียมตรงไหนหรือเจ้าคะ?”
เฉียนซื่ออ้าปากค้าง อยากจะสบถด่าให้ไฟแลบ แต่สมองกลับหาเหลี่ยมหาตรรกะมาเถียงไม่ทัน สีหน้าของนางยามนี้จึงบิดเบี้ยวประหนึ่งคนกลืนลูกพุทราเข้าไปทั้งเม็ดมันติดคาอยู่กลางคอ จะกลืนก็ไม่ลง จะคายออกมาก็เสียกริยา!
ลู่หวยอันยืนมองบุตรสาวของตนอยู่นาน ตั้งแต่เมื่อคืน เขาก็รู้สึกว่าบุตรสาวของตนมีบางอย่างผิดแปลกไป แต่มาถึงตอนนี้... มันไม่ใช่แค่แปลกแล้ว นี่มันเหมือนถูกสลับตัวกับผู้ใดมาเสียมากกว่า!
เมื่อก่อน หากมีผู้ใดตวาดเสียงดังใส่เพียงสองประโยค เจาเจาน้อยของเขาก็คงก้มหน้างุด ตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้าไปแล้ว แต่วันนี้ นางกลับยืนหลังตรงแน่ว ข้างเท้ามีหีบสมบัติร้อยตำลึงวางอยู่ มือข้างหนึ่งตบลงบนฝาหีบดังป้าบๆ ท่วงท่าองอาจราวกับขุนศึกยืนเฝ้าคลังเสบียง!
ลู่หวยอันไม่รู้ว่าตนควรจะหลั่งน้ำตาดีใจที่บุตรสาวเข้มแข็งขึ้น หรือควรรีบพานางไปหาหมอเพื่อฝังเข็มทะลวงสมองดี เขาจึงเลือกเอ่ยถามสิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้
“เจาเจา... ลูกคิดทบทวนดีแล้วจริงหรือ ลูกรัก?”
น้ำเสียงของผู้เป็นบิดาแผ่วเบา แต่ความห่วงใยและกังวลในดวงตาคู่นั้นกลับสั่นไหวชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ลู่เจาเจาหันไปสบตากับเขา ครู่หนึ่ง ท่าทียียวนบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป
ความทรงจำบางอย่างของลู่เจาเจาคนเดิมไหลหลากเข้ามาในห้วงความคิด บุรุษวัยกลางคนตรงหน้านี้ คือผู้ที่ยอมควักเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อตระเตรียมสินเดิมก้อนโตให้นาง เขาเคยถูกพวกขุนนางหน้าเหม็นหัวเราะเยาะ ว่าช่างโง่เขลาที่เลี้ยงดูบุตรสาวอย่างฟุ่มเฟือยประดุจองค์หญิง แต่เขากลับยิ้มกว้างแล้วตอกกลับไปว่า
‘ลูกสาวข้ามีเพียงคนเดียว ไม่ให้ข้าใช้เงินกับนางแล้วจะให้ข้าใช้กับใคร’
ในหนังสือที่ลู่เจาเจาอ่านมา หลังเจ้าของร่างเดิมสิ้นใจ เขาก็เป็นเพียงคนเดียวที่วิ่งเต้นตีกลองร้องทุกข์เพื่อทวงความยุติธรรมให้นาง จนสุดท้าย... ต้องสูญเสียทั้งทรัพย์สิน บ่าวไพร่ถูกขายทอดตลาด สูญเสียทั้งศักดิ์ศรี และถูกตบตีทรมานจนแทบสิ้นสติ ลู่เจาเจาหลุบตาลงต่ำชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มบางๆ
“ลูกคิดดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
ลู่หวยอันอดไม่ได้ที่จะตวัดสายตาไปประเมินว่าที่บุตรเขยชายหนุ่มร่างผอมซีด เสื้อคลุมตัวยาวเก่าซีด หลวมโพรกจนดูคล้ายเอาผ้าไปตากไว้บนโครงกระดูก ริมฝีปากซีดขาวยังมีคราบเลือดสดๆ ติดอยู่ มองมุมไหน... ก็ไม่เหมือนบุตรเขยที่จะฝากผีฝากไข้ได้เลยสักนิด เหมือนคนไข้ที่กำลังรอหมอเขียนใบสั่งเสียให้เสียมากกว่า!
“เขาดี... ตรงไหนกันลูกรัก?”
ลู่หวยอันหลุดปากถามออกไปด้วยความขัดข้องใจอย่างถึงที่สุด ลู่เจาเจาเงียบไปหนึ่งอึดใจ สายตาของนางกวาดมองประเมินใบหน้าคมคายของเจียงเยี่ยนชิง ตั้งแต่คิ้วเข้มดุดัน นัยน์ตาดำขลับล้ำลึก ไปจนถึงสันกรามคมกริบได้รูป จากนั้นก็หันกลับมาตอบอย่างจริงจัง
“อย่างน้อยที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็ รูปโฉมงดงามเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
“…”
ลู่หวยอันรู้สึกคล้ายหน้ามืด หัวใจหยุดเต้นไปสามจังหวะ! เจียงต้าเฉิงสำลักน้ำลาย ไอแห้งๆ โขลกใหญ่... เฉียนซื่อเบิกตาตี่ๆ จนแทบถลนออกจากเบ้า... เจียงเยี่ยนเซวียนมุมปากกระตุกตึงเครียด คิ้วขมวดมุ่น พลางร้องหาความเป็นธรรมในใจ... นี่ข้าไม่หล่อเหลาตรงไหนกัน!
ส่วนเจ้าของรูปโฉมงดงามกลับเพียงปรายหางตามามองนาง ไม่มีทีท่าขวยเขิน... ไม่มีความยินดี... มีเพียงแววตาที่จ้องมองมาคล้ายกำลังประเมินว่า สตรีวิปลาสตรงหน้านี้ ถูกผีสางเทวดาองค์ใดเข้าสิงกันแน่? ลู่เจาเจารีบงัดข้อดีข้อต่อไปขึ้นมาเสริม
“และที่สำคัญ... เขาไม่เคยเอ่ยปากขอเงินข้าเลยนะเจ้าคะ!”
คราวนี้... สายตาทุกคู่ในห้องโถง พลันพร้อมใจกันหันขวับไปพุ่งเป้าที่เจียงเยี่ยนเซวียนอย่างพร้อมเพรียง! สีหน้าของคุณชายรองผู้หมดจดแข็งทื่อขึ้นมาทันตาเห็น เขาพยายามปั้นหน้าให้เหมือนบัณฑิตผู้ถูกสบประมาท
“คุณหนูลู่ ข้าเองก็ไม่เคยเอ่ยปากขอสินเดิมของเจ้าเช่นกันนะ”
ลู่เจาเจาอยากจะหัวเราะให้ฟันโยก หากว่าข้าไม่รู้ว่ามาก่อนว่าเจ้ามีแผนการอย่างไร ข้าคงจะเชื่อไปแล้ว…
“ประเสริฐไปเลยเจ้าค่ะ! เช่นนั้น... ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลข้อใด ที่ข้าจะต้องแต่งกับท่านเลยนี่เจ้าคะ!”
เจียงเยี่ยนเซวียน
“…”
เจอคำตอบอุดปากระดับนี้ บัณฑิตอนาคตไกลถึงกับไปไม่เป็น! ในเมื่อเจียงเยี่ยนชิงเซ็นตอบรับข้อเสนอแล้ว ขั้นตอนต่อไปในกระบวนการ ก็เหลือเพียงอย่างเดียว!
“เช่นนั้น... เราจัดพิธีแต่งงานกันวันนี้เลยนะเจ้าคะ!”
คราวนี้ ทั้งห้องแทบจะพร้อมใจกันหงายหลังตึง! เฉียนซื่อสูดลมหายใจเข้าลึกจนปอดแทบฉีก
“วันนี้รึ?!”
“เจ้าค่ะ”
“นี่เจ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ! เจ้าคิดว่าการจัดงานวิวาห์คือการเดินไปซื้อหัวไชเท้าในตลาดสดหรืออย่างไร! นึกอยากจะจ่ายเงินซื้อวันนี้ ก็หอบหิ้วกลับบ้านวันนี้ได้เลยรึ!”
ลู่เจาเจาทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตอกกลับหน้าตายว่า
“เปรียบเทียบผิดแล้วท่านป้า ซื้อหัวไชเท้าในตลาดยังต้องยืนคัดใบสดใบเหี่ยวเลยเจ้าค่ะ”
นางหันขวับไปมองเจียงเยี่ยนชิง
“ส่วนคุณชายใหญ่...”
เจียงเยี่ยนชิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง คล้ายรอฟังคำวิจารณ์ ลู่เจาเจารีบกลืนคำว่า ‘ใกล้เหี่ยวเต็มทีแล้ว’ กลับลงคอไปอย่างรู้กาลเทศะ
“...อาการน่าเป็นห่วง ควรรีบเร่งรัดพิธีการให้เร็วที่สุดเจ้าค่ะ”
“…” ชายหนุ่ม เขามั่นใจร้อยส่วนว่าเมื่อครู่นางไม่ได้กะจะใช้คำว่า ‘เร่งรัดพิธีการ’ อย่างแน่นอน!
เฉียนซื่อยกมือขึ้นกุมขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ
“ชุดอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงก็ไม่มี!”
“ข้ามีชุดสีแดงตัวเก่งอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
“เกี้ยวแปดคนหามก็ไม่มี!”
“ข้ายืนอยู่ในเรือนของท่านแล้ว จะให้ข้าเดินออกไปขึ้นเกี้ยว นั่งวนรอบหมู่บ้านหนึ่งรอบ แล้วค่อยให้ข้าเดินหอบผ้าหอบผ่อนกลับเข้ามาใหม่หรือเจ้าคะ? สิ้นเปลืองเวลาเปล่าๆ”
“แต่ฤกษ์งามยามดีก็ยังไม่มี!”
ลู่เจาเจาแหงนหน้ามองออกไปนอกประตูบ้าน แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายคล้อยทอดผ่านกิ่งต้นพุทรา ลมหนาวพัดหอบเอาใบไม้แห้งกรอบปลิวข้ามลานดินไปอย่างเกียจคร้าน...
“แดดร่ม ลมตก นกกระจอกร้องจิ๊บๆ” นางหันกลับมาฉีกยิ้ม
“ข้าว่า... นี่แหละฤกษ์มงคลสวรรค์ประทานพร!”
เฉียนซื่อแทบทรุดลงไปกองกับพื้น นั่นมันเรียกว่าดูฤกษ์ที่ไหน! นั่นมันพยากรณ์อากาศชัดๆ!
เจียงต้าเฉิงเองก็เริ่มปวดขมับจี๊ดๆ
“คุณหนูลู่ เรื่องวิวาห์มงคลเช่นนี้ ไม่ควรเร่งรัดจนดูไม่เหมาะสมนะ”
ลู่เจาเจาพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยอย่างน่าประหลาดใจ
“ท่านลุงกล่าวถูกต้องที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
ทุกคนในห้องเพิ่งจะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่นางกลับต่อประโยคว่า...
“แต่หมอบอกว่าคุณชายใหญ่อาจอยู่ไม่พ้นฤดูหนาว หากเรายังชักช้า…”
นางหยุดนิดหนึ่ง สายตาเหลือบไปทางเจียงเยี่ยนชิง
“ข้ากลัวจะไม่ทัน”
เงียบ!!! ลู่หวยอันหลับตาลงช้า ๆ เจียงต้าเฉิงกระแอม เฉียนซื่อเหมือนถูกใครเอาไม้ตีท้ายทอย ส่วนเจียงเยี่ยนชิงเอง มุมปากซีดของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
“เจ้ากลัวข้าตายก่อนแต่งหรือ?”
“เจ้าค่ะ!!”
ลู่เจาเจาตอบตรงเกินคาด ชายหนุ่มหรี่ตา ยังไม่ทันเกิดความรู้สึกประหลาดใดขึ้น นางก็เสริม
“เสียค่าจัดงานซ้ำสองรอบไม่คุ้ม”
ความรู้สึกเมื่อครู่ดับวูบ เจียงเยี่ยนชิงหลุบตามองพื้น หากสุขภาพเขาดีกว่านี้ บางทีอาจหัวเราะออกมาแล้วหญิงคนนี้… น่าสนใจจนชวนให้ปวดหัวจริง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ว่า
“เช่นนั้นก็แต่งวันนี้เถอะ!!”
คำตอบของเขานั้น มีความหมายไปในทางเดียวกัน นั้นคือ…เขาก็กลัวตัวเองไม่รอดเหมือนกัน!!!!
--------------
ข่าวความคืบหน้างานแต่งที่รวดเร็วยิ่งกว่าการต้มน้ำหนึ่งกา แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านต้าเหอภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม! ชาวบ้านเริ่มพากันมาเดินเล่นออกกำลังกายผ่านหน้าบ้านสกุลเจียงกันอย่างคึกคักผิดปกติ คนหนึ่งแสร้งทำเป็นหอบฟืนเดินผ่าน อีกคนถือตะกร้าผักเดินผ่าน ท่านปู่คนหนึ่งถึงขั้นจูงวัวแก่ๆ เดินวนผ่านหน้าบ้านไปสามรอบ! ทั้งที่คอกวัวของแกตั้งอยู่คนละทิศกับบ้านสกุลเจียงเลยด้วยซ้ำ!
พิธีมงคลสมรสถูกจัดขึ้นอย่างรวบรัดและอนาถาที่สุด เรียบง่ายเสียจนลู่เจาเจาคิดว่า ถ้าเร่งรัดให้ไวกว่านี้อีกนิด ก็คงเหลือแค่จับมือทำสัญญาประสานกันสามที แล้วประกาศตัวเป็นสามีภรรยากันได้เลย!
ผ้าแพรแดงเก่าเก็บตั้งแต่เทศกาลตรุษจีนเมื่อสองปีที่แล้ว ถูกนำมาสะบัดฝุ่นพาดประดับไว้ที่เสากลางบ้าน โต๊ะบูชาฟ้าดินถูกปัดกวาดเช็ดถูจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ในเมื่อสกุลเจียงยากจนข้นแค้นไร้บ่าวไพร่ เฉียนซื่อจึงต้องวิ่งวุ่นจัดเตรียมของด้วยตนเอง ปากก็พร่ำบ่นด่าทอฟ้าดินไปพลาง เจียงต้าเฉิงก็เดินงุ่นง่านช่วยหยิบจับข้าวของอย่างเก้ๆ กังๆ
ส่วนลู่เจาเจา... นางนั่งจับเจ่าอยู่หน้ากระจกทองแดงบานเล็กในห้องพัก สางผมให้ตนเองอย่างเงียบเชียบ สกุลลู่ถูกยึดทรัพย์ บ่าวไพร่ถูกขายจนสิ้น ยามนี้นางจึงเหลือเพียงสองมือของตนเอง ทว่าสตรีที่เคยผ่านการทำงานล่วงเวลาจนเลือดตากระเด็นเยี่ยงนาง หาได้ใส่ใจความลำบากเล็กน้อยนี้ไม่
[โฮสต์...] เสียงเจ้าระบบ 999 ดังทำลายความเงียบขึ้นมาในหัว
[ท่าน... ไม่รู้สึกหวาดกลัวบ้างเลยหรือ?]
ลู่เจาเจามองเงาสะท้อนของตนเองในกระจก หญิงสาววัยสิบเจ็ดปีในกระจกนั้น มีใบหน้าขาวกระจ่างนวลเนียน ดวงตากลมโตสุกใส ริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อโดยธรรมชาติ ใบหน้านี้ช่างดูบอบบาง อ่อนหวาน และไร้เดียงสา... หวานหยดย้อยเสียจนหากนางไม่อ้าปากพ่นถ้อยคำหน้าเลือดออกมา ก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อเด็ดขาด ว่าแม่โฉมงามผู้นี้เพิ่งจะยืนเถียงฉอดๆ กับคนทั้งบ้านจนไม่มีผู้ใดเอาชนะได้!
‘ต้องกลัวอันใดเล่า?’ ลู่เจาเจาย้อนถามในใจ มือก็สางผมต่อไปอย่างใจเย็น
[ก็... คุณชายใหญ่น่ะ... ป่วยหนักใกล้จะลงโลงอยู่รอมร่อแล้วนะ]
ระบบเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีปนระแวงเสแสร้งเป็นที่สุด ก็นะแม้ว่ามันอยากจะช่วยพระเอกสุดกำลัง แต่ด้วยหน้าที่ ที่มันนั้นได้ผูกพันกับโฮสต์บ้าๆคนนี้แล้วทำให้จำต้องทนอยู่และช่วยเหลือนางต่อไป
ลู่เจาเจานิ่งงันไป ภาพคราบเลือดสีแดงฉานตรงมุมปากของเจียงเยี่ยนชิง ผุดซ้อนขึ้นมาในห้วงความคิด นางตระหนักดีว่า อาการป่วยของเขานั้นสาหัสเพียงใด และในโลกที่วิชาการแพทย์ยังมีขีดจำกัด การล้มป่วยไม่ใช่เรื่องที่จะล้อเล่นได้ ผู้คนมากมายอาจสิ้นใจไปเพียงเพราะพิษไข้หวัดธรรมดา บางครอบครัวต้องยอมจำนองที่นาจนหมดตัว เพียงเพื่อแลกกับยาสมุนไพรขมๆ แค่ห่อเดียว
ความรู้สึกหนักอึ้งก่อตัวขึ้นในอกของนาง แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว ลู่เจาเจาก็กดความรู้สึกนั้นให้จมลึกลงไป ความกลัวไม่เคยสร้างผลกำไร! มีแต่จะทำให้การตัดสินใจผิดพลาด!
‘เขายังมีลมหายใจอยู่ เจ้าก็อย่าเพิ่งรีบสวดส่งวิญญาณให้เขาสิ’ นางเอ่ยตอบหน้าตาย
‘อีกอย่างนะ... ถ้าเขารอดตาย ข้าก็ได้ครอบครองสามีรูปงามปานพานอันไว้ใช้งานฟรีๆ ประหยัดค่าจ้างแรงงานไปได้ตั้งเยอะ!’
ระบบเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังประมวลผลความหน้าหนาของโฮสต์ตนเอง
[แล้ว... ถ้าคุณชายใหญ่ไม่รอดล่ะ?]
ลู่เจาเจาชะงักมือที่กำลังจัดปิ่นปักผม ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่...
‘ถ้าเขาตาย... ข้าก็ถือว่าการลงทุนครั้งนี้ขาดทุนยับเยินน่ะสิ! ไว้ถึงตอนนั้น เจ้าค่อยเตือนให้ข้าทวงค่าธูปเทียนเซ่นไหว้จากเฉียนซื่อก็แล้วกัน!’
[…]
สวรรค์... ระบบอยากจะลาออกวันละสามร้อยรอบ!
เมื่อลู่เจาเจาก้าวเท้าออกจากห้องพัก เจียงเยี่ยนชิงก็เปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เสื้อคลุมตัวยาวสีแดงเข้ม ที่ไม่รู้ว่าถูกยัดหมกไว้ในก้นหีบมากี่สิบปี ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าที่ซีดเซียวของเขาดูสว่างและโดดเด่นขึ้นอย่างประหลาด ร่างกายแม้จะซูบผอมบางตา... แต่ช่วงไหล่ที่กว้างและตั้งตรง กับช่วงเอวที่สอบเพรียว กลับส่งเสริมให้เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อตัวนี้ ดูสง่างามและมีราคาแพงขึ้นมาทันตาเห็น!
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องกระทบเสี้ยวใบหน้าของเขา ดวงตาคมกริบลึกล้ำภายใต้คิ้วกระบี่พาดเฉียงนั้น... แฝงความเย็นชาและหยิ่งผยองอยู่เป็นนิจ ลู่เจาเจาชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ประเมินผลในใจอย่างเงียบเชียบ อืม... ไม่เลวเลย! สินค้านี้โครงสร้างดีเยี่ยม! หากอัดฉีดโสมคนบำรุงให้อ้วนท้วนขึ้นอีกสักนิด รับรองว่าจะเป็นสินค้าชั้นยอดที่วางโชว์หน้าจวนได้ไม่อายใครแน่!
[โฮสต์...] เสียงระบบดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
[กรุณา... อย่าจ้องมองมนุษย์ด้วยสายตาหื่นกระหาย ราวกับกำลังประเมินคุณภาพสุกรในตลาดได้หรือไม่!]
‘ข้าไม่ได้มองเขาเป็นสุกร!’
เจียงเยี่ยนชิงราวกับมีสัมผัสที่หก เขารู้สึกถึงสายตาที่พุ่งตรงมา จึงปรายตาหันมามองนางเล็กน้อย
“เจ้า... มองสิ่งใดอยู่?”
ลู่เจาเจาไม่หลบตา ซ้ำยังจ้องตอบอย่างเปิดเผย
“กำลังดูว่า อาภรณ์สีแดงนี้ เหมาะสมกับท่านหรือไม่เจ้าค่ะ”
“แล้วผลการประเมินเล่า?”
“พอใช้ได้เจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ลู่เจาเจายังใจดี กดบวกคะแนนความพึงพอใจเพิ่มให้อีกนิด
“แต่ถ้าท่านเลิกไอเป็นเลือดเปื้อนเสื้อผ้าได้จะได้คะแนนเต็มร้อยเลยเจ้าค่ะ”
มุมปากของเขาค้างเติ่ง กระตุกยิกๆ
“...ข้าจะพยายามก็แล้วกัน”
“ดีมากเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากเหนื่อยซักคราบเลือด ซักผ้าเองในหน้าหนาวมันทรมานนะเจ้าคะ!”
เจียงเยี่ยนเซวียนที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินบทสนทนานี้เข้าพอดี ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอนาถใจ... สตรีผู้นี้ช่างไร้ความละอายอย่างแท้จริง!
พิธีมงคลสมรสเริ่มต้นขึ้นในที่สุด ไม่มีวงดนตรีมโหรีบรรเลงเพลงอึกทึก ไม่มีเกี้ยวแปดคนหามหรูหรา ไม่มีแขกเหรื่อร่วมงานจนล้นลานบ้าน มีเพียงญาติผู้ใหญ่ และบรรดาชาวบ้านที่อ้างว่า
“บังเอิญเดินผ่านมาพอดี๊พอดี!”
"นั้นนะสิ พวกเราแค่ผ่านมาาา...ไม่ต้องสนใจพวกเราหรอก คิดเสียว่าพวกเราเป็นต้นไม้ ใบหญ้าเถอะ.."
"ใช่ๆ พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ก็ทำต่อไปเถอะ ไม่ต้องหยุดเพราะว่าการผ่านมาของพวกเรา"
น้ำเสียงของชาวบ้านผู้ที่ผ่านมา พอดี๊พอดีเซ่งแซ่ อย่างอยากรู้อยากเห็นดังขึ้น...
“หนึ่ง... คำนับฟ้าดิน!”
ลู่เจาเจาย่อเข่าก้มตัวลงช้าๆ ขณะที่ศีรษะกำลังค้อมต่ำ นางก็ได้ยินเสียงไอเบาๆ ดังมาจากคนข้างกาย เสียงไอนั้นไม่รุนแรงนัก... แต่ก็ดังพอที่จะย้ำเตือนให้สติของนางรู้ว่าบุรุษที่ยืนอยู่ข้างๆ นี้ ป่วยหนักจนแทบจะลงโลงอยู่แล้วจริงๆ!
“สอง... คำนับบิดามารดา!”
เฉียนซื่อนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ประธาน สีหน้าของนางบูดบึ้งตึงเครียดราวกับถูกใครเอามีดจี้คอ บังคับให้นั่งทนดูสมบัติหนึ่งร้อยตำลึง เดินเชิดหน้าออกจากบ้านไปต่อหน้าต่อตา!
“สาม... สามีภรรยาคำนับกันและกัน!”
ลู่เจาเจาหมุนตัวหันหน้าเข้าหาเจียงเยี่ยนชิง ผ่านเนื้อผ้าแพรคลุมหน้าสีแดงที่บางเฉียบสายตาของคนทั้งคู่สอดประสานกัน
ดวงตาของชายหนุ่มมืดมิดและลึกล้ำราวกับก้นบึ้งของสระน้ำมรณะ นางอ่านไม่ออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ส่วนเจียงเยี่ยนชิงเองก็ไม่เข้าใจหญิงสาวตรงหน้าแม้แต่น้อย ชาติก่อน... ไม่สิ... ในฝันร้ายอันสมจริงที่ตามหลอกหลอนเขามาเนิ่นนาน... ลู่เจาเจาควรจะเป็นเพียงสตรีผู้อ่อนแอ หวาดหวั่น และยอมก้มหัวตบแต่งเป็นภรรยาของน้องชายเขาแต่โดยดี มิใช่หรือ?
แต่สตรีตรงหน้านี้... กลับดูเหมือนว่า หากมีผู้ใดกล้ามาแตะต้องสมบัติของนางแม้เพียงอีแปะเดียว นางก็พร้อมจะกระโดดกัดคอผู้นั้นจนเลือดสาดกระจาย! น่าสนใจยิ่งนัก... และอันตรายอย่างประหลาด!
ทั้งสองค้อมศีรษะคำนับให้แก่กันอย่างเชื่องช้า ในห้วงความคิดของลู่เจาเจามีเพียงประโยคเดียวที่แล่นผ่านเข้ามา... แต่งงานแล้ว! ง่ายยิ่งกว่าประทับตราจดทะเบียนหอการค้าเสียอีก!
[ติ๊ง! ตรวจพบเส้นเรื่องหลักเกิดการบิดเบือนอย่างรุนแรงขั้นวิกฤต!]
[คำเตือน….]
‘หุบปากไปเลย วันนี้ข้าแต่งงาน ข้าต้องการความสงบ!’
[...]
[ระบบรู้สึกน้อยใจ... โฮสต์ไม่มีความเคารพยำเกรงต่อชะตากรรมเอาเสียเลย!]
‘แล้วชะตากรรมที่ว่านั่นน่ะ... มันเคยเคารพเงินในกระเป๋าข้าบ้างหรือไม่เล่า?!’
ระบบใบ้รับประทาน... ปิดแจ้งเตือนหนีไปซุกมุมมืดเงียบๆ ทันที
******
