บทที่ 7 กลิ่นเนื้อตุ๋นเรียกปลิง
ยามจื่อ (23.00 - 00.59 น.) ทุกชีวิตในเรือนหลักของตระกูลจ้าวต่างจมอยู่ในห้วงนิทรา มีเพียงเสียงกรนดังครอกฟี้ของจ้าวเหวินซวนและเสียงละเมอของหวังซื่อที่แว่วมาเป็นระยะ แต่ที่ด้านหลังของเรือน บริเวณมุมอับหลังห้องเก็บฟืนซอมซ่อ กลับมีแสงไฟสีส้มสลัววูบวาบพร้อมกับควันไฟจางๆ ลอยอวลขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี
จ้าวชิงซานใช้เวลาช่วงหัวค่ำแอบก่อเตาดินขนาดย่อมไว้ที่มุมกำแพงอย่างเงียบเชียบ ชายหนุ่มนำเศษไม้ไผ่และฟางมาตีเป็นเพิงเล็กๆ บังตาไว้ เพื่อให้ภรรยาของเขาสามารถทำอาหารได้โดยไม่ต้องลอบเข้าไปใช้ห้องครัวของเรือนหน้าให้เสี่ยงต่อการถูกจับได้
เสิ่นหว่านชิงนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาดิน แสงไฟสะท้อนใบหน้างดงามที่บัดนี้เปื้อนคราบเขม่าจางๆ แต่นั่นกลับไม่ได้ลดทอนเสน่ห์ของนางลงแม้แต่น้อย มือเรียวบางจัดการหั่นเนื้อหมูสามชั้นที่มีชั้นไขมันแทรกตัวอย่างงดงามออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำ โยนลงไปรวนในกระทะเหล็กใบเก่าที่ชิงซานไปแอบค้นเจอมาจากห้องเก็บของ เสียงน้ำมันหมูแตกมันดังฉ่าๆ พร้อมกับกลิ่นหอมของไขมันสัตว์ที่ถูกความร้อนระอุ
“ท่านพี่ ช่วยส่งน้ำตาลกรวดในห่อกระดาษให้ข้าที” หว่านชิงกระซิบเสียงเบา
ชิงซานที่คอยทำหน้าที่เป็นลูกมือหยิบห่อกระดาษส่งให้อย่างว่าง่าย เขามองดูภรรยาใส่น้ำตาลกรวดลงไปผัดกับน้ำมันหมูจนละลายกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ ก่อนจะเทเนื้อหมูสามชั้นที่รวนไว้ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมซีอิ๊วขาวและขิงแก่ฝานแผ่นบางลงไป ปิดท้ายด้วยการเทน้ำสะอาดลงไปจนท่วมเนื้อหมู ปิดฝาหม้อไม้เพื่อตุ๋นให้เนื้อเปื่อยยุ่ย
กระบวนการทำ ‘หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง’ เป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่กลิ่นหอมหวานปนเค็มของเครื่องปรุงที่เคี่ยวกรำกับไขมันหมูกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นกลิ่นที่สามารถปลุกคนตายให้ตื่นขึ้นมาหิวโหยได้เลยทีเดียว
จ้าวเสี่ยวหย่านั่งกอดเข่าอยู่ข้างพี่ชาย ดวงตากลมโตจ้องมองฝาหม้อที่กำลังขยับกึกกักตามแรงเดือดของน้ำซุปไม่กะพริบ เด็กน้อยลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกจนชิงซานต้องยกมือขึ้นลูบหัวด้วยความเอ็นดู
‘ยัยทาส หมูตุ๋นของเจ้าช่างหอมยั่วน้ำลายนัก แต่ปลาหลีฮื้อตัวโตของข้าเล่า ข้าไม่กินเนื้อหมูที่มีแต่มันหรอกนะ!’
เสียงทุ้มห้าวของจินเป่าดังแทรกขึ้นมาในหัว หว่านชิงปรายตามองไปที่บนขอนไม้ใหญ่ แมวดำตัวอ้วนกำลังนั่งกระดิกหางไปมาอย่างกระวนกระวาย ดวงตาสีทองอำพันจ้องมองวัตถุดิบที่เหลือด้วยความคาดหวัง
“รู้แล้วน่า ท่านกุนซือ ข้าไม่ลืมปลาของท่านหรอก” หว่านชิงบ่นพึมพำในลำคอ นางจัดการนำปลาหลีฮื้อตัวใหญ่ที่ขอดเกล็ดและบั้งเนื้อเตรียมไว้มาทาเกลือบางๆ นำไปเสียบไม้แล้วย่างบนถ่านไฟแดงจัดอีกเตาหนึ่งที่ชิงซานเตรียมไว้ให้
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม หมูตุ๋นน้ำแดงก็สุกได้ที่ หว่านชิงเปิดฝาหม้อออก ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ เผยให้เห็นชิ้นเนื้อหมูสามชั้นที่บัดนี้เคลือบไปด้วยน้ำซอสสีน้ำตาลแดงมันวาว กลิ่นหอมตลบอบอวลจนเสี่ยวหย่าทนไม่ไหว ต้องยื่นชามข้าวขัดขาวที่หุงเตรียมไว้มาให้พี่สะใภ้ตักราดลงไป
หว่านชิงคีบเนื้อหมูชิ้นที่นุ่มที่สุดใส่ชามให้เด็กน้อย ตามด้วยการตักราดข้าวพูนๆ ส่งให้ชิงซาน “ท่านพี่ กินเยอะหน่อย วันนี้ท่านแบกของหนักมาทั้งวัน”
ชิงซานรับชามข้าวมาถือไว้ มือหนาสั่นเล็กน้อย เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้กินเนื้อสัตว์ชิ้นโตเช่นนี้คือเมื่อใด ชายหนุ่มคีบเนื้อหมูเข้าปาก ความนุ่มละมุนของชั้นไขมันที่ละลายในปากผสานกับรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมของน้ำซอส ทำเอาชายชาตรีที่อดทนต่อความยากลำบากมาตลอดถึงกับขอบตาพร่ามัว
ขณะที่มนุษย์สามคนกำลังดื่มด่ำกับมื้ออาหารเลิศรส จินเป่าก็กำลังก้มหน้าก้มตาสวาปามปลาหลีฮื้อย่างเนื้อหวานฉ่ำที่หว่านชิงเลาะก้างออกให้อย่างรู้ใจ เสียงเคี้ยวกร้วมๆ ของแมวอ้วนสลับกับเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของครอบครัว สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมสุขท่ามกลางคืนที่หนาวเหน็บ
แต่ความสุขมักจะอยู่ได้ไม่นานเสมอ โดยเฉพาะในจวนที่เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว
สายลมพัดเอากลิ่นเนื้อตุ๋นน้ำแดงลอยข้ามหลังคาห้องเก็บฟืน พัดพาความหอมหวนไปตามช่องลมและแทรกซึมเข้าไปในห้องนอนของเฉียนซื่อที่อยู่ฝั่งปีกขวาของเรือนหลัก
พี่สะใภ้ใหญ่ที่กำลังนอนหลับฝันหวานถึงกองเงินกองทอง พลันจมูกกระตุกฟุดฟิด นางละเมอเลียริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก กลิ่นหอมของเนื้อหมูตุ๋นชัดเจนเสียจนนางคิดว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในห้องครัวของเหลาอาหารในตัวเมือง
“กลิ่นเนื้อ... กลิ่นเนื้อหมูตุ๋น” เฉียนซื่อเบิกตากว้าง นางเขย่าตัวสามีที่นอนกรนอยู่ข้างๆ อย่างแรง “ท่านพี่ ตื่นสิ ท่านได้กลิ่นหรือไม่ มีคนกำลังแอบต้มเนื้อในบ้านเรา!”
จ้าวเหวินซวนปัดมือภรรยาทิ้งอย่างรำคาญ “เจ้าละเมออันใดกัน ดึกดื่นป่านนี้ใครจะมาต้มเนื้อ บ้านเราเพิ่งกินผักต้มกับแป้งย่างไปเมื่อเย็น เจ้าหิวจนประสาทหลอนแล้วกระมัง นอนไปเสียเถอะ”
แต่เฉียนซื่อมั่นใจในจมูกของตนเอง นางเป็นคนเห็นแก่กิน ย่อมไม่มีทางจำกลิ่นเนื้อสัตว์ผิดพลาด นางผุดลุกขึ้นนั่ง คว้าเสื้อคลุมมาสวมลวกๆ “ข้าไม่ได้ประสาทหลอน กลิ่นลอยมาจากทางหลังเรือน ต้องเป็นเจ้ารองกับนังสะใภ้แพศยานั่นแน่ๆ พวกมันกล้าดียังไงแอบกินของดีๆ ลับหลังพวกเรา”
ความริษยาและความตะกละทำให้เฉียนซื่อไม่รอช้า นางรีบจ้ำอ้าวออกจากห้อง ตรงไปทุบประตูห้องนอนของหวังซื่อผู้เป็นแม่สามีทันที
“ท่านแม่ ท่านแม่ตื่นเร็วเข้า บ้านรองแอบซ่อนเนื้อหมูไว้กินเองเจ้าค่ะ”
เพียงประโยคเดียวก็สามารถปลุกหวังซื่อให้กระเด้งตัวลุกจากเตียงได้เร็วกว่าเสียงไก่ขัน ยายเฒ่าหน้าเลือดเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าถมึงทึง จมูกของนางสูดกลิ่นหอมที่ลอยมาตามลมเข้าเต็มปอด ความโกรธเกรี้ยวพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
“นังตัวดี! กล้าขโมยเงินกองกลางไปซื้อเนื้อมากินเองอย่างนั้นหรือ ข้าจะตีมันให้ตายเลยคอยดู!”
หวังซื่อคว้าไม้พลองที่ใช้ตีสุนัขข้างประตูมาถือไว้แน่น สองแม่ผัวลูกสะใภ้เดินกระแทกเท้าตึงตังมุ่งหน้าไปยังทิศทางของห้องเก็บฟืนอย่างเอาเรื่อง ราวกับฝูงปลิงที่ได้กลิ่นเลือด
ในขณะเดียวกัน ที่หลังห้องเก็บฟืน หูที่ไวต่อเสียงของชิงซานก็จับจังหวะฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังมุ่งตรงมาได้ ชายหนุ่มวางชามข้าวลงทันที ใบหน้าคมเข้มตึงเครียดขึ้น
“มีคนกำลังมา แม่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่”
หว่านชิงชะงักตะเกียบ นางไม่ได้ตื่นตระหนก แต่สมองกลับหมุนเร็วจี๋ “เสี่ยวหย่า รีบกินข้าวในชามให้หมดแล้วเข้าไปซ่อนใต้ผ้าห่มเร็วเข้า อย่าให้ใครเห็นคราบมันบนปากเจ้า”
เด็กน้อยพยักหน้ารัวๆ ยัดข้าวคำสุดท้ายเข้าปากแล้ววิ่งปรู๊ดเข้าไปในห้องเก็บฟืนทันที
“ท่านพี่ ช่วยข้าเก็บซ่อนของพวกนี้” หว่านชิงรีบยกกระทะและหม้อเนื้อตุ๋นที่เหลืออยู่ค่อนหม้อไปซ่อนไว้ในหลุมดินที่ชิงซานขุดเตรียมไว้พรางตา นางกวาดเศษกระดูกปลาของจินเป่าลงหลุมไปด้วย จากนั้นจึงนำหม้อดินเผาใบเก่าที่แตกบิ่นมาวางบนเตาแทน เทน้ำเปล่าลงไปผสมกับเศษผักกาดป่าเหี่ยวๆ ที่เหลือจากเมื่อเช้า และจงใจหย่อนเศษมันหมูชิ้นเล็กจิ๋วเท่าปลายนิ้วก้อยลงไปต้มให้เดือดพล่าน เพื่อสร้างกลิ่นอำพราง
‘พวกมนุษย์น่ารำคาญ บังอาจมารบกวนเวลาเสวยสุขของข้า’ จินเป่ายืดตัวขึ้นยืน ขนสีดำของมันตั้งชัน ดวงตาสีทองหรี่ลงอย่างมีเลศนัย ‘ยัยทาส เจ้าถอยไป ข้าจะจัดการสั่งสอนพวกปลิงดูดเลือดนี่เอง’
“อย่าทำอะไรเกินกว่าเหตุเล่า ข้ายังไม่อยากให้พวกนางหัวใจวายตายคาบ้าน” หว่านชิงสื่อสารตอบกลับไปในใจ ขณะที่นางดึงแขนชิงซานให้ถอยห่างออกมาจากเตาดิน
ปัง!
ประตูไม้ของรั้วกั้นห้องเก็บฟืนถูกถีบเปิดออกอย่างแรง หวังซื่อและเฉียนซื่อพุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง สายตาของทั้งสองกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หม้อดินเผาบนเตาที่กำลังเดือดปุดๆ
“พวกแก!” หวังซื่อชี้หน้าหว่านชิงด้วยไม้พลอง “ขโมยเงินบ้านข้าไปซื้อเนื้อหมูมากินเสวยสุขกลางดึก กล้าดีอย่างไร เอาเนื้อออกมาให้หมดเดี๋ยวนี้”
เฉียนซื่อไม่รอให้แม่สามีพูดจบ นางพุ่งตัวเข้าไปที่หน้าเตาดินหมายจะคว้าหม้อมาเป็นของตน แต่เมื่อชะโงกหน้าลงไปดูใกล้ๆ นางก็ต้องชะงัก ในหม้อมีเพียงน้ำใสแจ๋ว ผักกาดเหี่ยวๆ และเศษมันหมูชิ้นเล็กจ้อยลอยฟ่องอยู่เท่านั้น
“นี่มันอะไรกัน เนื้อตุ๋นไปไหน” เฉียนซื่อโวยวาย หันขวับมาทางหว่านชิง “พวกแกซ่อนมันไว้ที่ไหน กลิ่นหอมฟุ้งไปถึงเรือนหน้า จะมีแค่น้ำล้างกระทะพวกนี้ได้อย่างไร”
หว่านชิงทำหน้าซื่อตาใส ยอบกายลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม “ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านทั้งสองเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ วันนี้ข้าเข้าเมืองไปซื้อด้าย บังเอิญเดินผ่านเขียงหมู เห็นเศษมันหมูชิ้นเล็กๆ ที่เถ้าแก่ทิ้งไว้บนเขียงจึงขอปันมาหมายจะมาต้มซุปผักกินลูบท้อง ท่านพี่ชิงซานทำงานหนักมาทั้งวัน ข้าเพียงอยากให้เขามีเรี่ยวแรงเท่านั้น เงินทองกองกลางอันใดกัน ข้าไม่เคยแตะต้องเลยสักอีแปะเดียว”
“ตอแหล” หวังซื่อตวาดแว้ด “เศษมันหมูชิ้นแค่นี้จะส่งกลิ่นหอมไปไกลถึงเพียงนั้นได้อย่างไร พวกแกต้องแอบซ่อนหมูเป็นชิ้นๆ ไว้แน่ ค้น! อาเฉียน เจ้าไปค้นดูในห้องเก็บฟืนให้ทั่ว!”
เฉียนซื่อรับคำอย่างกระตือรือร้น นางหมุนตัวเตรียมจะพุ่งเข้าไปในห้อง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้า ความมืดมิดเหนือคานไม้ก็พลันเกิดการเคลื่อนไหว
จินเป่าที่พรางตัวกลมกลืนไปกับเงามืดบนกองฟืนสูง ยกอุ้งเท้าหน้าขึ้นมาเลียอย่างใจเย็น ก่อนจะใช้จังหวะที่เฉียนซื่อเดินผ่าน ตวัดขาหลังถีบท่อนไม้ไผ่ที่ขัดกองฟืนไว้ออกอย่างแม่นยำ
ครืน!
กองฟืนขนาดเขื่องพังทลายลงมาขวางทางเฉียนซื่อพอดี หญิงจอมตะกละสะดุ้งสุดตัว ก้าวเท้าสะดุดท่อนไม้อย่างจัง ร่างอวบอัดของนางถลาหน้าคะมำพุ่งหลาวลงไปในถังน้ำล้างชามที่เต็มไปด้วยคราบขี้เถ้าและเศษผักเน่าซึ่งหว่านชิงจงใจวางดักไว้
“กรี๊ด! แคร่กๆ ถุย!” เฉียนซื่อร้องลั่น สำลักน้ำโคลนสีดำปี๋ออกมา ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำขลับประดุจผีพราย นางตะเกียกตะกายพยายามลุกขึ้น แต่พื้นดินที่ลื่นเจิ่งนองทำให้นางลื่นไถลลงไปกองกับพื้นอีกรอบ
หวังซื่อตกใจจนหน้าถอดสี นางก้าวถอยหลังไปสองก้าว “เกิดอะไรขึ้น ผีผลักหรืออย่างไร!”
ทันใดนั้นเอง ดวงตาสีทองอำพันคู่หนึ่งก็สว่างวาบขึ้นกลางความมืดมิดเหนือซากกองฟืน เสียงขู่ฟ่อลากยาวดังก้องกังวาน ฟังดูน่าขนลุกขนพองราวกับเสียงของปีศาจจากปรโลก
“ฟ่อออออ!”
จินเป่ากระโจนลงมาจากที่สูง ร่างสีดำพุ่งทะยานผ่านหน้าหวังซื่อไปอย่างรวดเร็ว กรงเล็บแหลมคมตวัดเกี่ยวเข้าที่ชายกระโปรงของยายเฒ่าหน้าเลือดจนขาดวิ่น หวังซื่อตกใจสุดขีดจนเข่าอ่อน นางกรีดร้องสุดเสียง คิดว่าเป็นปีศาจแมวภูเขามาหลอกหลอน
“ปีศาจ! ปีศาจแมวดำ! ช่วยด้วย!” หวังซื่อทิ้งไม้พลองในมือ หันหลังกลับและออกวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปทางเรือนหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งลูกสะใภ้ใหญ่ที่ยังคงนอนจมกองโคลนไว้เบื้องหลัง
เฉียนซื่อเห็นแม่สามีวิ่งหนีหายไปในความมืด ก็ยิ่งหวาดผวา นางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งตามไปอย่างทุลักทุเล รองเท้าหลุดหายไปข้างหนึ่งก็ไม่รั้งรอจะเก็บ เสียงโวยวายของสองแม่ผัวลูกสะใภ้ค่อยๆ หายลับไปทางเรือนหน้า ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบและเศษซากความวุ่นวายที่หลังห้องเก็บฟืน
หว่านชิงยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะจนไหล่สั่น นางหันไปมองกุนซือวิฬาร์ที่บัดนี้กำลังนั่งเชิดคออยู่บนถังไม้อย่างสง่างาม
“ท่านกุนซือช่างร้ายกาจยิ่งนัก แผนสะดุดล้มตกลงถังขี้เถ้านี่ทำเอาข้าแทบกลั้นขำไม่อยู่”
จินเป่าสะบัดหางไปมา ‘เรื่องเล็กน้อยน่า ข้าแค่อยากสั่งสอนให้พวกนางรู้ว่าอย่ามาแหยมกับของกินของข้าก็เท่านั้น’
ชิงซานที่ยืนนิ่งอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้าค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก ชายหนุ่มมองกองฟืนที่พังทลายสลับกับรอยยิ้มสดใสของภรรยา ความขบขันก่อตัวขึ้นในใจ แต่ลึกๆ แล้ว แววตาของเขากลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวบางอย่างที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง
“หว่านชิง” ชิงซานเอ่ยเสียงทุ้มกังวาน “วันนี้พวกนางอาจจะถูกความมืดและแมวหลอกจนหนีไป แต่พรุ่งนี้พวกนางก็ต้องหาเรื่องมารังแกเจ้าและเสี่ยวหย่าอีกเป็นแน่ ข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าต้องอยู่อย่างหวาดระแวง คอยแอบซ่อนของกินราวกับหัวขโมยในบ้านตัวเองเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว”
หว่านชิงชะงัก นางหันมาสบตาเขา แววตาของนางจริงจังขึ้น “ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร”
มือหนาของชิงซานเอื้อมมากุมมือบางของนางไว้แน่น สัมผัสหยาบกร้านแต่อบอุ่นและมั่นคงยิ่งนัก
“ข้าจะขอแยกบ้าน” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นราวกับหินผา “ต่อให้ต้องออกไปแต่ตัวเปล่า ข้าก็จะพาเจ้ากับเสี่ยวหย่าออกไปสร้างครอบครัวของเราเอง เราจะไปสร้างบ้านใหม่ที่เจ้าสามารถทำหมูตุ๋นได้ทุกเวลาที่ต้องการ โดยไม่มีใครกล้ามาชี้หน้าด่าทอเจ้าอีก”
หัวใจของเสิ่นหว่านชิงเต้นแรงขึ้น รอยยิ้มที่งดงามที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอดีตคุณหนูตระกูลขุนนาง นางพยักหน้ารับช้าๆ จุดแตกหักที่นางรอคอยมาถึงเร็วกว่าที่คิด ราชสีห์ที่เคยหลับใหลและยอมถูกเหยียบย่ำ บัดนี้ได้ตื่นขึ้นมาเพื่อปกป้องครอบครัวของเขาอย่างแท้จริงแล้ว