๑ ใจเธอกอดใคร (๔)
“แซว เห็นมึงกับผิงดูเหมาะสมกันดี” เขารีบอธิบายเพราะดูท่าว่าคนที่จะเดือดร้อนดันเป็นพรรัมภา หล่อนทำหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะได้ยินคำตอบชัดเจนจากปากของคนที่นั่งข้างกัน
“เพื่อนกันป่ะวะ เหมาะสมอะไรของมึง ประสาทกลับเหรอ” ดื่มน้ำสีอำพันโดยที่จรัญและพลภัทรก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะคิดว่าสองคนนี้มองอย่างไรก็เพื่อนกัน คำพูดของคีตภัทรไม่มีมูลเลยสักนิด โดยไม่หันมามองว่าตอนนี้หญิงสาวเพียงคนเดียวของกลุ่มหน้าซีดแค่ไหน
แทบจะอยากหลีกหนีออกจากที่ตรงนี้แต่ที่ทำได้คือยิ้มจืดเจื่อน หยิบน้ำขึ้นมาดื่มแล้วกินออเดิร์ฟระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ พยายามบอกตัวเองห้ามร้องไห้ในตอนนี้ เขาไม่ได้พูดผิดตรงไหนสักหน่อยเพราะหล่อนเองที่คิดไปไกล
มนัสกรยังเป็นเหมือนเดิม...สำหรับเขาเราคือเพื่อนกัน
ถึงจะนอนด้วยกันมาตลอดหลายปี แต่สุดท้ายก็ยังเป็นได้แค่เพื่อนเหมือนเดิม
“ได้ข่าวน้องมึงจะกลับมาอยู่บ้าน คราวนี้มึงก็ไม่ค่อยมาหาพวกกูแล้วสิ” คีตภัทรเห็นท่าไม่ค่อยดีจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ยัง ปีหน้าถึงจะกลับ กูก็มาหาพวกมึงได้ตลอดนั่นแหละ”
“อยากเห็นหน้าน้องมึง หวงอะไรขนาดนั้นแค่รูปยังไม่ยอมให้ดูเลย” ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานานแล้วยังไม่เคยพบหน้าเลยสักครั้ง มนัสกรขึ้นชื่อว่าเป็นคนหวงน้องสาวมาก ขนาดรูปครอบครัวยังไม่ลงให้เห็นเลย มีแค่พี่ชายอีกสองคนเท่านั้นที่เห็นบ่อยจนจำหน้าได้แล้ว
“เออกูหวง พอจบไม่ต้องพูดถึงน้องกู” รีบปัดให้เปลี่ยนเรื่อง กลัวโดนทวงขอดูรูปน้องสาวสุดที่รัก
บอกตามตรงว่าเขาหวงน้องสาวเป็นอย่างมาก แม้แต่รูปก็ไม่ยอมให้เพื่อนได้เห็นหรอก คนพวกนี้มันไว้ใจได้ที่ไหนกันล่ะ
“มึงเคยเห็นน้องมันไหมไอ้คีน พวกมึงรู้จักกันตั้งแต่มัธยมไม่ใช่เหรอ” จุดสนใจเปลี่ยนจากมนัสกรเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน ซึ่งแน่นอนว่าเขาเคยเห็นน้องสาวอีกฝ่ายเพียงแต่ว่ามันก็นานมากแล้วจนจำหน้าหล่อนไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เคยตอนเด็กๆ อ้วนกลมจำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ” บอกเพียงเท่านั้นคนเป็นพี่ก็รีบเปลี่ยนเรื่องด้วยคำถามที่ทำเอาทุกคนส่ายหัว
“พอๆ เลิกพูดถึงน้องสาวกูได้แล้ว พวกมึงถ่ายรูปกับไอ้โต้งกันหมดแล้วเหรอ”
“เออสิ ก่อนเข้ามามึงก็ต้องถ่ายรูปกับมันไม่ใช่หรือไง”
“เออว่ะ”
เขาไม่น่าถามเลย...
แล้วบทสนทนาก็เปลี่ยนเป็นเรื่องของคีตภัทรกับการไปเรียนต่างประเทศ เขาฟังบ้างไม่ฟังบ้างหันไปทักทายเพื่อนที่เข้ามาทักทาย ก่อนรู้สึกว่าหญิงสาวที่นั่งข้างกันเงียบกว่าปกติ จึงได้หันไปมองหล่อนแล้วขยับเข้าไปกระซิบให้รู้กันแค่สองคน
“คืนนี้กลับยังไง” เธอเอนกายออกห่างเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยติดเย็นชาเพราะยังนึกน้อยใจกับคำตอบของเขา ทั้งที่รู้ดีว่าชายหนุ่มไม่ได้พูดผิดเลยสักนิด
เราเป็นแค่เพื่อนกัน ถึงเธอจะคิดกับเขามากกว่านั้นก็ตาม
“แท็กซี่” ตอบสั้นเหมือนไม่อยากพูดด้วย
“กลับด้วยกัน จะไปนอนด้วย” เขายังไม่รู้ตัวว่าทำให้หล่อนโกรธ จึงขยับเข้ามาใกล้แล้ววางมือที่ขาเรียวแล้วโดนเธอปัดออก ส่งสายตาปรามเขาเพราะกลัวเพื่อนคนอื่นเห็น แต่ยังไม่ทันที่หล่อนจะตอบกลับก็ได้ยินเสียงของจรัญเอ่ยขึ้นชักชวนให้ดูสาวสวยที่เพิ่งเข้ามาในงาน
“เอ๋ยไหม โคตรสวย...ตอนเรียนสวยยังไงตอนนี้ก็สวยแบบนั้น” พวกเขาหันไปมองเป็นตาเดียว
อาณดาสวยอย่างไรสมัยเรียน ปัจจุบันก็ยังสวยอยู่อย่างนั้นจนผู้ชายในงานแทบทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว เหมือนมีแสงเปล่งประกายรอบตัวของอีกฝ่าย สปอร์ตไลท์ในงานพร้อมใจกันส่องแสงให้เธอราวกับเป็นงานของหญิงสาวเสียเอง
เห็นอย่างนั้นก็รีบหันกลับมาตักอาหารรับประทาน ไม่อยากมองให้ตัวเองรู้สึกด้อย ไม่ว่าเธอจะพัฒนาตัวเองจนสวยแค่ไหนก็ไม่เคยสวยในสายตาของมนัสกรเท่าผู้หญิงที่นั่งในใจเขาเลย ยิ่งตอนนี้คนทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันส่วนเธอก็ถูกกันเป็นแค่คนนอก
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดจนอยากลุกออกไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
“ทำไมมากับเพื่อนวะ ปกติควงไอ้อาร์ทตลอด” ตั้งข้อสังเกตและพูดถึงแฟนของฝ่ายหญิงที่มีข่าวลือว่าเลิกกันแล้ว
“น่าจะเลิกกันแล้วนะ กูได้ข่าวว่าเอ๋ยกลับมาโสดได้หลายเดือนล่ะ” จบประโยคนั้นทุกคนก็เงียบแล้วหันไปมองคนมาใหม่เป็นตาเดียว มือของเขาที่จับขาเธอก็ผละออกแล้วยกขึ้นทักทายคนมาใหม่ สาวสวยที่ใครต่อใครต่างหลงใหล
“สาม!” เจ้าของชื่อหันมองก่อนลุกขึ้นเพื่อทักทายเธอ
เพิ่งรู้ว่าหญิงสาวเป็นคนบ้านเดียวกัน ได้พบตอนเธอมายื่นใบสมัครงานโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นเจ้าของสวนสนุกแห่งนี้ เธอเข้าทำงานด้วยความสามารถไม่ใช่เส้นสายของเขา การพบกันของเราคือเรื่องบังเอิญทั้งสิ้น
“นั่งไหน นั่งด้วยกันไหม” เอ่ยชวนเพราะมีเก้าอี้ว่าง แต่เธอกลับส่ายหน้าแล้วยิ้มให้เขา
“นั่งกับเพื่อนทางนั้นน่ะ แต่เห็นสามก็เลยเดินมาทัก” สังเกตได้ว่าเธอยิ้มหวานให้เขา จนเพื่อนที่นั่งมองหันมองกันก่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ มีเค้าลางว่าเพื่อนของตนกำลังจะสละโสดในอีกไม่ช้า จรัญยิ้มกริ่มขณะที่คีตภัทรเบนสายตามามองผู้หญิงคนเดียวของกลุ่มที่นั่งหน้านิ่ง ต่างจากแววตาที่เจ็บปวดเอาแต่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มไม่พูดจาสักคำ
“ทักแค่ไอ้สามคนเดียวเหรอ พวกเราเป็นอากาศสำหรับเธอแล้วมั้ง” ผู้จัดการดาราเป็นฝ่ายถามเย้าแกมหยอก หล่อนเพิ่งนึกได้ถึงยกมือทักทายคนที่เหลือ
“หวัดดี...”
“เดี๋ยวกูมานะ” ร่างสูงหันมาบอกเพื่อนแล้วแตะข้อศอกอาณดาเหมือนต้องการพาออกไปจากที่ตรงนี้ หล่อนถึงได้เดินไปกับเขาปล่อยคนที่เหลือมองตามด้วยความอยากรู้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่อยากรู้มากสุดไม่ใช่ใครคือไกล
จรูญนั่นเอง...
“ยังไงวะ ไอ้สามกับเอ๋ยทำไมสนิทกันได้ หรือว่ากำลังคุยกันเหรอ...”
“กูจะรู้ไหม ก็นั่งอยู่กับมึงเนี่ย” หนุ่มตี๋ตอบกลับเพราะไม่รู้เรื่องเช่นเดียวกัน สายตาของผู้จัดการดาราจึงเปลี่ยนมาจ้องหญิงสาวที่นั่งเงียบ ไล่ต้อนถามเพราะคิดว่าหล่อนน่าจะทราบดีกว่าคนอื่น
“ผิง เธอสนิทกับไอ้สามน่าจะรู้ ตกลงว่ามันคบกับเอ๋ยเหรอหรือยังไง เริ่มอยากรู้แล้วนะ” ทุกคนทราบดีว่าพรรัมภาสนิทกับมนัสกรมากที่สุด ตัวติดกันจนคิดว่าแฟนแต่ทั้งสองก็ยืนยันว่าเป็นแค่เพื่อน จึงไม่มีใครไปเซ้าซี้ถามเพราะเชื่อในคำตอบ
เธอเงยหน้ามองเพื่อนที่เหลือก่อนตอบตามที่ตัวเองทราบ พยายามไม่แสดงอารมณ์มากจนเกินไป ที่สำคัญคือห้ามสบตากับคีตภัทรเป็นอันขาด เพราะเหมือนอีกฝ่ายจะระแคะระคายเรื่องของหล่อนกับมนัสกร
“เอ๋ยทำงานที่สวนสนุกน่ะ น่าจะสนิทกันเพราะทำงาน” คนที่อยากได้คำตอบพยักหน้าเข้าใจ แล้ววางระเบิดไว้ในใจของพรรัมภาโดยที่เจ้าตัวไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองทำอะไรลงไป
“อ้อ ไม่น่าล่ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นมันมากรุงเทพฯ บ่อยเท่าเมื่อก่อน ที่แท้ก็ติดสามนี่เอง” หล่อนตักข้าวเข้าปากแล้วทำตัวปกติ ถึงตอนนี้น้ำตาจะไหลท่วมใจก็ตาม เธอต้องไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอ เหลือบมองที่ว่างข้างกายตนบ่อยครั้งแล้วหันไปมองชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังยืนคุยกับอาณดาอย่างออกรส
แล้วงานวันนั้นเขาก็ไม่กลับมานั่งข้างเธอ เอาแต่คุยกับผู้หญิงที่เป็นเจ้าของหัวใจมาหลายปี
กระทั่งถึงเวลากลับแล้วหล่อนกำลังจะเรียกแท็กซี่ มนัสกรจึงเดินมาบังคับให้กลับด้วยกัน ความน้อยใจหมดไปเมื่อคิดว่าเขายังให้ความสำคัญกับตน แต่เมื่อถึงรถยนต์ความจริงก็ตีแสกกลางหน้าอีกครั้ง
“ขอบคุณค่ะ” ชายหนุ่มเปิดประตูเบาะข้างคนขับให้อาณดานั่ง
โดยหล่อนไม่รู้ว่าเขาจะไปส่งหญิงสาวด้วย หากทราบก็คงขอกลับแท็กซี่ดีกว่านั่งเป็นส่วนเกินในบรรยากาศแสนหวานของคนทั้งสองที่อยู่ในช่วงจีบกัน
“เธอนั่งหลังนะ” ปิดประตูลงแล้วบอกพรรัมภา ซึ่งเธอก็จำต้องพยักหน้า
“อือ”
เข้าไปนั่งเบาะหลังเพื่อฟังบทสนทนาของคนทั้งสองเกี่ยวกับสวนสนุกที่เธอไม่รู้เรื่องด้วย ถูกกันให้เป็นคนนอกอย่างสมบูรณ์แบบจนน้ำตาซึมต้องรีบปากน้ำตาออก แสร้งหลับจะได้ไม่รู้ถึงแม้ความจริงจะได้ยินหมดทุกสิ่ง
