บทที่ 1 เกี้ยวเจ้าสาวแสนรันทด กับสามีร่างหมีผู้ขวยเขิน
เสียงล้อไม้เก่าคร่ำคร่าบดเบียดกับถนนดินลูกรังขรุขระดังเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญหูตลอดทาง เกวียนเทียมวัวเล่มเก่าโคลงเคลงไปมาตามหลุมบ่อ ทำเอาคนนั่งต้องลอบสูดลมหายใจระงับความจุกเสียด เสิ่นหว่านชิงนั่งหลังตรงแหน่วอยู่บนแผ่นไม้กระดานแข็ง ร่างกายของนางปวดเมื่อยไปทุกสัดส่วนจากการเดินทางรอนแรมหลายวัน แต่หญิงสาวยังคงเชิดหน้าขึ้น ไม่มีหยาดน้ำตาหลั่งรินให้เห็นแม้แต่หยดเดียว
ชุดมงคลสีแดงที่นางสวมใส่นั้นตัดเย็บจากผ้าเนื้อหยาบกระด้าง ยามขยับตัวเสียดสีผิวหนังจนแสบแดงไปหมด หากเป็นเมื่อก่อน ชุดแบบนี้อย่าว่าแต่สวมใส่เลย แค่เอามาเช็ดโต๊ะในจวนตระกูลเสิ่นยังนับว่าระคายเคืองเนื้อไม้ แต่เวลานี้เสิ่นหว่านชิงรู้ดีแก่ใจ นางไม่ใช่คุณหนูสายตรงแห่งจวนขุนนางผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป บิดาของนางถูกคนโฉดใส่ร้ายป้ายสีจนต้องโทษอาญาแผ่นดิน ฮ่องเต้ละเว้นโทษตายก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว โทษทัณฑ์ที่ตามมาคือการเนรเทศยึดทรัพย์ และบีบบังคับให้บุตรสาวต้องแต่งงานกับชาวบ้านป่าเมืองเถื่อนในชนบทเพื่อล้างมลทิน
ชาวบ้านสองข้างทางต่างชะเง้อคอมองเกวียนเจ้าสาวที่ไร้ซึ่งขบวนกลองและปี่พาทย์ ไร้ซึ่งสินสอดทองหมั้น มีเพียงห่อผ้าเก่าซอมซ่อหนึ่งใบวางอยู่ข้างกาย เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาตามสายลมเย็นเยียบของช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
“นั่นน่ะหรือคุณหนูตระกูลขุนนางที่ต้องโทษ หน้าตางดงามปานล่มเมือง ไฉนต้องมาแต่งให้กับเจ้าทึ่มรองบ้านจ้าวด้วย ช่างเหมือนเอาดอกไม้สดไปปักบนมูลวัวแท้เชียว” หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกระซิบกระซาบกับสหายข้างกาย
“เจ้าก็อย่าพูดเสียงดังไปนักเลย บ้านจ้าวรับนางมาก็เพราะเห็นแก่เงินอุดหนุนจากทางการต่างหาก หญิงงามที่ทำนาไม่เป็น ทอผ้าไม่ได้ มาอยู่บ้านนั้นก็คงถูกแม่เฒ่าหวังโขกสับใช้งานจนตายในไม่ช้า เจ้าสองคนนั้นชะตากรรมรันทดพอกันนั่นแหละ”
เสิ่นหว่านชิงหลับตาลง ซ่อนประกายความเย็นเยียบไว้ในแววตา คำกล่าวหาและคำเยาะเย้ยเหล่านี้ไม่อาจทำลายความเข้มแข็งของนางได้ ในเมื่อสวรรค์ส่งนางมาอยู่ในร่างนี้นานนับสิบปีและยังไม่ยอมให้นางตาย นางก็จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ให้ดีที่สุด รอดูวันที่ความจริงปรากฏและบิดาของนางได้รับการล้างมลทิน
เกวียนวัวหยุดลงที่หน้าประตูลานบ้านขนาดย่อม ตัวเรือนด้านหน้าก่อด้วยอิฐแดงดูแข็งแรงทนทาน บ่งบอกว่าครอบครัวจ้าวมีฐานะพอตัวในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่เมื่อเสิ่นหว่านชิงก้าวลงจากเกวียน ประตูไม้ที่เปิดออกกลับเผยให้เห็นสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าสี่เหลี่ยมและโหนกแก้มสูง ดวงตาหางตกของนางจ้องมองหว่านชิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาประเมินสินค้าและเหยียดหยาม
“นี่หรือสะใภ้รองที่ทางการส่งมา รูปร่างผอมบางลมพัดก็ปลิว หน้าตาก็ดูยั่วยวนไม่เป็นผู้เป็นคน งานการในไร่นาจะรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้” หวังซื่อ แม่สามีของนางกล่าวเสียงแหลมพลางแค่นหัวเราะในลำคอ
ข้างกายหวังซื่อคือเฉียนซื่อ พี่สะใภ้ใหญ่ที่สวมเสื้อผ้าสีสันสดใสกว่าใครในบ้าน นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยัน “ท่านแม่ก็กล่าวเกินไป อย่างน้อยนางก็เป็นถึงอดีตคุณหนู คงพอจะรู้จักธรรมเนียมความกตัญญูอยู่บ้างกระมัง ปัดกวาดเช็ดถูนิดหน่อยคงไม่ถึงกับขาดใจตายหรอกเจ้าค่ะ”
เสิ่นหว่านชิงไม่ได้แสดงอาการโกรธขึ้ง นางเพียงก้าวไปข้างหน้าแล้วย่อกายคารวะตามธรรมเนียมอย่างหมดจดงดงาม ท่วงท่าที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีนั้นทำเอาเฉียนซื่อถึงกับชะงักค้างด้วยความริษยา ลอบเบ้ปากในใจ
“คารวะท่านแม่ คารวะพี่สะใภ้ใหญ่” น้ำเสียงของหว่านชิงราบเรียบ ไม่แข็งกระด้างและไม่อ่อนน้อมจนเกินไป
หวังซื่อเห็นสะใภ้ใหม่ไม่ร้องห่มร้องไห้ตีโพยตีพายอย่างที่คิดก็รู้สึกขัดใจเล็กน้อย นางสะบัดมืออย่างรำคาญ “เอาเถอะ ในเมื่อแต่งเข้ามาแล้วก็ต้องทำตามกฎของบ้านจ้าว บ้านเราไม่มีบ่าวไพร่ให้คอยปรนนิบัติ พรุ่งนี้เจ้าต้องตื่นก่อนไก่โห่เพื่อมาตักน้ำผ่าฟืนและทำอาหารให้ทุกคนกิน ส่วนคืนนี้ห้องหอของพวกเจ้าอยู่ทางด้านหลัง ไปเสีย ข้าจะไปพักผ่อนแล้ว”
เฉียนซื่อรับหน้าที่เดินนำทางหว่านชิงลัดเลาะไปตามระเบียงแคบๆ ยิ่งเดินลึกเข้าไป สภาพบ้านอิฐที่ดูดีด้านหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเรือนไม้เก่าผุพัง และในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าเพิงไม้ที่หลังคามุงด้วยฟางหยาบๆ ประตูไม้บานเล็กเผยอออกเล็กน้อย ส่งกลิ่นอับชื้นและกลิ่นฟืนเก่าลอยมากระทบจมูก
“ที่นี่แหละ ห้องหอของเจ้ากับน้องรอง” เฉียนซื่อกล่าวพลางยิ้มเยาะ “น้องรองเป็นคนสู้งาน ร่างกายกำยำ วันๆ เอาแต่คลุกอยู่กับดินกับโคลน ห้องนี้เหมาะกับเขาสุดแล้ว เจ้าก็ทนเอาหน่อยแล้วกันนะคุณหนู”
พูดจบพี่สะใภ้ใหญ่ก็สะบัดชายแขนเสื้อเดินนวดเอวจากไป ทิ้งให้เสิ่นหว่านชิงยืนอยู่หน้าห้องเก็บฟืนเพียงลำพัง
หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา นางผลักประตูเข้าไปด้านใน แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านรอยรั่วของหลังคาเผยให้เห็นสภาพห้องที่คับแคบ มีเพียงเตียงไม้กระดานแข็งๆ ปูด้วยฟางแห้งและผ้าห่มสีหม่นที่ซักจนผ้าบางเฉียบ มุมห้องเต็มไปด้วยท่อนฟืนที่กองพะเนิน หว่านชิงเดินไปนั่งลงบนขอบเตียง ฝุ่นที่เกาะอยู่ทำเอานางต้องลุกขึ้นมาปัดกวาดอย่างเสียไม่ได้
เวลาผ่านไปจนล่วงเข้ายามซวี อากาศรอบนอกเริ่มเย็นเยือก ท้องของหว่านชิงส่งเสียงประท้วงเบาๆ ตั้งแต่เช้านางเพิ่งได้ดื่มน้ำเปล่าไปเพียงอึกเดียว ขณะที่กำลังคิดว่าจะลองเปิดประตูออกไปสำรวจหาอะไรประทังชีวิตดีหรือไม่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
แอ๊ด
ประตูไม้ถูกผลักออก ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาบังแสงจันทร์จนมิด เสิ่นหว่านชิงเงยหน้าขึ้นมองสามีของตนเป็นครั้งแรก จ้าวชิงซานเป็นชายหนุ่มร่างยักษ์ ไหล่ของเขากว้างกว่าชายทั่วไปถึงเท่าตัว ผิวสีทองแดงกร้านแดดบ่งบอกถึงการตรากตรำทำงานหนักกลางแจ้งมาตลอดชีวิต ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคาย คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือเข้มดวงตาสีดำสนิทที่ดูลึกล้ำ แต่รอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้วและหนวดเคราที่ครึ้มไปหน่อย ทำให้เขาดูคล้ายกับโจรป่ามากกว่าชาวนาทั่วไป
ชาวบ้านบอกว่าเขาโง่เขลา ทึ่มทื่อ และใช้แรงงานประดุจวัวควาย
หว่านชิงลอบเกร็งตัวเตรียมพร้อมรับมือ มือเรียวบางเลื่อนไปซ่อนปิ่นเงินปลายแหลมไว้ในแขนเสื้อเงียบๆ หากบุรุษผู้นี้บุ่มบ่ามหรือคิดใช้กำลังบังคับขืนใจ นางย่อมไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างง่ายๆ
จ้าวชิงซานก้าวเข้ามาในห้อง ความสูงใหญ่ของเขาทำให้ห้องเก็บฟืนดูแคบลงไปถนัดตา เขายืนนิ่งอยู่กลางห้อง มองหญิงสาวในชุดมงคลสีแดงที่นั่งตัวตรงอยู่บนเตียงไม้กระดาน แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของนาง งดงามหมดจดเสียจนลมหายใจของเขาสะดุด เขาไม่เคยเห็นสตรีใดที่ดูงดงามและมีกลิ่นอายสูงศักดิ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิต
ชายหนุ่มร่างยักษ์ทำตัวไม่ถูก มือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านและบาดแผลจากการทำงานหนักกำแน่นแล้วคลายออกอยู่หลายครั้ง เขาหลบสายตาของหว่านชิง หันไปมองกองฟืนที่มุมห้องราวกับว่ามันน่าสนใจเสียเต็มประดา
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนน่าอึดอัด หว่านชิงกำลังจะอ้าปากทำลายความเงียบ แต่ชิงซานกลับขยับตัวเสียก่อน เขาเอื้อมมือไปหยิบห่อผ้าเก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยมุมห้อง เปิดมันออกแล้วหยิบผ้าห่มสีเทาที่แม้จะมีรอยปะชุนแต่ก็ซักจนสะอาดสะอ้านออกมา
เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้เตียง หว่านชิงเผลอกำปิ่นในแขนเสื้อแน่นขึ้น แต่ชายหนุ่มกลับเพียงแค่โยนผ้าห่มผืนนั้นลงบนตักของนางอย่างเก้ๆ กังๆ
“อากาศเย็น” เสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มลึก คล้ายคนที่ไม่ค่อยได้พูดจาติดต่อกันเป็นเวลานาน “ห่มเสีย”
พูดจบเขาก็ถอยหลังขวับกลับไปยืนพิงกำแพงที่มุมห้อง กอดอกและหลับตาลงดื้อๆ ราวกับจะบอกว่าคืนนี้นางนอนเตียงไป ส่วนเขาจะยืนหลับอยู่ตรงนั้น หว่านชิงมองผ้าห่มบนตักสลับกับร่างยักษ์ที่หลับตาปี๋อยู่ที่มุมห้อง เมื่อเพ่งมองดีๆ นางสังเกตเห็นว่าแม้ใบหน้าของเขาจะนิ่งเฉยดุดัน แต่ใบหูทั้งสองข้างกลับแดงเถือกจนลามไปถึงลำคอ
ที่แท้ชายร่างยักษ์ผู้นี้ก็เป็นเพียงหมีขี้อายตัวหนึ่งเท่านั้นหรือนี่
เสิ่นหว่านชิงลอบคลี่ยิ้มบางเบา ความหวาดระแวงเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น ดูเหมือนว่าสามีที่ทางการเลือกให้นางคนนี้จะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด อย่างน้อยเขาก็รู้จักให้เกียรติสตรีและไม่ได้มีนิสัยป่าเถื่อนตามคำเล่าลือ
“ท่านพี่ชิงซาน” หว่านชิงลองหยั่งเชิงเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ร่างใหญ่สะดุ้งเฮือก จ้าวชิงซานลืมตาขึ้นมองนางด้วยความประหลาดใจระคนตื่นตระหนก ตั้งแต่จำความได้ นอกจากคำด่าทอว่าไอ้โง่ ไอ้ทึ่ม หรือตัวล้างผลาญ ก็ไม่มีใครเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะคำว่าท่านพี่ที่หลุดออกจากริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น ทำเอาหัวใจของคนที่เอาแต่ก้มหน้าทำงานหนักมาตลอดยี่สิบปีเต้นผิดจังหวะจนแทบจะทะลุออกจากอก
“เตียงนี้กว้างพอ ท่านมานั่งเถิด ยืนเช่นนั้นทั้งคืนพรุ่งนี้จะเอาแรงที่ไหนไปทำงาน” หว่านชิงขยับตัวเข้าไปชิดด้านใน แบ่งพื้นที่ว่างด้านนอกให้เขา
ชิงซานส่ายหน้าพรืดราวกับป๋องแป๋ง “ข้าตัวสกปรก จะทำผ้าเจ้าเปื้อนเปล่าๆ”
“ข้าแต่งให้ท่านแล้ว เป็นภรรยาของท่าน ไฉนต้องรังเกียจด้วยเล่า” หว่านชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
จ้าวชิงซานอ้าปากค้าง สมองที่ใครๆ ก็ด่าว่าทึ่มทื่อกำลังประมวลผลคำว่าภรรยาอย่างหนัก แต่ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อไป เสียงหนึ่งก็ดังกังวานขึ้นทำลายบรรยากาศจนหมดสิ้น
โครก... คราก...
เสียงท้องร้องดังลั่นออกมาจากบริเวณหน้าประตูห้องที่ปิดไม่สนิท เสิ่นหว่านชิงชะงัก ชิงซานเองก็หน้าเปลี่ยนสี เขารีบก้าวพรวดเดียวไปที่ประตูแล้วกระชากเปิดออก
ร่างเล็กจ้อยล้มคะมำเข้ามาในห้องทันทีที่ประตูเปิดออก เด็กหญิงตัวน้อยสวมเสื้อผ้าตัวโคร่งที่เต็มไปด้วยรอยขาดวิ่น ผมเผ้ายุ่งเหยิงถูกมัดลวกๆ ไว้สองข้าง แก้มของนางตอบซูบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ดวงตากลมโตที่มองมามีแต่ความตื่นตระหนก มือเล็กๆ ทั้งสองข้างกุมท้องตัวเองแน่น
เสิ่นหว่านชิงมองสบตากับเด็กน้อย ความคิดในหัวแล่นปราดอย่างรวดเร็ว คืนเข้าหอของนางดูท่าจะมีเรื่องให้จัดการมากกว่าการรับมือกับสามีขี้อายเสียแล้ว