บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ลอบเข้าเมืองและเงินก้อนแรก

ระยะทางจากหมู่บ้านตระกูลจ้าวเข้าสู่ตัวเมืองต้องใช้เวลาเดินเท้าเกือบชั่วยามเต็ม แสงแดดยามสายเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้น แต่สายลมปลายฤดูใบไม้ร่วงที่พัดโชยมายังคงหอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิว เสิ่นหว่านชิงก้าวเดินตามหลังแผ่นหลังกว้างของจ้าวชิงซานไปตามถนนดินที่เริ่มมีเกวียนวัวและผู้คนสัญจรขวักไขว่มากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเข้าสู่เขตกำแพงเมือง บรรยากาศก็แปรเปลี่ยนเป็นความคึกคักจอแจ เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ปะปนกับเสียงล้อเกวียนและเสียงเกือกม้า กลิ่นซาลาเปานึ่งร้อนๆ กลิ่นน้ำตาลปั้น และกลิ่นควันไฟจากร้านบะหมี่ข้างทางลอยเตะจมูก ทำเอากระเพาะที่เพิ่งย่อยน้ำแกงปลาไปเมื่อเช้าของหว่านชิงเริ่มส่งเสียงประท้วงเบาๆ อีกครั้ง

ชิงซานเดินนำหน้าคอยใช้ร่างกายสูงใหญ่กำยำของตนเองแหวกทางท่ามกลางฝูงชน ชายหนุ่มคอยหันกลับมามองภรรยาเป็นระยะด้วยความเป็นห่วง เกรงว่านางจะถูกคนแปลกหน้าเบียดเสียดจนได้รับอันตราย ท่าทางปกป้องประดุจราชสีห์หวงถิ่นของเขาทำเอาหว่านชิงลอบอมยิ้มในใจ

เป้าหมายแรกของพวกเขาไม่ใช่ร้านขายผ้าหรือร้านช่างตีเหล็ก แต่เป็นโรงหมอและร้านรับซื้อสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมืองนามว่า ‘ไป่เฉ่าถัง’

ป้ายชื่อร้านแกะสลักจากไม้เนื้อแข็งลงรักปิดทองเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่เหนือประตูทางเข้า กลิ่นสมุนไพรนานาชนิดลอยอบอวลออกมาถึงริมถนน หว่านชิงก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปด้านใน ชิงซานก้าวตามหลังมาติดๆ คอยระวังหลังให้นางอย่างเงียบเชียบ

ภายในร้านกว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหรา มีตู้ลิ้นชักใส่ยาเรียงรายจรดเพดาน ผู้คนที่มารอตรวจจับชีพจรและซื้อยาส่วนใหญ่ล้วนแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดี บ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ธรรมดา เมื่อลูกจ้างหนุ่มหน้าตาหมดจดผู้หนึ่งหันมาเห็นหนุ่มสาวในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบปะชุน รอยยิ้มต้อนรับบนใบหน้าก็เลือนหายไปเล็กน้อย

“พวกเจ้ามาผิดร้านหรือเปล่า หากจะซื้อยาต้มแก้หวัดธรรมดา เดินไปอีกสองช่วงถนนมีร้านหมอหลี่ที่ราคาถูกกว่านี้” ลูกจ้างหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาแฝงความดูแคลนอยู่หลายส่วน

ชิงซานขมวดคิ้วแน่น เขากำลังจะก้าวขึ้นหน้าเพื่อเอาเรื่อง แต่หว่านชิงกลับยกมือขึ้นแตะแขนเขาเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม หญิงสาวก้าวออกไปยืนเผชิญหน้ากับลูกจ้างผู้นั้น ใบหน้างดงามเชิดขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอายความสูงศักดิ์ที่หล่อหลอมมาตั้งแต่กำเนิดแผ่กระจายออกมาจนลูกจ้างหนุ่มถึงกับผงะ

“ข้าไม่ได้มาซื้อยา แต่ข้ามีของป่าล้ำค่ามาเสนอขายให้หลงจู๊ของพวกเจ้า รบกวนไปตามเขามารับรองข้าด้วย” น้ำเสียงของนางกังวานใส แต่หนักแน่นและมีอำนาจจนคนฟังไม่อาจปฏิเสธได้

“ของป่าล้ำค่าอันใดกัน” เสียงทุ้มแหบของผู้ผ่านโลกมามากดังขึ้นจากหลังม่านไม้ไผ่ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเดินก้าวออกมา ดวงตาเรียวเล็กทอประกายความเฉียบแหลมของพ่อค้าวาณิช เขากวาดสายตามองหว่านชิงและชิงซานอย่างรวดเร็ว “ข้าคือหลงจู๊ลู่ ผู้ดูแลไป่เฉ่าถังแห่งนี้ แม่นางมีสิ่งใดมาเสนอขายหรือ”

หว่านชิงส่งยิ้มบางๆ นางปลดตะกร้าสะพายหลังลงวางบนโต๊ะไม้เตี้ย เลิกเศษผ้าหยาบและใบไม้ที่ปิดทับอยู่ออกเพียงครึ่งเดียว เผยให้เห็นดอกเห็ดสีน้ำตาลเข้มอวบอ้วนที่เรียงซ้อนกันอยู่ด้านใน

หลงจู๊ลู่ที่ตอนแรกยังมีท่าทีเฉยเมย พลันเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า เขารีบก้าวพรวดเข้ามาประชิดโต๊ะ หยิบเห็ดดอกหนึ่งขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ สูบกลิ่นหอมเฉพาะตัวของมันเข้าปอดลึก มือที่จับเห็ดถึงกับสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น

“นี่มัน... เห็ดซงหรงป่า! แถมยังเป็นดอกที่สมบูรณ์ ไร้รอยช้ำและแมลงกัดเจาะ แม่นาง ไปได้ของดีเช่นนี้มาจากที่ใดกัน”

“ได้มาจากที่ใดไม่สำคัญหลงจู๊ สำคัญที่ว่าท่านให้ราคาข้าได้เท่าใดต่างหาก” หว่านชิงตอบกลับอย่างชาญฉลาด นางปิดปากตะกร้าลงตามเดิม ป้องกันไม่ให้ลูกค้าคนอื่นในร้านสังเกตเห็น

หลงจู๊ลู่เงยหน้ามองสตรีตรงหน้าด้วยความประเมินใหม่หมดจด สตรีผู้นี้แต่งกายซอมซ่อ แต่กลับมีวาจาฉะฉานและรู้จักของล้ำค่า เขาผายมือเชิญทั้งสองเข้าไปยังห้องรับรองด้านหลังอย่างนอบน้อม

เมื่อบ่าวรับใช้ยกชาชั้นดีเข้ามาจิบ หลงจู๊ลู่ก็เปิดการเจรจา “เห็ดซงหรงชุดนี้มีทั้งหมดสิบห้าดอก น้ำหนักรวมเกือบสองชั่ง ข้าให้ราคาเจ้าชั่งละห้าตำลึงเงิน รวมเป็นสิบตำลึงเงิน ราคานี้นับว่ายุติธรรมที่สุดในเมืองนี้แล้ว”

จ้าวชิงซานที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ แทบจะพ่นน้ำชาออกจากปาก สิบตำลึงเงิน! ครอบครัวชาวนาทำงานงกๆ เงิ่นๆ ทั้งปี บางทียังเก็บเงินไม่ได้ถึงสองตำลึงเงินด้วยซ้ำ นี่ภรรยาของเขาขึ้นเขาไปเพียงครึ่งค่อนวัน กลับหาเงินได้เทียบเท่ารายได้ห้าปีเชียวหรือ

แต่เสิ่นหว่านชิงกลับยกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า นางวางจอกชาลงแล้วส่ายหน้าเบาๆ “หลงจู๊ลู่ ท่านล้อข้าเล่นแล้ว ฤดูหนาวใกล้เข้ามา อากาศทางตอนเหนือเริ่มเย็นจัด เห็ดซงหรงป่าหาได้ยากยิ่งกว่าทองคำ บรรดาขุนนางและเศรษฐีในเมืองหลวงต่างต้องการนำไปตุ๋นยาบำรุงร่างกาย หากท่านส่งของชุดนี้เข้าเมืองหลวง ราคาขายย่อมพุ่งไปถึงชั่งละยี่สิบตำลึงเงินเป็นอย่างต่ำ ท่านกดราคาข้าเพียงห้าตำลึงเงิน ไม่เอาเปรียบชาวบ้านตาดำๆ ไปหน่อยหรือ”

หลงจู๊ลู่ชะงักค้าง เขาไม่คิดว่าสตรีชาวนาตรงหน้าจะล่วงรู้ถึงกลไกราคาในตลาดเมืองหลวง แววตาของพ่อค้าแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมระคนระแวดระวัง

“แม่นางช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกลนัก เอาล่ะ ถือเสียว่าข้าอยากผูกมิตรกับพวกเจ้า ข้าให้ราคาสูงสุดที่ยี่สิบตำลึงเงินสำหรับเห็ดทั้งหมดในตะกร้านี้ หากเจ้ามีของดีเช่นนี้อีกในคราวหน้า ต้องนำมาขายให้ข้าที่ไป่เฉ่าถังเท่านั้น ตกลงหรือไม่”

“ตกลงตามนี้” หว่านชิงยิ้มรับข้อเสนอ ยี่สิบตำลึงเงินเป็นราคาที่นางคำนวณไว้ในใจตั้งแต่แรก การได้ผูกขาดการค้ากับหลงจู๊ใหญ่ย่อมเป็นผลดีในระยะยาว

การแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว หลงจู๊ลู่สั่งให้คนนำก้อนเงินแท่งละสิบตำลึงจำนวนสองแท่งมามอบให้นาง หว่านชิงรับเงินมาซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ก่อนจะเอ่ยลาและเดินออกจากร้านไปพร้อมกับสามีร่างยักษ์ที่ยังคงมีสีหน้าเหม่อลอยราวกับคนละเมอ

เมื่อเดินพ้นระยะสายตาของผู้คน ชิงซานก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาคว้าข้อมือภรรยาแล้วดึงเข้าไปในตรอกแคบๆ มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง

“หว่านชิง... ยี่สิบตำลึงเงินเชียวนะ ข้าไม่ได้หูแว่วไปใช่หรือไม่” เสียงของชายหนุ่มสั่นพร่า เขาไม่เคยเห็นเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

หว่านชิงหลุดหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางแตกตื่นของสามี นางตบหลังมือเขาเบาๆ “ท่านไม่ได้หูแว่วหรอก นี่คือเงินก้อนแรกของเรา และมันจะเป็นทุนรอนในการตั้งตัวของครอบครัวเราในวันข้างหน้า”

“เจ้าเก่งกาจถึงเพียงนี้” ชิงซานมองหน้านางด้วยความเลื่อมใส “ตอนที่เจ้าต่อรองราคากับหลงจู๊ลู่ ท่าทางของเจ้าดูราวกับฮูหยินตราตั้งในจวนใหญ่โต ข้าแทบไม่กล้าหายใจแรงเลยเชียว”

“อย่ามัวแต่ชมข้าเลย รีบไปจัดการธุระบังหน้าของท่านกันเถิด ป่านนี้จอบบิ่นของท่านคงบ่นน้อยใจอยู่ในตะกร้าแล้ว” หว่านชิงเย้าแหย่

ชิงซานรีบพยักหน้า ทั้งสองเดินตรงไปยังร้านตีเหล็กท้ายตลาดเพื่อทิ้งจอบไว้ซ่อมแซมตามข้ออ้างที่บอกแม่สามี จากนั้นมหกรรมการจับจ่ายใช้สอยอย่างลับๆ จึงเริ่มต้นขึ้น

ร้านแรกที่หว่านชิงแวะคือร้านขายผ้า นางเมินเฉยต่อผ้าไหมสีสันสดใสที่จัดแสดงอยู่หน้าร้าน แต่เลือกเดินตรงไปยังแผงขายผ้าฝ้ายเนื้อหนาและผ้าห่มยัดนุ่น นางเลือกซื้อผ้าห่มผืนหนานุ่มสองผืน ผ้าฝ้ายเนื้อดีสีเข้มสำหรับตัดชุดให้ชิงซานและเสี่ยวหย่า และด้ายเย็บผ้าอีกหลายม้วน

จากนั้นจึงแวะร้านขายธัญพืช หว่านชิงสั่งข้าวสารขัดขาวชั้นดีสิบชั่ง แป้งสาลีเนื้อละเอียดอีกห้าชั่ง ซึ่งล้วนเป็นของที่ครอบครัวจ้าวเรือนหน้าไม่เคยซื้อกิน นางจ่ายเงินด้วยเศษอีแปะที่ขอแลกมาจากร้านขายผ้าอย่างคล่องแคล่ว

“เอาเนื้อหมูสามชั้นที่มีมันแทรกเยอะๆ ชิ้นนั้นแหละ เถ้าแก่ สับกระดูกหมูติดเนื้อให้ข้าด้วยสักสองชั่ง” หว่านชิงชี้มือสั่งการที่แผงขายเนื้อหมู

ชิงซานที่ทำหน้าที่เป็นคนแบกของกะพริบตาปริบๆ ตะกร้าสะพายหลังของเขาบัดนี้อัดแน่นไปด้วยข้าวของจนแทบจะล้นออกมา แต่เขากลับไม่รู้สึกหนักเลยสักนิด ตรงกันข้าม หัวใจของเขากลับพองโตด้วยความสุขเมื่อคิดว่าน้องสาวและภรรยาจะได้กินของอร่อยและมีผ้าห่มอุ่นๆ ไว้คลายหนาว

“อ๊ะ เกือบลืมไปเลย” หว่านชิงชะงักฝีเท้าเมื่อเดินผ่านแผงขายปลาสด “เถ้าแก่ เอาปลาหลีฮื้อตัวอ้วนที่สุดในกะละมังนั้นให้ข้าตัวหนึ่ง เอาตัวที่ยังดิ้นแรงๆ นะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เราเพิ่งจับปลาไปเมื่อเช้า ไฉนต้องซื้ออีกเล่า”

“ข้าสัญญากับจินเป่าไว้แล้วว่า หากขายเห็ดได้ราคาจะซื้อปลาตัวใหญ่ๆ กลับไปเป็นรางวัล ท่านอยากให้เจ้าก้อนขนขี้บ่นนั่นงอนจนไม่ยอมหาของป่าให้เราอีกหรือ” หว่านชิงกระซิบตอบกลั้วเสียงหัวเราะ

‘จำคำพูดของเจ้าไว้ให้ดีล่ะยัยทาส ปลาต้องสดและตัวใหญ่เท่านั้น!’ เสียงเตือนของจินเป่าแว่วเข้ามาในหัวราวกับรู้ใจ

เมื่อซื้อของทุกอย่างจนครบถ้วน หว่านชิงก็จัดการอำพรางหลักฐานอย่างแนบเนียน นางนำเศษผ้าหยาบๆ สีมอๆ ที่อ้างว่าจะซื้อไปปะชุนเสื้อผ้า มาปิดทับสิ่งของล้ำค่าทั้งหมดในตะกร้าของชิงซาน มองจากภายนอกดูเหมือนตะกร้าใส่เศษผ้าเก่าๆ ธรรมดา

ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงสู่ทิศตะวันตก ย้อมท้องฟ้าเป็นสีส้มอมแดง สองสามีภรรยาเร่งฝีเท้าเดินทางกลับหมู่บ้าน แม้ระยะทางจะไกลและต้องแบกของหนัก แต่รอยยิ้มกลับไม่เคยเลือนหายไปจากใบหน้าของทั้งคู่

“หว่านชิง” ชิงซานเอ่ยทำลายความเงียบระหว่างทาง “ขอบคุณนะ ที่ยอมทนลำบากมาอยู่กับคนไม่เอาถ่านอย่างข้า”

หญิงสาวหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของบุรุษร่างยักษ์ แสงตะวันยามเย็นขับเน้นสันกรามแกร่งและสันจมูกโด่งเป็นสันของเขาให้ดูหล่อเหลายิ่งขึ้น นางส่ายหน้าเบาๆ “ท่านไม่ได้ไม่เอาถ่าน ท่านแค่ซ่อนคมเงียบไว้รอวันส่องประกายต่างหากเล่า กลับบ้านกันเถิด ป่านนี้เสี่ยวหย่ากับจินเป่าคงชะเง้อคอรอเราแย่แล้ว”

คำว่า ‘กลับบ้าน’ ของนางทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของชิงซานเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาด บ้านที่ไม่ใช่สถานที่ที่เต็มไปด้วยความกดขี่และเสียงด่าทอ แต่เป็นกระท่อมเก็บฟืนเล็กๆ ที่มีสตรีผู้นี้รอคอยอยู่

เมื่อถึงลานบ้านตระกูลจ้าว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัว หวังซื่อกำลังยืนเท้าสะเอวรออยู่ที่หน้าประตูเรือน ใบหน้าอวบอูมนั้นบึ้งตึงยิ่งกว่าก้นหม้อที่ยังไม่ได้ขัด ทันทีที่เห็นทั้งสองเดินเข้ามา นางก็พ่นคำผรุสวาทออกมาราวกับพายุ

“พวกเจ้ามัวไปไถลอยู่ที่ใดมา ซื้อแค่เศษผ้ากับซ่อมจอบ เหตุใดจึงไปนานจนตะวันตกดิน ป่านนี้ข้าวเย็นยังไม่ได้หุง นังสะใภ้ขี้เกียจ คืนนี้เจ้าไม่ต้องกินข้าว”

หว่านชิงก้มหน้าทำทีเป็นสลด นางไม่โต้เถียงแม่สามีแม้แต่ครึ่งคำ รีบปลดตะกร้าส่งให้ชิงซานนำไปเก็บที่ห้องด้านหลัง ส่วนตนเองถลกแขนเสื้อเตรียมตัวเข้าครัว

หญิงสาวลอบยิ้มมุมปาก คืนนี้นางยอมอดข้าวต้มใสแจ๋วของเรือนหน้าก็ได้ ในเมื่อวัตถุดิบชั้นเลิศทั้งข้าวสารขาว เนื้อหมูสามชั้น และปลาตัวโต กำลังรอให้นางนำไปปรุงเป็นมื้อดึกสุดหรูเพื่อฉลองความสำเร็จก้าวแรกของครอบครัวเล็กๆ ของนางอยู่

แต่หว่านชิงหารู้ไม่ว่า กลิ่นหอมของการตุ๋นเนื้อหมูสามชั้นในคืนนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายระลอกใหม่ และเป็นการเปิดโอกาสให้ ‘ท่านจินเป่า’ ได้ออกโรงโชว์วีรกรรมปกป้องทรัพย์สินของบ้านรองอย่างเต็มรูปแบบ
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel