Chapter 2
"เจ็บไหมครับ?" ผมถามเสียงกังวลอยู่มากกับร่างสูงตรงข้ามที่กำลังนั่งนิ่งให้ผมได้ทำแผลที่มุมปากให้หลังจากที่เราขับรถมาถึงคอนโดของพี่ลมแล้ว จะว่าไป ผมน่ะเข้าออกที่นี่บ่อยมาก ๆ จนแทบจะเป็นบ้านอีกหลังของตัวเองไปแล้ว
"ไม่เจ็บ พี่ทนได้อยู่แล้ว" ถึงจะบอกแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็หน้าแหยกับทุกจังหวะป้ายแต้มยาของผมเลยนะนั่น
"พี่ซันก็ทำเกินไปจริง ๆ" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่มันหลายครั้งมากแล้วและทุกครั้งพี่ลมก็มีแผลเกือบทุกครั้งเลย ผมไม่อยากให้เขาต้องมาเจ็บตัวเพราะครอบครัวของผมอีกต่อไปแล้วและผมก็ต้องหาวิธีอะไรสักอย่าง ที่จะให้ครอบครัวยอมรับพี่ลมเสียที
"แต่พี่ก็ผิดด้วยเหมือนกันนะเรื่องนี้ ถ้าวันนั้นพี่ไม่ผิดนัดหนู พี่ชายของหนูคงไม่โกรธพี่มากขนาดนี้" พี่ลมพูดย้อนไปถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อนที่เป็นต้นเหตุให้พี่ซันมีเรื่องต่อว่าและต่อยตีพี่ลมได้
"ก็พี่ลมต้องรีบไปดูคุณอาที่เข้าโรงพยาบาลด่วนหนิครับ ไม่ใช่ความผิดของพี่ลมเลย" พี่ลมเล่าให้ฟังว่าคุณพ่อและคุณแม่ของเขา ตอนนี้อยู่ที่ต่างประเทศทั้งหมดเพราะว่าพวกท่านทำธุรกิจหลายอย่าง ส่วนที่ยังอยู่ไทย เห็นทีก็น่าจะเป็นแค่คุณอาของเขาเท่านั้น
พี่ลมเงียบไปไม่ได้พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ผมได้ทำแผลให้เขา “เดี๋ยวทายาแก้ช้ำหน่อยนะครับ พรุ่งนี้เปิดเทอมใหม่ด้วย หมดกันใบหน้าหล่อ ๆ ของแฟนหนู” ผมพูดพลางบีบเอายาป้ายลงกับนิ้วเล็ก แต่คงจะสนใจยานั้นมากไปหน่อย
“อุ้บ!” ดวงตากลมเลิกขึ้นอย่างตกใจกับการกระทำของอีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม มือหนาของเขารั้งเอาคางมนของผมขึ้นไปประกบจูบริมฝีปากหยักไม่ทันได้ตั้งตัว
เห็นแบบนี้ถึงแม้เราจะคบกันมาร่วมปี แต่ว่าเราทั้งคู่ก็ไม่เคยมีอะไรกันเลย เพราะว่าผมมีพันธุ์กรรมจากม๊าเต็ม ๆ ที่สามารถท้องได้ เราเลยเลี่ยงเรื่องอย่างว่ากันมาตลอด
“รักพี่ไหม?” พี่ลมผละหน้าออกก่อนพูดถาม
“ระ..รักครับ” ผมตอบทั้งใบหน้าเรียวสวยยังขึ้นแดงเอ่อทั่วแก้มนุ่มทั้งสองข้าง ไม่นานหลังจากนั้น ริมฝีปากหยักของเขาก็ประกบจูบลงมาที่ริมฝีปากบางของผมอีกครั้งอย่างตั้งใจ
‘จ๊วบ จ๊วบ’
เสียงบดจูบดังขึ้นให้ได้ยินสลับกับเสียงหายใจหนักของผมเอง ก้อนเนื้อกลางอกมันเต้นรัวซะยิ่งกว่าอะไรเสียอีก ไม่เคยตื่นเต้นกับอะไรเท่าจูบแรกจากเขาคนนี้เลย มือหนาเลื่อนขึ้นจับเอาต้นแขนเรียวของผมก่อนใบหน้าหล่อคมจะเอียงปรับองศาจูบ
จูบแรกกับคนที่รัก มันดีมากแบบนี้นี่เอง...
“โอยย!” ผมสะดุ้งตัวโยนในทันทีก่อนที่เราจะผละหน้าออกจากกัน พี่ลมยกมือหนาขึ้นจับเอามุมปากของตัวเองแทน เมื่อกี้ผมดันเผลอไปกัดเข้ากับรอยช้ำของเขาเข้า แงงง ตะวันนน
“เจ็บมากหรือเปล่าครับพี่ลม หนูขอโทษ” คิดว่าจะมีจุดพีคกลางห้องแล้วซะอีก
“นิดหน่อย ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?” เสียงนิ่งของเขาพูดถาม
“เปล่าครับ” รังจะบอกว่าเสียดายก็ใช่ที
“ยาที่ทาไปน่าจะลบออกหมดแล้ว เดี๋ยวหนูทาให้ใหม่นะ” จำได้ว่าบีบยาไว้ที่นิ้ว ตอนนี้มันกลับหายไปแล้วด้วย ผมเลยหยิบเอาหลอดยาเดิมขึ้นมาบีบใส่นิ้วเรียวอีกครั้ง
“เจ็บนิดนะครับ” ก่อนปลายนิ้วของผมจะป้ายลงที่มุมปากของเขาอย่างเบามือที่สุด
“เรียบร้อยแล้ว” ใบหน้าหวานฉีกยิ้มขึ้นตามประสาก่อนเก็บเอากล่องยาไว้เหมือนเดิม พี่ลมมองมาทางผมสายตานิ่งผิดไปแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเลย เรานั่งมองหน้ากันอยู่แบบนั้นจนบรรยากาศภายในห้องเริ่มเงียบ
“พรุ่งนี้จะครบรอบ 1 ปีของเรา พี่ลมไปทานข้าวเย็นกับที่บ้านของหนูนะครับ” มันเป็นประโยคขอร้องจากผม
“ป๊า ๆ กับพี่ชายของหนูจะโอเคเหรอ?” จริงอยู่ที่พี่ลมสามารถเข้าออกบ้านได้บ้างเพราะม๊าช่วย แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปทานข้าวที่บ้านเลย แต่ว่าพรุ่งนี้แหละ
“หนูจะคุยกับป๊าและพี่ซันเองครับ”
“ไม่!”
“ไม่!”
“ไม่!”
“จะพูดพร้อมกันทำไมครับเนี่ยสามพ่อลูก” เป็นม๊าที่พูดขึ้นต่อหลังจากที่ผมพูดขอเรื่องที่จะให้พี่ลมมาทานมื้อเย็นที่บ้านของเราในตอนเช้าของวัน วันที่ผมและพี่ซันเข้าเรียนในมหาลัยใหม่
“วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีของลูกกับพี่ลมนะครับ ป๊ากับพี่ซันคงไม่อยากให้ลูกออกไปไหนมาไหนกับพี่ลมบ่อย ๆ ใช่ไหมล่ะ” ผมพูดบอกอย่างลองใจ เพราะป๊า ๆ เป็นคนที่ฉลาดกันมาก
“ทำไมต้องให้มันมากินข้าวที่บ้านเราด้วย” ป๊าแพทริคพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์เหมือนเดิม ความจริงก็หัวเสียทุกรอบถ้าผมพูดถึงเรื่องพี่ลมขึ้นมาแต่ละครั้ง
“ป๊าไม่รักลูกแล้วใช่ไหมครับ ความสุขของลูกป๊าถึงให้ไม่ได้” ผู้ชายในบ้านหลังนี้นะแพ้ที่สุดเลย น้ำตาของผมน่ะ ผมเริ่มพูดเสียงสั่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก่อนริมฝีปากจะเบะขึ้นตาม
“โอเค ๆ ป๊ายอมแล้ว แต่แค่กินข้าวนะ ห้ามนอนค้าง” ก่อนที่ป๊าเรย์จะพูดขึ้นทันที ได้ผลแต่ถ้าไม่อนุญาต ผมก็คงจะร้องไห้จริง ๆ แล้วเหมือนกัน
“ป๊าครับ” ก่อนที่พี่ซันที่นั่งอยู่ข้างป๊าแพทริคจะพูดขึ้นอย่างไม่ชอบใจมากเท่าไหร่กับสิ่งที่ป๊าเรย์พูดบอกไปก่อนหน้า
“อย่างน้อยตะวันก็ยังอยู่ในสายตาเรา ถ้ามันจะทำอะไรตะวัน เราจะได้ช่วยได้ทันไง แค่เห็นหน้าครั้งแรกก็รู้สึกไม่ไว้ใจมันแล้ว” ป๊าแพทริคที่ไม่ได้เป็นคนตัดสินใจในตอนแรกพูดขึ้นบ้าง
“ครับป๊า” ก่อนที่พี่ซันจะยอมถอยให้เพราะทุกคนในบ้านรู้ดีว่าการตัดสินใจของป๊าทั้งสองคนเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว
“ม๊าดีใจด้วยนะลูก” ม๊าที่นั่งอยู่ข้างผมพูดขึ้นบ้าง ผมรีบหันไปฉีกยิ้มให้ม๊าอย่างลืมไปเลยว่าก่อนหน้ากำลังรับบทอะไรอยู่
