บทที่ 7 ผมก็ไม่รู้
เพราะได้ยินน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเชื่อไอยราจึงลืมตาขึ้นท่ามกลางความกลัว ได้เงยใบหน้าตัวเองสบสายตาคมแฝงความดุและเห็นใบหน้าหล่ออย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ถึงจะอยู่ในสภาพเปียกโชกก็ตาม
“พ่อเลี้ยงเปียก บังแบบนั้น”
“ก็ให้ผมโดนคนเดียวแล้วก็อย่าไปที่แบบนั้นคนเดียวอีก”
ไอยราไม่ได้คิดไปเองจริงๆ ดูเหมือนคนตรงหน้าจะยังคงความรู้สึกไม่พอใจหลงเหลือเป็นจำนวนมาก เห็นได้ชัดจากทั้งน้ำเสียงที่ยังหนักแน่น ห้วน ไม่เหลือความราบเรียบเช่นเคย เมื่อได้เห็นแบบนี้สิ่งที่ทำได้ก็คงเป็นแค่เลือกเงียบเพื่อไม่ให้สถานการณ์มันเลวร้ายลงกว่าเดิม
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ตั้งแต่มาอยู่ปางช้างแห่งนี้ทุกครั้งไอยราจะค่อนข้างรู้สึกถึงความโกรธแทรกซึมเข้ามาโดยความน้อยใจและความหวงหาตลอดทุกครั้ง หากเผลอสบสายตาคมก็รู้สึกถึงความกระทำผิด อยากเอ่ยขอโทษแล้วขอร้องให้อีกฝ่ายเอ่ยยกโทษให้ ทุกครั้งมันเป็นแบบนี้เสมอ
เหมือนโหยหาคำว่าครอบครัวที่เคยเกิดขึ้น โหยหาความห่วงใย โหยหาความรัก ความรู้สึกผิด อยากขอโทษ อยากสัมผัสมันอีกครั้งแทบขาดใจแต่ก็เหมือนมีขวากหนามอันใหญ่ขวางเอาไว้ไม่ให้ได้ข้ามไป ทำให้รู้สึกยากที่จะเดินข้ามไปให้ได้
“ขอโทษค่ะ”
“เรื่องอะไรครับ?”
นั่นสิ... เรื่องอะไร ทำไมมันถึงมีหลายเรื่องจัง
“ทุกเรื่องได้ไหมคะ”
“หากมันง่ายขนาดนั้น... คงไม่ยืดยาวมาจนถึงทุกวันนี้หรอกครับ” คราวนี้เป็นประโยคที่เหมือนตัดเพ้ออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความรู้สึกที่สื่อออกมาผ่านดวงตาคู่ตรงหน้า มีทั้งความผิดหวัง ความเจ็บปวดและก็ความกล้ำกลืนความขมขื่นให้มันหายไป “ความเจ็บปวดที่ได้รับมามันมหาศาล คนอย่างคุณไม่มีวันเข้าใจหรอก”
“เราก็เจ็บ ไม่ใช่ไม่เจ็บเหมือนกัน”
“คงน้อยกว่าผม”
สิ้นสุดประโยคเอราวัณเลือกที่จะเบี่ยงสายตาไปทางอื่น ไม่เลือกมองใบหน้าหวานอันคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพียงเพราะความเจ็บปวดจากการกระทำในอดีตเริ่มเข้าแทรกมาเล่นงาน การเห็นภาพสะท้อนเป็นฉากๆ ออกมาราวกับได้รับการจัดวางเป็นอย่างดี
เช่นเดียวกันกับไอยราที่กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาจากปากกับชะงักลงเมื่อสายตาดันไปเห็นภาพบางอย่างที่ฉายเข้าซ้อนมาให้เห็น ภาพที่ไอรยาร้องไห้แทบเป็นแทบตาย ภาพที่ไอยรากำลังรีบเร่งเดินในป่าและก็ภาพที่ไอยราเข้าไปหาช้างตัวใหญ่สีขาวเผือก แล้วภาพพวกนั้นก็ถูกตัดลงเมื่อไอยราเลือกหลับตาอีกทั้งยังสบัดศีรษะเพื่อขับไล่มัน หัวใจเต้นรัวราวกับกำลังโลดเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น ความชัดเจนของภาพยังติดสายตาไม่จืดจางไปด้วยซ้ำ
“นี่มัน...”
“ฝนตกปรอยๆ แล้ว รีบไปดีกว่า”
เป็นการตัดบทของอีกฝ่ายที่เรียกได้ว่ามันทำให้ไอยราเลือกอะไรไม่ได้เลยนอกจากขึ้นไปอยู่บนหลังของเอราวัณอีกครั้งหนึ่ง พอทั้งสองมาถึงบ้านพักก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนแม้กระทั่งคนเป็นเพื่อนของไอยรา แต่ก็ไม่ได้มีใครเอ่ยปากถามอะไรเพราะด้วยสภาพที่เปียกของทั้งสอง เอราวัณเลือกพาร่างเล็กของไอยราไปส่งถึงห้องเสร็จแล้วก็ออกมาเลยไม่แม้จะเอ่ยพูดกับใคร การแยกย้ายจึงเกิดขึ้น
เก้าอี้ไม้ตัวโปรดถูกจับจองจากร่างใหญ่ของเอราวัณนานนับชั่วโมง โดยสภาพก็ยังคงความเปียกชื้นไปทั่วทั้งร่างกายแต่มันก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของร่างสนใจขนาดนั้น แม้กระทั่งมีลูกน้องเข้ามาเห็นสภาพเอราวัณก็ยังอยู่เฉย
“ป้อเลี้ยงครับนายแผนหื้อผมมาจวนป้อเลี้ยงกิ๋นเหล้าครับ” (พ่อเลี้ยงครับนายแผนให้มาชวนดื่มเหล้าครับ)
“อือ” รับปากแบบไม่หันใบหน้ามาสบตา
“กิ๋นกั๋นสองคนบ่มีคุณไอยราหนาครับ” (ดื่มกันสองคน ไม่มีคุณไอยรานะครับ)
“มันเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนั้น”
“ผมกะบ่ฮู้หนาครับ อู้ตามนายแผนหื้ออู้บอก” (ผมก็ไม่รู้ครับ พูดตามนายแผนบอก)
