บทที่ 2 แม่ครัวยามวิกาลและซุปแป้งปั้นรสเลิศ
“เสี่ยวหย่า”
เสียงทุ้มต่ำของจ้าวชิงซานแฝงไปด้วยความตกใจ ร่างสูงใหญ่รีบย่อตัวลงประคองเด็กหญิงที่ล้มคะมำอยู่บนพื้นด้วยท่าทีทะนุถนอม สองมือหยาบกร้านของเขาปัดเศษดินฝุ่นตามเสื้อผ้าตัวโคร่งให้อย่างเบามือ แต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความปวดร้าวเมื่อได้ยินเสียงท้องร้องประท้วงของน้องสาว
จ้าวเสี่ยวหย่าเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย น้ำตาเม็ดโตคลอหน่วยอยู่ตรงเบ้าตา เด็กน้อยเหลือบมองสตรีแปลกหน้าในชุดมงคลสีแดงที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยความหวาดหวั่น ร่างผอมบางพยายามหดตัวไปซ่อนอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของชิงซานโดยสัญชาตญาณ
เสิ่นหว่านชิงมองสบตากับเด็กน้อย ความคิดในหัวแล่นปราดอย่างรวดเร็ว คืนเข้าหอของนางดูท่าจะมีเรื่องให้จัดการมากกว่าการรับมือกับสามีขี้อายเสียแล้ว หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา ค่อยๆ ลุกจากเตียงไม้กระดาน นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเพื่อไม่ให้เด็กหญิงตื่นตระหนกไปมากกว่านี้
“เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ แม่ใหญ่ไม่ได้ให้เจ้ากินข้าวเย็นหรือ” จ้าวชิงซานเอ่ยถามน้องสาวเสียงเครียด
เสี่ยวหย่าส่ายหน้าหวือ มือเล็กกุมท้องของตนเองไว้แน่น “ท่านแม่บอกว่าวันนี้บ้านเรามีงานมงคล ต้องประหยัดข้าวสารเอาไว้ต้อนรับแขกในวันพรุ่งนี้ เสี่ยวหย่ายังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า หิวจนนอนไม่หลับ ข้าเลยกะจะมาขอน้ำเปล่าจากพี่รองกินลูบท้องเจ้าค่ะ”
หมัดของชิงซานกำแน่นจนเส้นเลือดที่ท่อนแขนปูดโปน กรามแกร่งบดเข้าหากันจนเกิดเสียงดังกรอด หว่านชิงมองภาพนั้นแล้วเข้าใจสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง ครอบครัวจ้าวช่างลำเอียงได้อย่างหน้าด้านยิ่งนัก งานมงคลอันใดกัน มีเพียงเกวียนวัวเก่าๆ เล่มเดียวรับเจ้าสาวเข้าบ้าน แขกเหรื่อก็ไม่มีสักคน อ้างเรื่องประหยัดข้าวสารเพื่อจงใจทรมานเด็กคนนี้ชัดเจน
หว่านชิงย่อตัวลงจนระดับสายตาเสมอกับเสี่ยวหย่า นางส่งยิ้มเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เสี่ยวหย่าใช่หรือไม่ ข้าคือพี่สะใภ้รองของเจ้า”
เด็กน้อยโผล่หน้าออกมาจากแผ่นหลังของพี่ชายเพียงครึ่งเดียว พยักหน้าหงึกๆ สองตาจ้องมองปิ่นปักผมและใบหน้างดงามของหว่านชิงด้วยความตื่นตาตื่นใจ “พี่สะใภ้รอง ท่านเป็นนางฟ้าจำแลงมาหรือเจ้าคะ ทำไมถึงสวยเช่นนี้”
คำชมใสซื่อของเด็กหญิงทำเอาหว่านชิงหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ความรู้สึกเย็นชาในใจที่พกติดตัวมาตั้งแต่โดนเนรเทศเริ่มหลอมละลายลงทีละน้อย นางเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมยุ่งเหยิงของเสี่ยวหย่าอย่างเบามือ “พี่สะใภ้ไม่ใช่นางฟ้าหรอก แต่พี่สะใภ้เสกของอร่อยได้นะ”
พูดจบนางก็เงยหน้าขึ้นมองชิงซานที่กำลังทำหน้างุนงง “ท่านพี่ ในห้องครัวพอจะมีอะไรเหลือบ้างหรือไม่ ข้าเองก็หิวเหมือนกัน นั่งโกรธแค้นโชคชะตาไปก็ไม่ได้ช่วยให้ท้องอิ่ม สู้เราไปหาอะไรลงท้องเสียหน่อยดีกว่า”
ชิงซานอึกอัก ใบหน้าคมเข้มฉายแววลำบากใจ “แม่ใหญ่ล็อกตู้กับข้าวไว้หมดแล้ว เหลือก็แต่มันเทศหัวเล็กๆ ที่เก็บตกมาจากไร่ กับแป้งโม่หยาบๆ ก้นถัง ข้ากลัวว่าเจ้าจะกินไม่ลง”
“แค่มีแป้งกับหัวมันก็พอแล้ว” หว่านชิงลุกขึ้นยืน จัดแจงถอดเสื้อคลุมตัวนอกสีแดงที่กรุยกรายเกะกะออก ในเมื่อชีวิตตกต่ำแล้วเหตุใดต้องยึดถือฐานะตน ยามเมื่ออยู่จวนมารดาตนเองก็ไม่เคยเลี้ยงดูนางเป็นคุณหนู งานบ้านงานเรือนก็ล้วนต้องฝึกปรือ อีกทั้งการทำอาหารก็เป็นสิ่งที่นางชอบอยู่แล้ว ตอนนี้นางเหลือเพียงชุดตัวในสีอ่อนที่กระชับทะมัดทะแมงขึ้น นางถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่ถือตัว “พับแขนเสื้อแล้วเข้าครัวกันเถอะ คืนนี้ข้าจะแสดงฝีมือทำอาหารให้พวกท่านชิมเอง”
จ้าวชิงซานมองภรรยาหมาดๆ ที่จูงมือน้องสาวของเขาเดินนำหน้าออกจากห้องเก็บฟืนไปด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก สตรีชนชั้นสูงที่เขาวาดภาพไว้ว่าต้องหยิ่งยโส อ่อนแอ และเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย กลับกลายเป็นหญิงสาวที่กระฉับกระเฉงและปรับตัวเก่งยิ่งกว่าจิ้งจอกป่าเสียอีก
ทั้งสามชีวิตเดินลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดมาปะทะร่างกายจนเสี่ยวหย่าลอบสั่นสะท้าน หว่านชิงดึงร่างเล็กเข้ามากอดแนบกายเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น ชิงซานเห็นดังนั้นก็เร่งฝีเท้าขึ้น เดินนำหน้าเพื่อบังกระแสลมให้สตรีทั้งสอง
เมื่อมาถึงห้องครัว ประตูไม้ถูกลงกลอนด้วยแม่กุญแจเหล็กตัวใหญ่แน่นหนาตามที่ชิงซานบอก หว่านชิงเลิกคิ้วมองสามีร่างหมีของนาง ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เขาก้าวไปที่หน้าต่างไม้บานเล็กด้านข้าง ใช้มือเพียงข้างเดียวสอดเข้าใต้บานพับ ออกแรงดันเบาๆ สลักไม้ด้านในก็หลุดออกอย่างง่ายดาย
หว่านชิงลอบชมเชยในใจ พละกำลังของบุรุษผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ชิงซานปีนข้ามหน้าต่างเข้าไปก่อน จากนั้นจึงยื่นมือมารับเสี่ยวหย่า และหันมาพยุงหว่านชิงให้ปีนตามเข้ามา ฝ่ามือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านสัมผัสกับเอวบางของนางเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำเอาคนตัวโตหน้าแดงเถือกไปถึงใบหูท่ามกลางความมืด
ภายในครัวคับแคบและมีกลิ่นควันไฟจางๆ ชิงซานจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก ปรับไส้ตะเกียงให้แสงสว่างเพียงสลัวๆ เพื่อไม่ให้คนเรือนหน้าสังเกตเห็น หว่านชิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ตู้กับข้าวถูกล็อกกุญแจอย่างที่คาดไว้ บนโต๊ะไม้กลางห้องมีเพียงชามดินเผาบิ่นๆ สองสามใบ กะละมังไม้ใส่แป้งสีคล้ำก้นถัง มันเทศลูกเหี่ยวๆ สามหัว และต้นหอมป่าที่เหี่ยวเฉาอีกหนึ่งกำมือ
“มีแค่นี้ก็ถมเถแล้ว” หว่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
นางจัดการล้างมันเทศในอ่างน้ำอย่างรวดเร็ว ใช้มีดทำครัวเล่มเล็กปอกเปลือกและหั่นมันเทศออกเป็นชิ้นลูกเต๋าขนาดพอดีคำ จากนั้นหันไปจัดการกับแป้ง แป้งหยาบชนิดนี้หากนำไปนึ่งเป็นหมั่นโถวคงฝืดคอกลืนไม่ลงเป็นแน่ หว่านชิงตักน้ำสะอาดพรมลงไปเล็กน้อย โรยเกลือหยาบหยิบมือเพื่อเพิ่มรสชาติ ก่อนจะใช้มือเรียวงามนวดแป้งอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานแป้งสีคล้ำก็จับตัวเป็นก้อนเหนียวนุ่ม
ชิงซานนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาดิน เขาจัดการก่อไฟด้วยเศษฟืนอย่างเงียบเชียบ เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้น สะท้อนแสงเงาตกกระทบใบหน้าด้านข้างของภรรยา หว่านชิงในยามนี้ไม่มีคราบของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ นางดูผ่อนคลายและงดงามเป็นธรรมชาติ ชายหนุ่มลอบมองใบหน้ากระจ่างใสนั้นด้วยความรู้สึกอบอุ่นในอกอย่างประหลาด
เมื่อน้ำในหม้อเดือดพล่าน หว่านชิงจัดการเทมันเทศที่หั่นไว้ลงไปต้มจนน้ำซุปเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนและส่งกลิ่นหอมหวานของมันเทศออกมา จากนั้นนางจึงบิดก้อนแป้งในมือเป็นชิ้นเล็กๆ แบนๆ โยนตามลงไปในหม้อเดือดทีละชิ้น นี่คือ ‘ซุปแป้งปั้น’ อาหารพื้นบ้านที่ทำง่ายและอิ่มท้อง
นางกวาดสายตาหาเครื่องปรุงเพิ่มเติม สายตาปะทะเข้ากับไหกระเบื้องใบเล็กที่ซ่อนอยู่หลังกองฟืน เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าเป็นน้ำมันหมูที่เจียวทิ้งไว้ หว่านชิงไม่รอช้า ใช้ช้อนตักน้ำมันหมูครึ่งช้อนใส่ลงในหม้อซุป ตามด้วยต้นหอมป่าซอยละเอียด
ฉ่า
กลิ่นหอมของน้ำมันหมูผสมผสานกับความหวานของมันเทศและกลิ่นต้นหอมลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัวเล็กๆ เสี่ยวหย่าที่นั่งกลืนน้ำลายอยู่ข้างพี่ชายถึงกับเบิกตากว้าง จ้องมองหม้อซุปตาไม่กะพริบ
“เสร็จแล้ว” หว่านชิงตักซุปแป้งปั้นร้อนๆ ใส่ชามดินเผาสามใบ ยื่นให้เสี่ยวหย่าและชิงซานคนละใบ
ชิงซานรับชามมาถือไว้ ไอความร้อนแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ เขาไม่คิดเลยว่าวัตถุดิบเหลือทิ้งก้นครัวจะสามารถทำให้ออกมาหอมน่ากินได้ถึงเพียงนี้
เสี่ยวหย่าไม่รอช้า เด็กน้อยเป่าลมไล่ความร้อนฟู่ๆ แล้วซดน้ำซุปคำแรก รสชาติหวานกลมกล่อมของมันเทศผสานกับความเค็มปะแล่มและความมันของน้ำมันหมู แป้งชิ้นเล็กๆ เคี้ยวหนึบหนับสู้ฟันอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไป
“อร่อย อร่อยที่สุดเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวหย่ายิ้มจนตาหยี ซดน้ำซุปเสียงดังอึกๆ อย่างลืมมารยาท “พี่สะใภ้รอง ท่านเก่งกว่าแม่ครัวในเมืองเสียอีก”
หว่านชิงหัวเราะร่วน แววตาของนางอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “กินช้าๆ ประเดี๋ยวจะลวกปากเอา ข้าทำเผื่อไว้เยอะแยะ ในหม้อยังมีอีก”
นางหันไปมองชิงซาน ชายร่างยักษ์กำลังก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ แต่ความเร็วนั้นราวกับพายุพัดผ่าน เพียงไม่กี่อึดใจชามซุปใบใหญ่ก็เกลี้ยงเกลา หว่านชิงอมยิ้ม รับชามจากมือเขามาตักเพิ่มให้อีกจนพูน
มื้ออาหารยามดึกในห้องครัวสลัวๆ ผ่านไปอย่างเรียบง่ายแต่กลับเติมเต็มกระเพาะและหัวใจของทั้งสามคนจนพองโต หว่านชิงลอบประเมินสถานการณ์ในใจ ครอบครัวจ้าวนี้มีเพียงหวังซื่อ เฉียนซื่อ และจ้าวเหวินซวนพี่ชายคนโตที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อ ส่วนชิงซานและเสี่ยวหย่าเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกกดขี่มาตลอด หากนางต้องการมีชีวิตรอดและสร้างเนื้อสร้างตัวในหมู่บ้านแห่งนี้ นางต้องดึงสองพี่น้องนี้มาเป็นพวกให้จงได้
เมื่อกินกันจนอิ่มหนำ หว่านชิงจัดการล้างชามและหม้อจนสะอาดสะอ้าน เก็บกวาดร่องรอยทุกอย่างราวกับไม่เคยมีใครแอบย่องเข้ามาทำอาหารยามดึก จากนั้นทั้งสามจึงปีนกลับออกทางหน้าต่างบานเดิมแล้วเดินกลับไปยังห้องเก็บฟืน
อากาศยามดึกเยียบเย็นขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อกลับเข้ามาในห้องแคบๆ ชิงซานดึงกองฟืนและมัดฟางมาเรียงซ้อนกันที่มุมห้อง เตรียมจะเอนตัวลงนอนบนพื้นเย็นเฉียบ
“ท่านพี่ชิงซาน พื้นมันเย็นนัก ขึ้นมานอนบนเตียงเถิด” หว่านชิงเอ่ยเรียก
ชิงซานชะงัก ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ข้าทนหนาวเก่ง พวกเจ้าเป็นสตรี ร่างกายบอบบาง นอนบนเตียงไปเถิด ข้าจะนอนเฝ้าอยู่ตรงนี้”
พูดจบเขาก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เตียง ดึงเสื้อคลุมตัวบางของตนเองขึ้นมาห่ม หว่านชิงเห็นความดื้อดึงของเขาแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ นางไม่เซ้าซี้ต่อ จัดแจงดึงเสี่ยวหย่าให้ขึ้นมานอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันบนเตียง เด็กน้อยที่เพิ่งอิ่มท้องและได้รับความอบอุ่น ไม่นานก็หลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
หว่านชิงนอนตะแคงมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่นอนขดตัวอยู่มุมห้อง ค่ำคืนแรกของการเป็นสะใภ้บ้านชาวนาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด อย่างน้อยนางก็พบว่าสามีผู้นี้มีเนื้อแท้ที่ซื่อตรงและจิตใจดีงาม
ดวงตาคู่สวยค่อยๆ ปิดลง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังแว่วมาจากนอกหน้าต่าง หว่านชิงปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ พรุ่งนี้ยังมีศึกหนักรออยู่อีกมาก นางต้องเตรียมแรงไว้รับมือกับแม่สามีจอมบงการและพี่สะใภ้ปากร้ายให้จงได้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มทอแสงสีทองจางๆ เสียงไก่ป่าขันแว่วมาจากตีนเขา แต่เสียงที่ปลุกหว่านชิงให้ตื่นจากภวังค์กลับไม่ใช่เสียงนกร้องหรือเสียงไก่ขัน แต่เป็นเสียงแหลมปรี๊ดของหวังซื่อที่ดังทะลุประตูไม้เข้ามา
“ตื่นได้แล้ว นังตัวดี พระอาทิตย์จะแยงตูดอยู่แล้วยังจะนอนกินบ้านกินเมืองอีกหรือ รีบไสหัวออกไปหาฟืนบนเขามาเดี๋ยวนี้ หากได้ฟืนไม่เต็มตะกร้า วันนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว”
เสียงทุบประตูปังๆ ดังสนั่น หว่านชิงขมวดคิ้ว ลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เสี่ยวหย่างัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าหวาดผวา ส่วนชิงซานนั้นลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ เขามองหน้าภรรยาด้วยแววตากังวล
หว่านชิงส่งยิ้มบางๆ ให้เขา นางจัดเผ้าผมให้เข้าที่ หยิบเสื้อคลุมตัวนอกที่ดูทะมัดทะแมงขึ้นมาสวมทับ “ท่านพี่ไม่ต้องกังวล ข้าไปหาฟืนบนเขาสักประเดี๋ยว ถือเสียว่าไปเดินยืดเส้นยืดสายรับลมยามเช้าก็แล้วกัน”
หญิงสาวไม่รู้เลยว่า การขึ้นเขาไปหาฟืนด้วยท้องที่หิวโซในครั้งนี้ จะทำให้นางได้พานพบกับสิ่งมีชีวิตปริศนาที่จะเข้ามาพลิกชะตาชีวิตของนางและครอบครัวไปตลอดกาล