#####บทที่ 2
เมริสานอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่ในเรือนหอที่พ่อแม่สามีซื้อให้เป็นของรับขวัญสะใภ้คนแรกของตระกูล เดิมทีพวกท่านก็อยากให้อยู่กันเสียบ้านเดียวกัน เพราะอย่างไรบ้านหลังนั้นก็คงไม่แคล้วไปจากธนาธิป ลูกชายคนเล็กอยู่แล้ว แต่พ่อคุณทูนหัว พ่อสามีตีทะเบียนเธอนี่สิ สวมบทบาทนักแสดงดีเด่นได้อย่างหน้าตายว่าอยากแยกบ้านออกไปทดลองใช้ชีวิตกับเธอตามลำพังสองต่อสองตามประสาคู่ผัวตัวเมีย ข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งแต่งงานกันหมาด ๆ
ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ก็ทำเพื่อที่จะได้ออกไปหาแม่ดาราชื่อดังคนนั้นได้ตามสะดวกโดยที่ไม่ต้องคอยตอบคำถามคุณพ่อคุณแม่ต่างหากล่ะ เหอะ อย่าให้เธอต้องสาธยายความแสบของนายธันวาอะไรนั่นเลย หนึ่งสัปดาห์กลับมาซุกหัวนอนที่บ้านแทบนับครั้งได้ว่าไม่เกินสอง ซ้ำยังอยู่แยกห้อง เดินสวนกันก็ไม่เคยทายทักทำคล้ายกับว่าอยู่คนละโลกกัน
แต่ก็ดี แยกออกมาก็ถือเป็นความคิดที่เข้าท่า เพราะเธอเองก็ไม่อยากต้องเล่นละคร แสร้งตีสองหน้าว่ารักใคร่กับนายธันวานั่นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นเธอคงได้เป็นโรคประสาทตายก่อนที่จะได้ใช้สมบัติที่คุณพ่อคุณแม่สร้างไว้แหง ๆ เลย
“เอ้อ!!! ชุดนี้มันแซ่บ เริ่ด” เมริสาดีดตัวลุกขึ้นไปยืนด้านหน้ากระจกบานใหญ่ แล้วหยิบเดรสขึ้นมาทาบ เอียงซ้าย เอียงขวา ดูมุมไหนก็เข้ากันกับเรือนร่างแบบบางของเธอ รับประกันได้ว่าเด่นสุดในงาน!
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวร่วมสองชั่วโมงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลานัดหมายออกเดินทางไปยังโรงแรมซึ่งใช้เป็นเป็นสถานที่จัดงานวันเกิดคุณป้าจรรยา เมริสาย่างกรายลงมาจากชั้นบน สอดส่องสายตามองหาร่างของสามีหนุ่มตามนิตินัยที่วันนี้จะต้องสวมบทบาทคู่รักข้าวใหม่ปลามันเพื่อตบตาทุกคนภายในงาน
“พี่เฟื่อง เจ้านายพี่ยังแต่งตัวไม่เสร็จอีกเหรอ จะพิรี้พิไรให้มากความไม่ได้ช่วยให้หน้าโหล ๆ ดูหล่อขึ้นมาสักนิด” เมริสาเลิกคิ้วถามสาวรับภายในบ้านที่เป็นคนของคุณผกาวรรณว่าจ้างมาให้คอยดูแลความสะอาดเรียบร้อยและทำอาหาร เพราะหากจะพึ่งพาให้เธอทำหน้าภรรยา เป็นแม่บ้านแม่เรือนล่ะก็ อย่าหวังเลย ขนาดทอดไข่ยังไหม้จะนับประสาอะไรกับต้มยำตำแกง
“คุณธันวาออกไปแล้วค่ะคุณเมริสา”
“อะไรนะ!!” หญิงสาวหวีดเสียงแหลม
“คุณธันวาฝากบอกคุณเมริสาด้วยว่า จะต้องไปรับคุณพิญญาที่บ้านก่อนเพราะรถคุณพิญญาเข้าอู่ยังซ่อมไม่เสร็จ ส่วนคุณเมริสาให้พี่บุญช่วยไปส่ง พบกันหน้างานแล้วค่อยเดินเข้าไปพร้อมกันค่ะ”
“กรี๊ดดดดดดดดดด” เมริสากรีดร้องอแกมาเพื่อระบายความโมโหที่มันคับแน่นอยู่ในอก เขาทำเช่นนี้ไม่เห็นแก่หน้าเธอเลยสักนิด ก็รู้อยู่หรอกว่ารักกันมากปานจะกลืนกิน แต่แค่ช่วยปั้นหน้าเสเเสร้งสวมบทบาทผัวเมียกันแค่วันเดียว มันจะลงแดงตายเลยหรืออย่างไร อีเมริสาไม่เข้าใจ
แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!!
“จะไปเลยไหมครับคุณเมริสา” บุญช่วยเดินเข้ามาถาม
“ไป” เธอสะบัดผมที่ยาวสยายถึงกลางหลังเล็กน้อย ก่อนจะเดินสับ ๆ ตามหลังคนขับรถไป “นี่ พี่บุญช่วย เมขอถามอะไรหน่อยสิ”
“คุณเมมีอะไรจะถามผมเหรอครับ” บุญช่วยตอบลพลางตาก็มองถนนไปด้วย
“พี่อยู่รับใช้อีตาคุณธันมานานแล้วใช่มั้ย”
“ครับ”
“แล้วอีตาคุณธันกับแม่ดาราโล่ทองคนนั้นเนี่ยเขารักกันมากเลยเหรอ รักกันมากขนาดนั้น แล้วทำไมถึงไมรีบแต่ง ๆ กันล่ะ” นี่คือสิ่งที่เมริสาเคลือบแคลงสงสัยมาโดยคตลอด แต่หากจะให้เอ่ยปากถามสามีเห็นทีเขาคงด่าทอว่าเธอขี้เสือกแน่ ๆ แม้พ่อเจ้าประคุณรุนช่องเขาไม่ได้พูดออกเสียงตามตรง แต่กลับใช้สีหน้าท่าทางและแววตาที่ชัดเสียยิ่งกว่าชัดซะอีก
“ครับ ผมอยู่กับคุณธันมาตั้งแต่คุณธันตีนเท่าฝาหอย ผมดูออกว่าคุณธันรักคุณพิญมาก แต่ที่ไม่สามารถแต่งงานกันได้ก็เพราะคุณผู้หญิงไม่ยอมรับ ยืนกรานเสียงแข็งว่าจะไม่มีวันให้คุณพิญญาเข้ามาเป็นสะใภ้เด็ดขาด” บุญช่วยตอบไปเท่าที่เขารับรู้มา ที่กล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าเมริสา เมียตีทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมายของเจ้านายก็เพราะรู้ดีว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีใจพิศวาสต่อกันเลยสักนิด เพียงแค่ต้องแต่งงานกันตามหน้าที่เท่านั้น หากเมื่อครบกำหนดแล้วก็คงแยกย้ายไปใช้ชีวิตอิสระอย่างที่ต้องการ
สำหรับธนาธิป บุญช่วยมองออกว่าชีวิตหลังจากที่ได้เป็นอิสระจากทะเบียนสมรสนี่ก็คง ประวิงเวลาให้ผ่านไปสักนิด เพื่อไม่ให้คนรักโดนซุบซิบนินทาได้ว่ารอเสียบกลางมาตั้งแต่ที่ฝ่ายชายยังมีเมียเป็นตัวเป็นตน แล้วก็ค่อยแต่งงานอยู่กินกันอย่างมีความสุขตามที่ต้องการ
แต่สำหรับคุณเมริสาแล้วบุญช่วยมองไม่ออก เธอดูเป็นคนไม่ค่อยมีจุดหมายปลายทางอะไร ขนาดต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก เธอยังไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรสักอย่าง ใช้ชีวิตได้ดั่งเดิม นอน เที่ยว ช้อปปิ้ง
“อ๋อ” เมริสาพยักหน้าเป้นอันว่ารับรู้แต่ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ เพราะนั่นไม่ใช่ธุระกงการที่เธอจะต้องให้ความสำคัญ ปัญหาของใครคนนั้นก็หาหนทางแก้ไขเอาเอง เธอไม่รับรู้ด้วย “พี่ พี่ส่งฉันด้านหน้าแล้วก็กลับไปที่บ้านได้เลย และที่สำคัญอย่าได้โทรไปรายงานเจ้านายพี่เด็ดขาด เข้าใจไหม”
“ครับคุณเม” บุญช่วยแม้ยังงงวงวยอยู่บ้าง ว่าทำไมเมริสาถึงไม่ยอมให้เขาเข้าไปส่งถึงด้านหน้าโรงแรม ทั้ง ๆ ที่ก็อยู่ในซอยด้านหน้านี้แล้วแท้ ๆ
“ขอบใจจ้ะ” เมริสาถกชายกระโปรงยาวขึ้นมาจับขมวดเอาไว้แล้วเหยียดขาเรียวยาวก้าวลงจากรถ ก่อนจะยืนบนฟุตพาธแล้วโบกมือบ๊ายบายบุญช่วยด้วยรอยยิ้มแย้มอย่างคนมีแผนการ “คุณไม่ให้เกียรติฉันก่อนนะคุณธันวา”
เธอเกลียดที่สุดกับการโดนไม่ให้เกียรติ เธอก็เข้าใจอยู่หรอกว่าไอ้การแต่งงาน และกระดาษโง่ ๆ ที่เก็บไว้ในลิ้นชักมันไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเธอและเขาเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเราต่างฝ่ายต่่างก็ต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ด้วยความจำใจไม่ใช่รักใคร่ เธอไม่เคยว่าหากเขาจะใช้เวลาทั้งวันอยู่กับคนรัก แต่อีแค่มาออกงานสังคมที่ต้องปั้นหน้าว่าเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามันแค่ไม่กี่ชั่วโมงมันไม่ได้เลยเหรอ
เขาหักหน้าเธอ ทิ้งเธอแล้วไปรับแม่ดาราคนนั้น แล้วคนอื่นเขาจะมองยังไง ไม่หัวเราะเยาะเธอเหรอไงที่สามีวิ่งแจ้นกับผู้หญิงคนอื่น แม้อาจจะรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาทั้งสองผูกใจสมัครรักใคร่กัน แต่การออกงานสังคมในครั้งนี้ เขาก็ควรให้เกียรติเธอในสถานะเมียหลวง ซึ่งถือว่าเป็นการไว้หน้าคุณพ่อคุณแม่เธอด้วย
แล้วเราจะได้เห็นกีกัน คุณธันวา!!!
“ไปโรงแรมโฮเฮาส์ค่ะ” ในระหว่างทางที่นั่งรถมาจนถึงปากซอยโรงแรม เธอก็ได้เรียกแท็กซี่มารับเรียบร้อยแล้ว
@โรงแรมโฮเฮาส์
ก่อนหน้านี้ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง ธนาธิปได้รับสายจากคนรักโทรมาบอกว่า รถของเธอยางรั่วกะทันหัน เกรงว่าจะไม่สามารถไปร่วมงานคุณป้าจรรยาตามที่รับปากกับหล่อนไว้ได้ เขาจึงต้องรีบไปรับที่บ้าน เพราะยังไงเสีย พิญญาเองก็ไม่มีใคร หากปล่อยให้นั่งแท็กซี่คนเดียวกลางค่ำกลางคืนก็กลัวว่าจะเกิดอันตรายได้ ส่วนเมริสาไหว้วานให้บุญช่วยไปส่ง และค่อยนัดแนะพบกันด้านหน้างานเพื่อเข้าไปด้านในพร้อม ๆ กัน
แต่จนแล้วจนเล่า เมริสาก็ยังมาไม่ถึง เขาจึงโทรหาบุญช่วย และได้ความว่า เธอให้บุญช่วยจอดรถลงหน้าปากซอยโรงแรม เขาก็เลยคิดเออออไปเอง คนนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจเช่นผู้หญิงคนนี้อาจเปลี่ยนความคิดกะทันหัน ไม่มาร่วมงานวันเกิดคุณหญิงจรรยาแล้วออกไปเที่ยวกับเพื่อนแทน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ธนาธิปก็ไม่ได้รอให้เสียเวลา เดินเข้าไปด้านในงาน และทำหน้าที่เป็นตัวแทนมอบของขวัญและอวยพรวันเกิดให้คุณจรรยา เพื่อนของคุณแม่ “สวัสดีครับคุณป้า”
“เอ้า ตาธันวา”
“คุณแม่ฝากของขวัญมาให้ครับ และให้ผมฝากขอโทษคุณป้าด้วยที่ไม่สามารถมาร่วมงานวันเกิดของคุณป้าได้ เพราะตอนนี้คุณพ่อกับแม่ไปทริปญี่ปุ่นกว่าจะกลับก็เกือบ ๆ กลางเดือนเลยครับ” พูดพร้อมกับยื่นกล่องของขวัญที่ด้านในนั้นมีเครื่องประดับมูลค่าสูงพอสมควร
“ไม่เป็นไรหรอก ป้าเข้าใจ ขอบใจมากนะจ้ะ” คุณป้าจรรยารับของขวัญจากหลานชาย แล้วส่งให้เด็กในงานเอาไปวางไว้รวมกันกับชิ้นอื่น ๆ “แล้วนี่ตาธันมาคนเดียวเหรอ หนูเมริสาล่ะ”
“เมริสา เธอไม่ค่อยสบายน่ะครับคุณป้าก็เลยมาไม่ได้”
“เสียดายจังเนาะ” หล่อนตีหน้าเศร้าอย่างไม่เอาจริงเอาจังมากนัก เพียงหยอกเย้าหลายชายเล่น ๆ ให้พอขำขันเท่านั้น
“เมมาแล้วค่ะคุณป้า”
