Chapter 13
“น้ำครับ” ก่อนที่แก้วน้ำเปล่าจะวางลงตรงหน้าโต๊ะต่ำที่นั่งอยู่ พี่ลมนั่งลงกับโซฟาอีกตัวที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก
“ขอบคุณครับ ทำไมถึงมีแต่หนังสือพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับสามีภรรยาคู่นั้นล่ะครับ” ผมถามถึงหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่มีแต่ข่าวของคู่สามีภรรยาในข่าวเมื่อหลายวันก่อนที่เราได้อยู่ด้วยกันในห้องนอนของพี่ลมวันนั้น
“ก็หนูบอกว่าพวกเขาทำความดีให้สังคมเยอะ พี่เลยลองหาเอามาอ่านดูน่ะ คิดว่าน่าสนใจดี” เสียงนิ่งของพี่ลมพูดตอบ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเขาถึงให้ความสนใจมากขนาดนั้น
“แต่จะว่าไปคดีนี้มันก็น่าแปลกมากจริง ๆ นะครับ” ก็ข่าวที่ลงกับสิ่งที่ป๊าเล่าให้ฟังมันเหมือนเป็นหนังคนละม้วนกันเลยน่ะสิ
“ยังไง?”
“เท่าที่จำได้เหมือนป๊าเล่าว่าพวกเขาถูกลอบยิงน่ะครับ แต่ว่าคนของป๊าที่ใช้ถนนเดียวกันดันอยู่ตรงนั้นพอดี รถของผู้เสียชีวิตเลยประสานงากับคนของป๊าอย่างแรง จนเกิดเรื่องที่ว่าขึ้น แต่ข่าวทุกสำนักกลับออกว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุ น่าแปลกไหมล่ะครับ?”
“พี่ลม เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ?” ก็พี่ลมน่ะ ขมวดคิ้วยุ่งเลยระหว่างที่ฟังที่ผมพูดบอกไป
“หนูว่าพวกเขาโดนลอบยิงเหรอ?”
“ครับ ตอนนั้นพวกป๊ายุ่งกันมาก ๆ เลย หนูจำได้ดีว่าป๊าไม่ได้เข้ามาบอกฝันดีหนูก่อนนอนหลายวันมาก ๆ” ผมพยักหน้าตอบ
“แต่ไม่รู้ว่าความจริงเป็นยังไงแน่นะ เพราะป๊าบอกหนูแบบนี้แต่ข่าวดันออกมาอีกแบบ หรือหนูอาจจะฟังผิดก็ได้เพราะตอนนั้นหนูยังเด็กอยู่เลย” พูดต่อและพี่ลมเองก็ยังไม่มีท่าทีจะเลิกขมวดคิ้วลงเสียที
“พี่ลมไม่เห็นต้องสนใจเลยครับ ขนาดครอบครัวของหนูเกี่ยวข้องกับคดีนี้อยู่บ้าง ยังไม่มีใครให้ความสนใจเลย พี่ลมน่ะ สนใจหนูคนเดียวก็พอ” คดีนี้คนร้ายของเรื่องจริง ๆ ก็ถูกจับได้แล้ว ครอบครัวของผมที่เป็นแพะรับบาปก็เป็นผู้บริสุทธิ์ไปแล้วด้วย
“นั่นสินะ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย แค่การตายของคนสองคน” พี่ลมเน้นเสียงพูดหลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีกแล้ว
“พี่ลม หนูมาหาพี่ลมเพราะว่าคิดถึงนะ อย่าเสียเวลาคุยเรื่องคนอื่นดีกว่านะครับ” ผมลุกออกจากที่นั่งของตัวเองก่อนเดินเข้าไปนั่งข้างพี่ลมแทน พี่ลมขยับตัวสร้างที่ว่างให้ผมได้เข้าไปนั่งข้างเขาได้เต็มที่ มือเล็กยกขึ้นจับเอาใบหน้าหล่อของคนรักหันมาหา
“ยังช้ำอยู่เลย ไม่ค่อยได้ทายาเหรอครับ” พี่ลมพยักหน้าทั้งสีหน้าของเจ้าตัวยังนิ่งเฉยอยู่เหมือนเดิม ช่วงนี้เราห่างเหินกันไปหรือเปล่าพี่ลมถึงได้นิ่งกับผมได้มากขนาดนี้
“เดี๋ยวหนูไปเอากล่องยามาทำแผลให้พี่ลมดีกว่า” ว่าจบก็ลุกขึ้นไปหาเอากล่องยาในห้องพี่ลมทันทีเพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธจากเขา หาอยู่สักพักก็เจอเข้ากับกล่องยาจนได้ ผมถือมันกลับมาที่ที่พี่ลมนั่งก่อนเริ่มหายาเอาออกมาทาให้
“พี่ลมไม่เหมาะหรอกครับกับหน้าช้ำ ๆ แบบนี้” เจลเย็นรักษารอยช้ำเขียวป้ายลงกับนิ้วก่อนชโลมกับบาดแผลอย่างเบาแรง
“หนูบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะบอก มันคือเรื่องอะไรเหรอ?” จริงด้วย ผมเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปเลย เอาแต่คุยกันเรื่องของสามีภรรยาคู่นั้นอยู่เสียนาน
“ที่บ้านของหนูยอมรับพี่ลมแล้วนะครับ พวกเขาให้เราคบกันแล้ว ตอนที่ป๊าบอกหนูว่าเปิดโอกาสให้หนูได้ทำตามใจตัวเองน่ะ ดีใจมาก ๆ เลยนะ หนูน่ะรีบวิ่งขึ้นห้องเพื่อโทรบอกพี่เลย แต่ก็อย่างที่พี่ลมพูดบอกนั่นแหละครับ ว่าเรื่องสำคัญ ๆ ขนาดนี้ควรจะบอกกันต่อหน้าดีกว่า” รู้สึกแล้วเหมือนคนที่ดีใจเรื่องนี้จะมีแค่ผมคนเดียว พี่ลมยังแสดงสีหน้านิ่งไม่เปลี่ยนออกมา ผมคิดว่าถ้าเขาได้ยินเรื่องนี้แล้วเจ้าตัวจะดีใจมากเสียอีก
“เหรอ” แต่กลับมีเพียงคำพูดสั้น ๆ เมื่อกี้ออกมาแทน
“พี่ลมไม่ดีใจเหรอครับ?” นิ้วเรียวป้ายยาให้พี่ลมจนเสร็จก่อนเก็บเอาหลอดยาเข้ากล่องไว้เหมือนเดิม
“พี่ดีใจจนพูดไม่ออกเลยมากกว่า” ก่อนที่เจ้าของใบหน้านิ่งจะเริ่มฉีกยิ้มขึ้นมาบ้างแล้ว ผมรีบกระโจนเข้ากอดเอาร่างสูงของพี่ลมอีกครั้ง มันเป็นเรื่องที่ดีมากในรอบปีเลยก็ว่าได้
“พี่ลมครับ”
“หื้ม?”
“เรื่องที่ป๊าพูดวันนั้น ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม?” ผมเพียงแค่อยากหาคำยืนยันให้ตัวเองเท่านั้น ถ้าเกิดว่าได้ยินจากพี่ลมแล้วคงจะดีกว่ามาก
“พี่จะทำอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่อแฟนของพี่น่ารักซะขนาดนี้” มือหนายกขึ้นยีหัวของผมจนยุ่ง ผมรีบคว้าเอามือของพี่ลมไว้ก่อนที่ทรงผมมันจะพังไปมากกว่านี้ กว่าจะเซตมาได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
“เดี๋ยวพี่ไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่งนะ แล้วเราออกไปหามื้อเที่ยงทานกัน”
“ได้ครับ เดี๋ยวหนูจะเอากล่องยาไปเก็บไว้ที่เดิมด้วย ดีจังไม่ได้ทานข้าวกับพี่ลมนานมาก ๆ คิดซะว่าฉลองเรื่องของเราไปด้วยเลยดีไหมครับ” พี่ลมเพียงยิ้มอ่อนให้ก่อนเจ้าของความสูงร้อยแปดสิบเจ็ดจะลุกขึ้นเดินออกจากโซฟาไปเพื่อเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัว
ผมที่ก็ลุกออกจากโซฟาหลังพี่ลมก็เดินถือกล่องยาใบเล็กนั้นกลับมาเก็บที่เดิมด้วยเหมือนกัน ระหว่างทางเดินไปดวงตากลมมันดันไปสะดุดกับประตูห้องหนึ่งเสียก่อน
ปกติแล้วเวลาที่ผมมาคอนโดของพี่ลมทีไร ห้องนี้มันจะถูกล็อกไว้ตลอดเลย เคยถามพี่ลมไปแล้ว เขาบอกแค่ว่าเป็นห้องเก็บของเท่านั้น ผมก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่วันนี้มันดันเป็นครั้งแรกที่ประตูห้องนี้เปิด คนที่อยากรู้อยากเห็นแบบผมก็อดไม่ได้เท่าไหร่ที่จะเดินเข้าไปดูมันใกล้ ๆ หน่อย
“ถ้าบอกว่าปิดประตูให้คงไม่ดูเสียมารยาทเกินไปหรอกมั้ง” หลังจากที่เดินเอากล่องยาไปเก็บเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินพาตัวเองมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่ของห้องเก็บของที่พี่ลมว่าจนได้ มือเล็กมันยื่นจับดันประตูเข้าไปเองไร้การบังคับ
“เอ๊ะ ไม่ใช่ห้องเก็บของหนิ ไม่เหมือนเลยสักนิด” หลังจากที่ผมเดินเข้ามาในห้องนี้แล้วก็รู้ว่าห้องนี้มันเหมือนห้องทำงานมากกว่า เหมือนของพวกป๊า ๆ ไม่มีผิด แต่ทำไมพี่ลมถึงต้องบอกว่าห้องนี้เป็นแค่ห้องเก็บของที่ไม่ได้ใช้แล้วด้วย ทั้ง ๆ ที่บอกก็ได้ว่ามันเป็นห้องทำงานของเขา หรือว่าไม่อยากให้เรายุ่งด้วยขนาดนั้น...
ผมเดินเข้ามาลึกมากกว่าเดิมจวนจะถึงโต๊ะทำงานใหญ่ ดวงตากลมลอบมองรอบห้องอย่างสำรวจ ดูยังไงก็ไม่ใช่ห้องเก็บของจริง ๆ นอกจากชั้นเอกสารรอบห้องแล้วก็มีแค่โต๊ะทำงานใหญ่ตัวนี้เลยที่ตั้งอยู่
ขาเรียวก้าวเข้าใกล้โต๊ะทำงานตัวนั้นมากขึ้นพลางลอบมองพี่ลมที่ไม่รู้ว่าจะเข้ามาในห้องนี้ตอนไหนหรือเปล่า จะได้ถามให้รู้เรื่องไปเลยว่าโกหกผมเรื่องห้องทำงานเป็นห้องเก็บของทำไม
“เอ๊ะ มีรูปด้วย” เป็นส่วนเกินของรูปถ่ายใบหนึ่งที่เลยออกมาจากหนังสือเล่มเดียวที่วางอยู่บนโต๊ะ มันอาจจะดูเสียมารยาทเกินไปหน่อยแต่ว่าความอยากรู้อยากเห็นมันก็ทำให้ยื่นมือไปหยิบขึ้นมาดูได้ง่าย ๆ เหมือนกัน
“...........” แต่สิ่งที่เห็นมันทำเอาผมพูดไม่ออก หน้าตาของชายและหญิงในรูปมันคุ้นมากกว่าอะไรเพราะผมเองก็เพิ่งเห็นมาเมื่อกี้นี้เองที่ห้องโต๊ะโซฟา ถ้าเขาบอกว่าให้ความสนใจกับคดีนี้อยู่ก็ไม่เห็นจะต้องเก็บรูปขนาดนี้
แต่ที่มันอึ้งไปมากกว่าเดิมคือรูปเด็กชายหนุ่มหน้าตาคล้ายพี่ลมในเวอร์ชันเด็กยืนราว ๆ สี่ห้าปีก่อนอยู่ตรงกลางระหว่างเขาและเธอที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ ๆ ผมเริ่มขมวดคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ ความจริงแล้ว พี่ลมเขาเป็นใครและเป็นอะไรกับคนในรูป ถึงว่าเขาให้ความสนใจออกหน้าออกตาแบบนี้
“ขอเถอะ” ผมกลั้นใจพลิกด้านหลังของแผ่นรูปในมือเผื่อว่ามันจะมีข้อความเขียนไว้บ้าง แต่มันกลับทำผมอึ้งไปอีกรอบพาลให้หยุดหายใจเอาเฉย ๆ ดวงตากลมสั่นระริกเมื่อรู้ความจริงบางอย่าง ‘พ่อครับ แม่ครับ อีกไม่นานพวกมันจะต้องเจ็บปวด’ พวกเขาทั้งสามคนเป็นพ่อ แม่และลูกกัน
เนื้อตัวของผมสั่นเทามากขึ้นกว่าเดิมมาก ทำไมผมถึงไม่นึกเอะใจแต่แรกว่าหน้าของพี่ลมเหมือนกับชายในรูปอยู่บ้าง แล้วการที่พี่ลมเข้าหาผมและคบกับผมร่วมปีมันหมายความว่าอะไร เขาน่ะต้องการอะไรกันแน่
ปึง!
เสียงปิดประตูห้องน้ำดังขึ้นให้ได้ยินจนผมต้องรีบดึงตัวเองออกจากความตกใจนี้ก่อนที่จะโดนจับได้ ผมวางรูปใบนั้นลงกับที่ของมันเหมือนเดิมก่อนรีบวิ่งออกมาทางประตู ไม่รู้ว่าจะทันไหม แต่ถ้าเกิดว่าทันผมก็คงจะกลับบ้านให้เร็วที่สุดเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ทันล่ะ ต้องเป็นผมหรือเปล่า ความเจ็บปวดที่เขียนไว้หลังรูป
“ไม่นะ” ผมรีบวิ่งพาตัวเองออกจากห้องนั้น มันอยากที่จะทำหน้าของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด แต่สิ่งที่แย่มากกว่านั้นคือผมบอกเรื่องพ่อและแม่ของเขาเกือบทั้งหมดที่ผมได้ยินมาจากป๊า ถึงว่าเขามีสีหน้าไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่กับคำพูดของผมในหลายประโยค
“พี่ลม!” ไม่ทันที่ผมจะยื่นมือเปิดประตูเพื่อพาตัวเองออกไปเลยด้วยซ้ำ ประตูบานใหญ่ตรงหน้าที่ห่างแค่คืบก็เปิดออกจนสุดความกว้างของมันเสียก่อน ร่างสูงของพี่ลมยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าของผมพร้อมดวงตาคมที่เลื่อนมองสำรวจท่าทีที่เปลี่ยนไป
“เอ่อ พอดีว่าหนูเห็นห้องมันเปิดอยู่ ละ..เลยจะมาปิดให้น่ะครับ” ผมพูดบอกไปทั้งที่ก็รู้ว่ามันไม่เนียนเท่าไหร่ แต่เขาอาจจะยอมปล่อยผมไปถ้าเกิดว่าความรักของผมที่มีให้เขามันจะช่วยบ้าง
“รู้ความจริงแล้วสินะ” เสียงนิ่งของเขาพูดบอกก่อนเจ้าตัวจะกระตุกยิ้มที่มุมปากหยักพร้อมกับเสียงเค้นขำในลำคออย่างที่ผมเองก็ไม่เคยได้ยินได้เห็นมาก่อนเหมือนกัน
