Chapter 11
วันที่ 3 หลังจากถูกกักบริเวณ เป็นเช้าวันใหม่ในห้องนอนเดิมที่ผมยังไม่ได้ออกไปไหนเลยตั้งแต่วันนั้น แม้แต่ภายในบ้านตัวเองก็ออกไปเดินไม่ได้ ไม่รู้ว่าพี่ลมจะเป็นยังไงบ้างตอนนี้ คิดถึงจัง
ผมพยายามพยุงเอาตัวเพื่อไปอาบน้ำในตอนเช้า วันนี้ก็ไม่ได้ไปไหนหรอก คงได้อยู่ในห้องนี้เหมือนเดิม ไม่รู้ว่าป๊าจะปล่อยให้ผมเป็นอิสระวันไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเลิกเสียใจเรื่องของผมไปหรือยัง
“หายแล้วแห่ะ” พูดถึงอาการเจ็บและเคืองที่ด้านหลัง ช่องทางที่โดนพี่ลมทำวันนั้นมันยังรู้สึกเคืองมาจนถึงวันนี้ แต่เบาลงเยอะเลย
ตลอดสามวันที่ได้อยู่ในห้องนี้มันน่าเบื่อเอามาก ๆ โซเซียลก็ไม่ได้เล่น ติดต่อกับพี่ลมก็ไม่ได้ มีเพียงเครื่องเล่นเพลงและวิดีโอที่ตัดขาดสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ม๊าเอามาให้ฆ่าเวลาและแก้เหงาเท่านั้น
“ไม่เห็นจะช่วยได้เลย” วิดีโอเกมที่หยิบขึ้นมาดูเมื่อกี้ มันเป็นทางผ่านเข้าห้องน้ำพอดี ก่อนจะวางมันลงที่เดิมและเดินเข้าห้องน้ำไป
ร่างบางของผมเปลือยเปล่าอยู่หน้ากระจกใส รอยจ้ำแดงตามร่างกายมันยังไม่ได้หายไป แทบไม่ต่างจากวันแรกเท่าไหร่ คิดแล้วก็นึกย้อนถึงเรื่องวันนั้นอีกแล้ว เขินชะมัด
การอาบน้ำของผมมันนานมากกว่าปกติ เพราะถึงจะอาบเร็วไปก็ได้อยู่ในห้องเหมือนเดิมอยู่ดี เอาเวลามาแช่น้ำฆ่าเวลาจะยังดีกว่าเยอะ กว่าจะออกจากห้องน้ำได้ก็เล่นไปซะเกือบสองชั่วโมงเลย โชคดีที่ตัวไม่เปื่อยไปก่อน
“อีกหน่อยมื้อเช้าก็คงจะมาแล้วสินะ” เป็นแบบนี้ตลอดสามวันติดจนรู้เวลามื้อเช้า มื้อเที่ยงและมื้อเย็นได้เป็นอย่างดี หลังจากที่เป่าผมแห้งแล้วก็ย้ายมานั่งดูอะไรนอกหน้าต่างยามเช้าต่อ
ห้องนอนของผมเป็นห้องที่มองเห็นวิวหลังบ้านได้จนทั่วสลับกับห้องของพี่ซันที่ก็มองเห็นวิวหน้าบ้านได้จนทั่วเหมือนกัน
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
“ขออนุญาตค่ะคุณหนู” เสียงไขกุญแจดังขึ้นก่อนเสียงเคาะจะดังขึ้นต่อ แม่บ้านคนเดิมพูดบอกก่อนประตูบานใหญ่ของห้องจะเปิดออกตาม
“วันนี้มีอะไรทานบ้างเหรอครับ” ก็อยากจะประท้วงด้วยการอดข้าวอยู่หรอกแต่ว่ามันหิวเกินไป ทำไม่เคยได้สักมื้อเลย
“วันนี้คุณท่านบอกว่าให้ปล่อยคุณหนูแล้วนะคะ ลงไปทานมื้อเช้าด้านล่างไหมคะ?” ผมรีบหันขวับไปทันทีเมื่อสิ้นเสียงบอก จริงด้วย เธอไม่ได้โกหกให้ผมดีใจเพราะว่าเธอไม่ได้ถือเอาถาดอาหารขึ้นมาด้วยจริง ๆ
“จริงเหรอครับ! (?) ” ผมคิดว่าป๊า ๆ จะกักบริเวณผมตลอดไปเลยเสียอีก แต่ผมที่ไม่ได้ออกโลกกว้างมาหลายวันก็รีบวิ่งออกมาทันทีพร้อมกับเสียงร้องห้ามให้ระวังจากแม่บ้านที่ยังอยู่ในห้องนอน
“ตะวัน ระวังตกบันไดนะลูก” เสียงใสของม๊าพูดบอกมาแต่ไกลระหว่างที่เจ้าตัวกำลังจะเดินเข้าไปในห้องอาหารเหมือนกันกับผม
“คิดถึงม๊าจังเลยครับ” ม๊ายืนรอที่จะได้เข้าไปด้านในด้วยกันถูกผมกอดเอวบางเข้าจนได้ มือเล็กยกขึ้นลูบผมอย่างนึกเอ็นดู กวาดสายตามองรอบ ๆ กลับเห็นเพียงพี่ซันคนเดียวที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร
“แล้วป๊าล่ะครับ?” ตลอดเวลาที่ถูกกักบริเวณก็ไม่ได้เจอป๊าเลย
“พวกป๊าเขาออกไปทำงานกันแล้ว ก่อนไปบอกให้ม๊าปล่อยลูกด้วยนะ ม๊าก็เลยให้คนรีบไปบอกลูกเลย” ป๊านะป๊า น่าจะอยู่ให้กอดก่อนก็ยังดี สงสัยจะยังไม่ได้หายโกรธผมแน่ ๆ
“ไปทานข้าวกัน พี่ซันรอนานแล้ว” ผมพยักหน้ารับก่อนเดินเข้าไปด้านในของห้องอาหารที่จัดเตรียมโต๊ะสำหรับมื้อเช้าไว้อย่างดี
“เป็นไงตัวแสบ สบายดีนะ” เสียงนิ่งของพี่ซันพูดทักก่อนยกเอาโทรศัพท์ที่ตัวเองดูอยู่เมื่อกี้วางลงกับโต๊ะข้าง ๆ แขน
“ก็ไม่ค่อยจะสบายเท่าไหร่ครับ น่าเบื่อมาก ๆ คิดถึงทุกคนมาก ๆ ด้วย”
“ทุกคนที่ว่าคงไม่มีมันใช่ไหม?”
“ยังจะพูดแบบนี้อีก น้องยังไม่หายงอนพี่ซันเลย” จำได้ทั้งหมดนั่นแหละว่าวันนั้นพี่ซันทำอะไรไว้
“อย่าเพิ่งเถียงกันเลยนะม๊าว่า ทานมื้อเช้ากันดีกว่า เดี๋ยวซันต้องรีบตามป๊าไปอีกไม่ใช่เหรอลูก”
“ครับม๊า วันนี้เรามีงานใหญ่ ป๊าอยากให้ผมไปเรียนรู้งานกับทำงานไปพร้อม ๆ กัน” พี่ซันพูดขึ้นบอกพลางจะตักเอามื้อเช้าในจานเข้าปาก
“ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะลูก ม๊าเป็นห่วงทั้งป๊าและซันเลย” งานของครอบครัวเรามันเสี่ยง ม๊าจะเป็นคนหนึ่งที่พูดย้ำเรื่องนี้อยู่เสมอ หลังจากนั้นเราก็เริ่มทานมื้อเช้าไปด้วยกันเลยท่ามกลางการพูดคุยของผมที่ไม่ได้เจอหน้ากันตลอดหลายวัน
“พี่ซันเดี๋ยวน้องไปส่งหน้าบ้านนะ” พี่ซันที่กำลังจะลุกออกจากโต๊ะอาหารไปแล้วก็หยุดชะงักก่อนพยักหน้าให้ผมแทนการตอบรับ ร่างสูงของเขาเดินอ้อมโต๊ะมาหอมแก้มม๊าตามธรรมเนียมของบ้าน ไม่ว่าเราจะออกไปไหนก็ตามจะต้องหอมแก้มนุ่มม๊าสุดสวยของเราก่อน ตั้งแต่ป๊า ๆ ยันลูกเลย
“หลังจากนี้ทำอะไรก็คิดดี ๆ นะ ป๊าเสียใจ พี่เองก็เสียใจถ้าวันหนึ่งเราต้องทำให้ตะวันร้องไห้” ระหว่างที่เดินไปขึ้นรถ พี่ซันก็พูดบอก ผมพยักหน้ารับ แต่ระหว่างผมกับพี่ลมมันไม่ได้มีอะไรจริง ๆ นอกจากคนที่เป็นแฟนกัน รักกันและมีอะไรกันเท่านั้น
“เดินทางปลอดภัยนะครับพี่ซัน” พี่ซันพยักหน้ารับก่อนเดินขึ้นรถไป วันนี้คงจะขับรถไปเองเพราะเจ้าตัวเดินดิ่งไปนั่งในที่คนขับเลย ผมยังยืนส่งพี่ซันเหมือนเดิมและไม่ลืมโบกไม้โบกมือให้
“ไปขอโทรศัพท์จากม๊าดีกว่า” จะได้คุยกับพี่ลมแล้วววว
“ม๊าครับ ป๊าได้ฝากโทรศัพท์ของลูกไว้หรือเปล่า” ผมถามม๊าที่ตอนนี้ย้ายตัวเองเข้ามานั่งอยู่ในห้องรับแขกแล้ว
“น่าจะอยู่แถว ๆ โต๊ะหน้าห้องทำงานป๊านะลูก เดี๋ยวม๊าให้คนไปเอาให้”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวลูกไปเอาเองก็ได้จะได้โทรหาพี่ลมด้วย” ม๊าฟังผมพูดจบก็ถอนหายใจออกมาแต่ก็ไม่ได้ขัดอะไร ผมรีบเดินไปเอาโทรศัพท์ของตัวเองตามที่ม๊าบอกทันที อยู่ตรงนี้จริง ๆ ด้วย ป๊าปิดเครื่องไว้ด้วย แบบนี้พี่ลมโทรมาก็ไม่ติดน่ะสิ
“แบตหมดเหรอเนี่ย” ผมรีบวิ่งขึ้นข้างบนเพื่อชาร์จโทรศัพท์ของตัวเองทันที ใช้เวลาไม่นานให้พลังงานมันเข้าไปก่อนเปิดโทรศัพท์ได้ เปิดหน้าจอมาสักพักแล้วแต่กลับไม่เห็นข้อความหรือสายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับจากพี่ลมเลยสักสาย ควรจะน้อยใจดีไหมเนี่ย คนอุตส่าห์คิดถึง
“ไม่เป็นไร เขาไม่โทรมาเราก็โทรไปแค่นั้น” ผมพยายามจะไม่คิดอะไรให้หนักใจตัวเองก่อนเลื่อนนิ้วเรียวหารายชื่อของพี่ลมเพื่อโทรหาเขา หาเจอก็ตั้งใจที่จะกดโทรออกหาทันที
ครืดดดดดด~
“อ้ะ! พี่ลมโทรมา” พี่ลมโทรมาจนได้ คิดว่าจะไม่สนใจกันซะแล้ว ที่แท้ก็โทรหาไม่ติดใช่ไหม แต่พอเปิดเครื่องปุ๊บก็โทรเข้ามาเลย
“พี่ลมมมม” ผมพูดเรียกเขาด้วยความดีใจพลางหยิบเอาหมอนใบใหญ่ข้าง ๆ เข้ามากอดและเอนหลังพิงหัวเตียง
(ครับ คิดว่าจะไม่ได้ยินเสียงหนูอีกซะแล้ว)
“พวกป๊าคงไม่ฆ่าหนูหรอกครับ” ก็พี่ลมพูดเหมือนกับว่าผมจะต้องตายอย่างนั้นแหละ
(พี่ไม่ได้คิดแบบนั้นซะหน่อย)
“เปิดกล้องได้ไหม หนูคิดถึงพี่ลมมาก ๆ เลย” เสียงอ้อนพูดถาม
(ตอนนี้คงไม่ได้หรอก พี่ทำธุระอยู่น่ะ ถ้าอยากเจอ ออกมาเจอพี่ไหมครับ?)
“หนูคงยังทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ป๊าเพิ่งปล่อยวันแรกเอง ถ้าหนีไปคงได้โดนกักบริเวณอีกแน่” ผมพูดบอกไปตามความจริง
(พี่อยากเจอหนูมากเลย) เสียงแบบนี้ของพี่ลมมันชอบทำเอาใจผมอ่อนไหวตลอดเลย ฮือออ
“หนูก็อยากเจอพี่ลมมาก ๆ เลย เปิดกล้องแป๊บหนึ่งไม่ได้เหรอครับ” พูดไปสีหน้าของผมก็เปลี่ยนเป็นเศร้าไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว
(งั้นรอพี่ทำงานเสร็จแล้ว แล้วเดี๋ยวจะโทรหาอีกที โอเคไหม?) ก็เข้าใจว่าเวลาที่พี่ลมทำงาน เขาจะชอบความเป็นส่วนตัวเอามาก ๆ แต่ยังไงผมก็คิดถึงเขาอยู่ดี
“ก็ได้ครับ ใบหน้าของพี่ลมที่โดนพี่ซันต่อย ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นยังครับ?”
(ดีขึ้นแล้ว แต่ยังปวดกรามอยู่นิดหน่อย อีกวันสองวันก็น่าจะหาย)
“หนูขอโทษนะ ที่ทำให้พี่เจ็บตัว” มันรู้สึกผิดมากจริง ๆ นะถ้าวันนั้นพี่ลมไม่มาส่งผมที่บ้านก็คงไม่ต้องโดนอะไรแบบนั้น
(มันผ่านไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอก แค่วันนี้ได้พูดกับหนูอีก ก็ดีแล้วครับ) เนี่ย พี่ลมก็ชอบปากหวานแบบนี้ตลอด ผมถึงเดินลงหลุมได้อยู่ทุกวัน
“หนูรักพี่นะ ตั้งใจทำงานนะครับ จะได้ โทรหาหนูเร็ว ๆ” ผมพูดบอกอีกครั้งก่อนที่เราจะวางสายจากกัน เป็นอีกรอบที่พี่ลมไม่ได้พูดอะไรตอบเลย ผมจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าตั้งแต่เป็นแฟนกันมา เขาเคยบอกรักผมกลับสักครั้งหรือเปล่า...
