บทที่ 6 การกระทำสวนทางกับคำพูด
หมับ...
“เอ่อ... เรา”
“จับดีๆ” เอราวัณหยุดเดินเพราะแรงทึ้งดึงจากทางด้านหลังเป็นเหตุ คงเป็นเพราะอีกฝ่ายนั้นอยากรักษาระยะห่างที่แนบชิดกว่าเดิมจึงลืมว่าหากห่างกว่าที่เป็นอยู่มันต้องหงายหลังตกแน่ๆ จึงเพิ่มแรงจับตรงไหล่กว้างแน่นจากเดิมเป็นเท่าตัว วินาทีที่ฝ่ามือเล็กเย็นเฉียบสัมผัสกับผิวของเอราวัณโดยไม่มีอะไรขวางกั้นเป็นครั้งแรก “ไหวไหม มือเย็น”
“ไม่ได้ฉวยโอกาสนะ”
“รู้” ไม่ใช่คำแก้ตัวใดๆ จากสถานการณ์ที่ทั้งเอาราวัณและไอยรากำลังเจออยู่มันห้ามได้ที่ไหน ไม่ให้สัมผัสกันได้ยังไง จะใกล้ชิดมากเพียงไหนก็ไม่มีใครว่าเนื่องจากรับรู้ดีว่ามันเป็นแบบนั้นได้ อีกอย่างไอยรามีเพียงมือเดียวที่สามารถใช้จับไหล่ของเอราวัณเหนี่ยวรั้งตัวเองได้ส่วนอีกมือหนึ่งทำหน้าที่ถือร่มกลางกันสายฝน ถึงแม้จะเปียกฝนทั้งคู่แล้วก็ตาม “ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แต่มือคุณเย็นมากเท่านั้น”
“ก็เปียก น้ำฝนมันเย็น” ไอยราได้ยินเสียง หึ ออกมาไม่ชัดจากอีกฝ่าย ถึงไม่ชัดเจนมากแต่ก็รับรู้ว่ามันเกิดขึ้นจริง “คุณ... เอ่อหมายถึงพ่อเลี้ยงจะเดินหรือยัง”
“ขยับตัว เอาแขนมาคล้องคอผมไว้”
“แต่”
“เร็ว เดี๋ยวคุณหงายหลังตกแล้วผมไม่รับผิดชอบนะ หัวฟาดขึ้นมาเรื่องใหญ่แน่”
รอมยิ้มตรงมุมปากเผยขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อรู้สึกว่าไอยราทำตามที่บอกด้วยความง่ายดาย ทำให้ความใกล้ชิดเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งซึ่งมันใกล้กว่าก่อนหน้าด้วยซ้ำเพียงแค่ว่าพึ่งเกิดขึ้น ทั้งสองจึงออกเดินมาสักพักหนึ่งไอยราถึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทิศทางที่ตัวเองเดินมาก่อนหน้า
“ทำไมมาคนละทางกัน”
“ทางนั้นใช้ไม่ได้ มันผ่านคลองเส้นเล็กตอนนี้น้ำสูง คุณดันทุรังมาเองไม่สังเกตุหรือไงตอนเดินผ่าน”
“ตอนนั้นก็ยัง เท่าเข่า”
“ที่นี่หากน้ำสีขุ่นก็ไม่มีใครอยากข้ามแล้ว ยิ่งฤดูฝนยิ่งอันตราย ฝนตกติดต่อกันมันเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก น้ำนิ่งๆ แต่ใต้น้ำมันไม่ใช่ ไหลพัดแรงอีกอย่างหนึ่งน้ำหากมันไหลมันขึ้นไว จะเดินเร็วยังไงก็ไม่ทัน”
“อือ เราจะจำไว้”
ไอยราจดจำในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดขึ้น และคงจดจำมันขึ้นใจ
แต่แล้วความหนักหน่วงของสายฝนที่ตกลงมาไม่หยุดและไม่สลับความเบามีแต่หนัก ตกติดต่อกันจึงเป็นอุปสรรคหนักที่เอราวัณตัดสินใจเสี้ยวเดินกลับไปทางเดิมจนถึงศาลาเก่าหลังหนึ่ง ร่างเล็กของไอยราค่อยใช้มือเกาะเกี่ยวจับเสาไม้เพื่อพยุงตัวหลังจากที่ร่างสูงนั่งเพื่อให้ลงจากหลัง
ศาลาแห่งนี้มีด้านหนึ่งที่ยังพอมีที่ให้หลบฝนต่างจากอีกด้านที่ไม่มีหลังคามีแค่เพียงโครงเสา ความจริงมันเป็นศาลาร้างไร้การใช้งานเนื่องจากอยู่ในพื้นที่ค่อยข้างไกล สภาพก็เป็นอย่างที่เห็นพอแรงลมพัดเอาเม็ดฝนสาดเข้ามาประจวบเหมาะกับร่างหนาของเอราวัณยืนขึ้นหันหน้าเข้าประกบหันหน้าเข้ากับร่างเล็กที่สูงเท่าคางอย่างพอดี ทั้งแรงลมและเม็ดฝนจึงสาดใส่แผ่นหลังใหญ่อย่างเต็มกำลัง
แรงลมที่มากขึ้นเสมือนพระพิรุณกำลังโกรธแบบหนักหน่วง ลมกระโชกหมู่ยอดไม้ให้ลู่หลงไปตามทิศของแรงลม ความยิ่งใหญ่ของมันแทบทำให้ไอยราไม่อยากลืมตาเผชิญกับความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่าภัยธรรมชาติ เกิดมาพึ่งได้สัมผัสกับมันจึงทำให้ค่อนข้างกลัว
“ยืนนิ่งๆ ไม่ต้องขยับ ไม่อยากลืมตาก็ไม่ต้องทำ”
“รุนแรงแบบนี้ตลอดเลยเหรอคะ ทำไมน่ากลัวจัง ไม่เคยเห็นเลย”
“เพราะตัวเธอไม่ชอบหรือเปล่า หมายถึงกลัวภัยธรรมชาติแบบนี้”
“ครั้งแรกค่ะ ไอพึ่งเห็นครั้งแรก ไม่กลัวก็แปลกไหม”
“เหรอ”
เพราะได้ยินน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเชื่อไอยราจึงลืมตาขึ้นท่ามกลางความกลัว ได้เงยใบหน้าตัวเองสบสายตาคมแฝงความดุและเห็นใบหน้าหล่ออย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ถึงจะอยู่ในสภาพเปียกโชกก็ตาม
“พ่อเลี้ยงเปียก บังแบบนั้น”
“ก็ให้ผมโดนคนเดียวแล้วก็อย่าไปที่แบบนั้นคนเดียวอีก”
