บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 ตะกร้าฟืน หุบเขา และวิฬาร์ปากแจ๋ว

หลังสิ้นเสียงตะคอกตึงตังของหวังซื่อ ประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกเคาะอย่างแรงจนฝุ่นผงบนบานพับร่วงกราว เสิ่นหว่านชิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ นางก้าวเท้าเดินออกจากห้องไปเผชิญหน้ากับแม่สามีที่ยืนเท้าสะเอวหน้าดำหน้าแดงอยู่กลางลานบ้าน

เมื่อเห็นสะใภ้รองเดินออกมาด้วยเสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่เมื่อวาน หวังซื่อก็แค่นเสียงหยัน โยนตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่พร้อมกับขวานตัดไม้ที่บิ่นจนขึ้นสนิมลงแทบเท้านาง

“มัวยืนบื้ออยู่ทำไม สะพายตะกร้าแล้วขึ้นไปบนเขาจิ่วหลงซะ หากวันนี้ตัดฟืนมาไม่เต็มตะกร้า ก็ไม่ต้องเสนอหน้ากลับมากินข้าวเย็น!”

จ้าวชิงซานที่เพิ่งเดินออกมาจากหลังเรือนพร้อมกับจอบในมือรีบก้าวพรวดเข้ามาขวาง เขามองตะกร้าใบใหญ่ที่ใหญ่แทบจะกลืนกินแผ่นหลังบอบบางของภรรยาแล้วขมวดคิ้วแน่น “แม่ใหญ่ ฟืนบนเขาทั้งชื้นทั้งตัดยาก ให้นางไปช่วยถอนหญ้าในนาเถิด ประเดี๋ยวช่วงบ่ายข้าจะขึ้นไปตัดฟืนเอง”

“หุบปากของเจ้าไปเลยเจ้ารอง!” หวังซื่อตวัดสายตาดุดัน “ข้าซื้อตัวนางมาด้วยเงินอุดหนุนของทางการ ไม่ได้ซื้อมาเชิดชูไว้บนหิ้ง หากแค่งานตัดฟืนแค่นี้ทำไม่ได้ จะเก็บตัวไร้ประโยชน์ไว้กินเปลืองข้าวสุกทำไม ส่วนเจ้าก็ไสหัวไปไถนาให้เสร็จ ถ้าอู้งานล่ะก็ วันนี้เจ้ากับนังเด็กเหลือขอเสี่ยวหย่าก็งดข้าวไปซะ!”

ชิงซานกำด้ามจอบแน่นจนข้อขาว เขาเตรียมจะอ้าปากเถียงต่อ แต่ชายแขนเสื้อกลับถูกกระตุกเบาๆ เมื่อก้มลงมองก็พบว่าหว่านชิงกำลังส่งยิ้มบางๆ ให้นางส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปราม

“ข้าไปได้ ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าโตป่านนี้แล้ว แค่ไปหาฟืนไม่ได้ไปสู้กับเสือเสียหน่อย” หว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางก้มลงหยิบขวานขึ้นสนิมมาสอดไว้ที่เอว แล้วเหวี่ยงตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นสะพายหลังอย่างทุลักทุเล

ก่อนที่นางจะหมุนตัวเดินออกจากลานบ้าน ร่างเล็กๆ ของจ้าวเสี่ยวหย่าก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาใกล้ เด็กน้อยเหลียวซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าแม่ใหญ่มัวแต่หันไปด่าทอไก่ที่เดินเพ่นพ่าน จึงแอบยัดบางสิ่งใส่มือของพี่สะใภ้รอง

“พี่สะใภ้รอง นี่คือมันเทศป่าย่างที่ข้าแอบเก็บซ่อนไว้ในกองฟืนตั้งแต่เมื่อวาน ท่านเอาไว้กินรองท้องนะเจ้าคะ” เสียงกระซิบของเสี่ยวหย่าเบาหวิวราวกับเสียงกระพือปีกของแมลงปอ

หว่านชิงกำมันเทศหัวเล็กเท่ากำปั้นเด็กไว้แน่น ก้อนเนื้อในอกซ้ายอุ่นวาบขึ้นมา นางลูบแก้มซูบตอบของเด็กน้อยเบาๆ แทนคำขอบคุณ ก่อนจะหันหลังเดินมุ่งหน้าสู่ภูเขาจิ่วหลงที่ตั้งตระหง่านอยู่ท้ายหมู่บ้าน

อากาศยามเช้าตรู่บนเขาจิ่วหลงเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ หมอกขาวยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามยอดไม้ หว่านชิงกระชับคอเสื้อให้แน่นขึ้น รองเท้าผ้าพื้นบางของนางเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งและกิ่งไม้หักส่งเสียงกรอบแกรบ ร่างกายที่เคยคุ้นชินแต่กับการนั่งปักผ้าในเรือนกระจกบัดนี้ต้องมาแบกตะกร้าหนักอึ้งปีนป่ายขึ้นเขาชัน

เพียงแค่ครึ่งชั่วยาม เหงื่อเม็ดโป้งก็ผุดพรายเต็มหน้าผากมน หว่านชิงเริ่มใช้ขวานบิ่นๆ ฟันกิ่งไม้แห้งที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้น นางออกแรงฟันจนง่ามนิ้วเริ่มแดงและพองเป็นตุ่มน้ำใส ความเจ็บแสบแล่นริ้วขึ้นมาทุกครั้งที่ลงน้ำหนัก แต่นางกลับกัดฟันข่มความเจ็บปวด อาศัยความโกรธแค้นต่อโชคชะตาและศัตรูที่ใส่ร้ายบิดามาเป็นแรงผลักดัน

ซุปแป้งปั้นเมื่อคืนช่วยประทังความหิวได้เพียงชั่วคราว เมื่อต้องมาใช้แรงงานหนักตั้งแต่เช้าตรู่ ท้องของนางก็เริ่มส่งเสียงร้องประท้วงอีกครั้ง หว่านชิงตัดสินใจนั่งพักใต้ต้นสนใหญ่ หยิบมันเทศป่าที่เสี่ยวหย่าให้ไว้ออกมาปอกเปลือกกิน แม้มันจะเย็นชืดและแข็งกระด้าง แต่นางก็เคี้ยวกลืนลงคออย่างช้าๆ ราวกับเป็นอาหารเลิศรส

ขณะที่กำลังจะลุกขึ้นไปเก็บฟืนต่อ หูของนางพลันได้ยินเสียงสวบสาบดังมาจากพุ่มไม้ทึบด้านหน้า

สวบ... สวบ... แกรก

หว่านชิงชะงัก ร่างกายแข็งทื่อโดยสัญชาตญาณ นางรีบคว้าขวานขึ้นมากระชับไว้ในมือแน่น ดวงตาเบิกกว้างจ้องเขม็งไปที่พุ่มไม้นั้น บนเขาจิ่วหลงขึ้นชื่อเรื่องสัตว์ป่า หากเป็นหมูป่าหรือสุนัขจิ้งจอก นางในสภาพนี้คงไม่แคล้วกลายเป็นอาหารเช้าของพวกมันแน่

“ฟ่อ!”

เสียงขู่ฟ่อดังลอดออกมา ตามด้วยเสียงดิ้นรนตะกุยดิน หว่านชิงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ดูเหมือนจะไม่ใช่สัตว์ใหญ่ นางรวบรวมความกล้าใช้ด้ามขวานแหวกพุ่มไม้ออกดู

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอานางถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์หนาม มีก้อนขนสีดำสนิทลักษณะกลมป้อมกำลังดิ้นขลุกขลักอยู่ เมื่อเพ่งมองดีๆ จึงเห็นว่าเป็นแมวสีดำตัวหนึ่ง แต่มันไม่ใช่แมวป่าผอมโซอย่างที่ควรจะเป็น รูปร่างของมันอวบอ้วนตุ๊ต๊ะราวกับหมอนอิงในห้องนอนของฮูหยินใหญ่ ขนของมันดำขลับเป็นเงางามสะท้อนแสงแดดยามเช้า แต่ขาหลังข้างหนึ่งของมันกลับถูกเชือกป่านของกับดักนายพรานรัดไว้แน่นจนติดกับตอไม้

เจ้าแมวอ้วนหยุดดิ้นรนเมื่อเห็นว่ามีคนโผล่มา มันเงยหน้าขึ้นจ้องหว่านชิงด้วยดวงตาสีทองอำพัน กลมโตและหยิ่งผยอง ไม่มีแววหวาดกลัวหรือร้องขอความช่วยเหลือแต่อย่างใด มันกลับแยกเขี้ยวขาววับใส่ราวกับกำลังข่มขู่

หว่านชิงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น นางวางขวานลงข้างตัว ค่อยๆ ย่อเข่าลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าเจ้าก้อนขนสีดำ

“ที่แท้ก็เป็นขโมยตัวน้อยที่ซุ่มซ่ามไปติดกับดักนี่เอง” หว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางยื่นมือออกไปหมายจะช่วยปลดเชือกที่รัดข้อเท้าของมันออก

แคร่ก!

กรงเล็บแหลมคมตวัดเฉียดหลังมือของนางไปเพียงฉิวเฉียด หว่านชิงรีบชักมือกลับ เจ้าแมวอ้วนพองขนฟูฟ่อง ขู่ฟ่อเสียงดังกว่าเดิม

“อยู่นิ่งๆ สิเจ้าก้อนขน ข้ากำลังจะช่วยเจ้าอยู่นะ ขืนดิ้นไปมาเชือกยิ่งรัดแน่น ขาเจ้าจะขาดเอาได้” หว่านชิงเอ็ดเบาๆ

ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ผิดปกติอย่างที่สุดก็เกิดขึ้น

“มนุษย์หน้าโง่! บังอาจเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะต้องตัวข้าหรือ สตรีตาถั่วผู้ใดให้เจ้าเรียกข้าว่าก้อนขน!”

เสียงทุ้มห้าวที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและจองหองดังก้องขึ้นในหัวของหว่านชิง เสียงนั้นไม่ได้ผ่านหู แต่ดังสะท้อนกึกก้องอยู่ภายในสมองโดยตรง

หว่านชิงสะดุ้งสุดตัว นางหันซ้ายแลขวาอย่างตื่นตระหนก มองหาที่มาของเสียง แต่รอบกายมีเพียงต้นไม้สูงใหญ่และสายลมที่พัดผ่าน ไม่มีวี่แววของมนุษย์คนอื่นเลยแม้แต่น้อย

“ใครน่ะ ออกมานะ” นางคว้าขวานขึ้นมาถือไว้แน่นอีกครั้ง เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมแผ่นหลัง หรือว่าภูเขาแห่งนี้จะมีผีสางนางไม้ตามที่ชาวบ้านลือกัน

“เลิกหันซ้ายหันขวาเป็นไก่ตาแตกได้แล้วยัยทาส ก้มหน้าลงมาดูข้างล่างนี่!”

เสียงเดิมดังขึ้นในหัวอีกครั้ง หว่านชิงก้มหน้าลงมองตามสัญชาตญาณ สายตาปะทะเข้ากับเจ้าแมวดำตัวอ้วนที่บัดนี้เลิกขู่ฟ่อแล้ว แต่มันกำลังนั่งเชิดหน้า เลียอุ้งเท้าหน้าของตนเองอย่างใจเย็น ดวงตาสีทองอำพันคู่นั้นจ้องมองมาที่นางราวกับมองดูตัวโง่งม

“เจ้า... เจ้าพูดได้?” หว่านชิงเบิกตากว้าง ชี้หน้าแมวอ้วนด้วยมือที่สั่นระริก

“ข้าไม่ได้พูดด้วยปาก ข้าสื่อสารทางจิตต่างหากเล่า” เจ้าแมวหยุดเลียขน เชิดหน้าขึ้นสูงจนเห็นพุงกะทิที่ยื่นออกมา “ข้าต้องตกต่ำเพียงใดกัน ถึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากสตรีชาวนาที่หน้าตาดูไม่ได้ผู้นี้”

หว่านชิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ สมองที่ชาญฉลาดของนางกำลังประมวลผลอย่างหนัก นางเพิ่งแต่งงานกับชายแปลกหน้า ถูกแม่สามีกลั่นแกล้งให้มาตัดฟืนจนหิวโซ และตอนนี้นางกำลังเถียงกับแมวอ้วนที่พูดได้อยู่ในใจ! นางต้องหิวจนตาลายและหูแว่วไปเองแน่ๆ หญิงสาวยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ

“เจ้าไม่ได้หูแว่ว และข้าก็ไม่ใช่ภาพลวงตา” แมวดำถอนหายใจยาวราวกับระอาใจเต็มทน “ฟังให้ดีนะมนุษย์ ข้าคือท่านจินเป่า สัตว์วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่แห่งขุนเขาที่สูญเสียพลังตบะไปชั่วคราวเพราะอุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้ต้องมาติดอยู่ในร่างแมวธรรมดาและโดนกับดักโง่ๆ นี่รัดเอา หากเจ้าช่วยปลดเชือกให้ข้า ข้าจะถือว่าเจ้ามีความดีความชอบ”

หว่านชิงกระพริบตาปริบๆ ความกลัวเริ่มจางหายไป กลายเป็นความขบขันที่พุ่งพรวดขึ้นมาแทนที่ สัตว์วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่อะไรกัน สภาพอ้วนตุ๊ต๊ะติดบ่วงนายพรานเช่นนี้ ดูอย่างไรก็แค่แมวตะกละที่หนีออกจากบ้านเศรษฐีมาหลงป่าชัดๆ

แต่ในเมื่อมันสื่อสารกับนางได้จริง ย่อมไม่ใช่แมวธรรมดา หว่านชิงเก็บขวานลง นางค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้จินเป่าอีกครั้ง คราวนี้แมวอ้วนไม่ขู่กรรโชก เพียงแต่เบือนหน้าหนีทำทีเป็นหยิ่งยโส ทั้งที่หางของมันกระดิกไปมาด้วยความหงุดหงิดที่โดนพันธนาการ

หญิงสาวใช้มือดึงปมเชือกป่านที่รัดแน่นอย่างเบามือ นิ้วเรียวของนางแกะปมที่ผูกตายออกทีละน้อย “ท่านจินเป่าผู้ยิ่งใหญ่ ไฉนพลังตบะจึงเสื่อมถอยจนมาติดบ่วงดักกระต่ายของชาวบ้านได้เล่า” นางแกล้งเอ่ยแซวทางจิต

จินเป่าสะบัดหน้าขวับ ดวงตาสีทองเบิกกว้าง “เจ้าอย่าได้ลบหลู่! ข้าเพียงแต่... เพียงแต่พลาดพลั้งตอนกำลังไล่จับนกกระจอกวิเศษต่างหาก รีบๆ แกะเชือกเข้าสิ ข้าหิวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้ว หากมีปลาย่างเนื้อหวานๆ สักตัว ข้าคงฟื้นพลังได้เร็วกว่านี้”

“ปลาย่างหรือ” หว่านชิงถอนหายใจพลางแกะเชือกหลุดออกในที่สุด “บ้านที่ข้าอยู่ แค่แป้งหยาบๆ ยังต้องแอบขโมยกินกลางดึก หากท่านอยากกินปลาย่าง คงต้องไปหาเอาเองในลำธารแล้วล่ะ”

ทันทีที่หลุดพ้นจากพันธนาการ จินเป่าก็กระโดดแผล็วขึ้นไปยืนอยู่บนโขดหินเตี้ยๆ มันสะบัดขาหลังที่บอบช้ำเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงพันหางรอบตัวด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้พุงจะกองอยู่กับพื้นก็ตาม

มันจ้องมองตะกร้าฟืนที่เพิ่งมีกิ่งไม้แห้งอยู่เพียงครึ่งค่อนตะกร้า สลับกับมองใบหน้าซีดเซียวของหว่านชิง

“เจ้าเป็นทาสที่ยากจนข้นแค้นเสียนี่กระไร” จินเป่าส่ายหัว “เอาเถิด ถือว่าข้าเห็นแก่ที่เจ้าช่วยชีวิตสวรรค์ของข้าเอาไว้ เรามาทำข้อตกลงกันดีหรือไม่”

“ข้อตกลงอะไร” หว่านชิงขยับตัวลุกขึ้นปัดเศษดินตามเสื้อผ้า

“ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้ามีความสามารถซ่อนเร้น แต่ขาดแคลนทรัพย์สินเงินทอง” จินเป่าเชิดจมูกขึ้น “ข้ามีจมูกที่ดมกลิ่นสมบัติและของวิเศษในป่าได้แม่นยำยิ่งกว่าหมาล่าเนื้อ หากเจ้ารับข้าไปเลี้ยงดู มอบที่นอนอุ่นๆ และสัญญาว่าจะหาของอร่อยๆ อย่างปลาทอดหรือเนื้อย่างมาเซ่นไหว้ข้าทุกวัน ข้าจะชี้ทางรวยให้เจ้าเอง”

หว่านชิงชะงัก นี่มันเรื่องเหลือเชื่ออันใดกัน แมวอ้วนตัวนี้กำลังเสนอตัวเป็นกุนซือนำทางหาสมบัติให้นางแลกกับของกินกระนั้นหรือ? นางนึกถึงสภาพความเป็นอยู่ในบ้านจ้าว นึกถึงแม่สามีหน้าเลือดและพี่สะใภ้จอมงก หากนางมีช่องทางหาเงินเป็นของตนเอง การจะพาชิงซานและเสี่ยวหย่าแยกบ้านออกมาก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป

“แล้วข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าท่านไม่ได้หลอกกินฟรี” หว่านชิงเลิกคิ้วถามอย่างท้าทาย

จินเป่าแค่นเสียงหึในลำคอ มันกระโดดลงจากโขดหิน เดินเตาะแตะนำหน้าหว่านชิงไปทางพุ่มไม้ทึบอีกด้านหนึ่ง “ตามข้ามาสิ ยัยทาสหน้าโง่ ข้าจะแสดงให้ดูว่ากุนซือระดับข้ามีดีอย่างไร”

หว่านชิงสะพายตะกร้าฟืนเดินตามก้นอวบๆ ของแมวดำไปอย่างรวดเร็ว นางไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจรับข้อตกลงกับสัตว์วิญญาณตกสวรรค์ปากร้ายตัวนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกชะตาชีวิตจากสะใภ้ก้นครัว สู่คหบดีหญิงผู้มั่งคั่งที่สุดในแผ่นดิน และครอบครัวของนางจะต้องปวดหัวกับวีรกรรมของเจ้านายสี่ขาตัวนี้ไปอีกนานแสนนาน
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel