๑ ใจเธอกอดใคร (๑)
๑
ใจเธอกอดใคร
ร่างแบบบางนอนเหยียดกายอยู่บนโซฟาห้องนั่งเล่นที่อยู่ติดประตู โต๊ะกระจกตัวเล็กมีข้าวของมากมายวางไว้โดยเจ้าของห้องไม่ใส่ใจจะเก็บเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะทำความสะอาด เรียนจบมาเกือบสี่ปีเธอก็ได้งานทำที่แผนกไอทีของบริษัทยักษ์ใหญ่ในเครือ MP Group ซึ่งเพื่อนสนิทของหล่อนเป็นลูกชายคนเล็กเจ้าของบริษัท ดึงเธอเข้ามาทำงานด้วยกันหลังจากจบปริญญาตรี ส่วนเจ้าตัวก็เดินทางไปต่างประเทศเพื่อเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารตามคำสั่งของบิดา เพิ่งกลับไทยมาได้ไม่นานพร้อมรับตำแหน่งหัวหน้าแผนกไอที
งานของหล่อนไม่จำเป็นต้องทำที่บริษัท สามารถเอากลับมาทำที่บ้านได้แต่หากมีประชุมต้องเข้าบริษัทอย่างเดียวห้ามขาดเป็นอันขาด เงินเดือนเป็นที่พึงพอใจแลกกับการอดหลับอดนอนในบางครั้งเพื่อทดสอบโปรแกรม เพราะอาชีพของหล่อนคือโปรแกรมเมอร์ ของที่ต้องมีติดกายคือโน้ตบุ๊กแทบจะเป็นอวัยวะที่สามสิบสามแล้ว
โปรแกรมถูกรันโดยที่หล่อนหลับตานิ่งเพราะงานในส่วนของตัวเองสำเร็จแล้ว ทั้งยังมีธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ของครอบครัวให้ดูแล ยังดีที่มีพี่สาวคอยควบคุมทุกอย่างแทนบิดาที่ลดงานลงเพราะมีปัญหาเรื่องปวดหลัง หล่อนจึงคอยให้ความช่วยเหลือทางด้านเว็บไซต์แทน
ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมเพราะใกล้บริษัท แต่ว่างเมื่อไหร่ก็มักจะกลับบ้านเสมอ เพราะรู้สึกว่าห้องขนาดสามสิบตารางเมตรใหญ่เกินไปเมื่อไม่มีใครอีกคนอยู่ข้างกัน ตั้งแต่เรียนจบเขาก็กลับไปดูแลกิจการของครอบครัว
มนัสกร เฟื่องรัตน์ภักดีเศรษฐีภูธรที่ครอบครัวมีอำนาจเป็นอย่างมาก งานที่เขาทำคือการบริหารไม่ได้เกี่ยวกับด้านไอทีอย่างที่ร่ำเรียนมากว่าสี่ปี ยังคงพูดคุยผ่านทางแชทบ้างในบางครั้งแต่ร่างสูงก็ไม่ค่อยได้ตอบเท่าไหร่ เขามาเมืองหลวงเดือนล่ะสองสามครั้ง ซึ่งช่วงเวลานั้นทำให้เราได้พบกันบ้างเพราะเขามักจะมานอนด้วยเสมอ
ความรู้สึกของหล่อนถูกเก็บงำเอาไว้หลายปี ตอนนี้เขาก็ยังไม่ทราบว่าเธอคิดไม่ซื่อด้วย...
“นึกว่ากลับบ้าน”
ประตูห้องถูกเปิดออกทำให้เธอรีบลุกนั่งด้วยความตกใจ คนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาก็ชะงักเช่นเดียวกัน นึกว่ามีขโมยเข้าห้องแต่พอเห็นหน้าผู้มาใหม่ก็พรูลมหายใจโล่งอก มองร่างหนาปิดประตูแล้วเดินไปถอดรองเท้าวางไว้ในตู้สูง ก่อนที่เขาจะกลับมานั่งลงข้างตน
“ขี้เกียจกลับ” เธอตอบคำถามด้วยใบหน้าเฉยชา
นึกดีใจที่ตัวเองไม่ได้เลือกอยู่คอนโดมิเนียมจึงได้เจอกับเขา เมื่อครู่ยังคิดถึงอีกฝ่ายอยู่เลย ไม่นึกว่ามนัสกรจะเปิดประตูเข้ามา ไม่เห็นเขาบอกจะมาเมืองหลวง ปกติถ้ามาถึงจะส่งข้อความบอกกันตลอด คราวนี้กลับเก็บเงียบแล้วบุกมาถึงคอนโด
ฟังจากคำถามคิดว่าเขาน่าจะไม่ทราบว่าหล่อนอยู่ที่นี่ แล้วชายหนุ่มมาทำไม...
“อยู่กรุงเทพฯ กี่วัน” เป็นฝ่ายถามเขาบ้าง
“หนึ่งสัปดาห์ มางานแต่งไอ้โต้งแล้วก็กะอยู่คุยงานกับพวกไอ้เวฟด้วย” พยักหน้ารับทราบแล้วขยับกายออกห่างก่อนจะเก็บของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ
ลืมเสียสนิทว่าตัวเองก็ต้องไปงานแต่งของเพื่อนร่วมภาควิชาเช่นเดียวกัน รู้จักกับเจ้าบ่าวมาหลายปีแต่หลังจากเรียนจบก็ไม่ได้พบกันอีกเลย รับรู้เรื่องราวอีกฝ่ายผ่านทางโซเชียลอย่างเดียว ค่อนข้างตกใจพอสมควรที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะแต่งงาน แต่ก็ยินดีกับเพื่อน
งานแต่งคราวนี้เหมือนเพื่อนในภาควิชาของหล่อนจะไปกันเกือบหมด คล้ายจะเป็นงานเลี้ยงรุ่นมากกว่างานแต่งเสียอีก เธอว่างพอดีจึงไม่พลาดที่จะไปงาน แต่ไม่รู้ว่ามนัสกรจะไปเหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าชายหนุ่มไม่ว่างเสียอีก
“งานทางนั้นให้พี่หนึ่งดูเหรอ” ถามถึงพี่ชายคนโตของเขา
ธนนท์ปภพ เฟื่องรัตน์ภักดีเป็นพี่ชายคนโตของเขา อีกไม่นานก็คงรับช่วงต่อกิจการจากบิดาที่ใกล้เกษียณแล้วส่งต่องานให้บุตรชายทั้งสามคน หล่อนเคยพบพี่ชายของเพื่อนสองสามครั้งตอนที่อีกฝ่ายมาหามนัสกรที่มหาวิทยาลัย จำความน่าเกรงขามของคนอายุมากกว่าได้เป็นอย่างดี
“อือ พี่หนึ่งกับพี่สองจัดการหมดนั่นแหละ แต่อีกไม่นานคนเล็กจะย้ายกลับมาบ้านคงไม่ค่อยได้มาบ่อยเท่าไหร่” เลือกจะเอ่ยถึงพี่คนโตกับคนรองอย่างติณณภพ เฟื่องรัตน์ภักดีพร้อมทั้งพูดถึงน้องสาวคนเล็กที่ตนหวงแหนไม่กระทั่งจะเอารูปให้เพื่อนสนิทดูด้วยซ้ำ
หทัยวาริน เฟื่องรัตน์ภักดีผู้ที่เพื่อนของเขาได้ยินแค่ชื่อ...
เธอไม่ได้สนใจเรื่องครอบครัวของอีกฝ่ายมากไปกว่าประโยคสุดท้ายที่เขาเอ่ย ตนทำเพียงพยักหน้ารับเหมือนไม่สนใจ แต่กลับแสยะยิ้มเนื่องจากรู้ดีว่านั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่เขาจะไม่มาเมืองหลวงบ่อย แต่มีอีกเหตุผลที่ยังไม่ยอมบอก
แต่เธอดันไปรู้เพราะท่องอยู่ในโซเชียล คิดแล้วก็นึกปวดแปลบในอกจนต้องลุกไปยังห้องครัวเพื่อรินน้ำมาเสิร์ฟเขา ทำราวกับชายหนุ่มเป็นแขกทั้งที่ความจริงเราข้ามขั้นไปมากกว่านั้นแล้ว
“อ่าหะ”
มองตามร่างแบบบางที่เคลื่อนไหวอยู่ในห้องเล็ก เอนกายพิงพนักโซฟาโดยที่สายตาวางไว้ที่เจ้าของห้อง ค่อยรับน้ำเปล่ามาดื่มดับกระหายจนหมดแก้ว มองหน้าจอโน้ตบุ๊กที่เปิดค้างโปรแกรมภาษา Python เอาไว้ แค่เห็นก็นึกขยาดแล้ว กว่าจะผ่านการเรียนระดับปริญญาตรีมาได้แทบลากเลือด ต้องขอบคุณเพื่อนทั้งสี่คนที่คอยให้ความช่วยเหลือเขา
เกรดเฉลี่ยที่ได้มาก็พอไปวัดไปวา ไม่ให้อายใครเพราะแตะเลขสามพอดิบพอดี แค่นั้นก็ทำให้เขานึกดีใจยิ่งกว่าได้เกียรตินิยมอีก
“ทำไมเธอนอนคอนโด เพราะฉันมาเหรอ” ดึงร่างแบบบางให้นั่งลงบนตัก เธอไม่ทันตั้งตัวจึงเซถลานั่งตักเขาอย่างรวดเร็ว พยายามขืนตัวเอาไว้ไม่ให้ชิดอกกว้างจนเกินไป การกระทำของเขาในหลายครั้งทำให้ตนนึกวาดฝันไปไกลว่าเราอาจพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนหรือคู่นอนไปเป็นแฟน
แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยพูดให้ชัดเจนเลยสักครั้ง ทำให้เธอติดอยู่ในลูปเดิมมาหลายปี
เพื่อนก็ไม่ใช่ แฟนก็ไม่เชิง...
จะเริ่มต้นใหม่กับใครก็ไม่ได้เพราะยังมีความรู้สึกให้เขาเพียงผู้เดียว
“ทำงานให้คีน” นั่นคือเหตุผลหลักเพราะเมื่อวานก็เพิ่งเข้าบริษัท ประชุมหลายชั่วโมงทั้งยังนั่งทำงานจนฟ้ามืดกว่าจะได้กลับมาพักผ่อน เมื่อคืนก็ต้องรันโปรแกรมให้หัวหน้าที่เป็นเพื่อนสนิทอีกต่างหาก เธอเหนื่อยจนหลับกลางอากาศได้ทันที
แต่เพราะเขามาหาถึงห้องทำให้อยากใช้เวลาด้วยกัน
“ไอ้คีนใช้งานเธอหนักเกินไปป่ะ เลิกงานแล้วมันยังใช้อีกเหรอ” กอดเอวบางเอาไว้แล้วเกยคางบนไหล่เล็ก ชอบกลิ่นหอมอ่อนจากตัวของเธอที่ให้ความรู้สึกเบาสบายไม่ฉุนจมูก ก่อนจะบ่นถึงเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่มอย่างคีตภัทร เมธปิยาที่ตอนนี้กลายเป็นเจ้านายของหล่อนไปแล้ว
“ก็ไม่ได้หนักหรอก แค่ทดสอบซอฟแวร์ง่ายสุดแล้วป่ะ แทบไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ” ตอนแรกที่นั่งเกร็งก็เริ่มผ่อนคลาย แต่ยังนั่งตัวตรงไม่ยอมเอนพิงเขา กลัวว่ามือหนาที่กอดเอวของตนจะเลื้อยไปแตะส่วนอื่น ไม่ค่อยไว้ใจชายหนุ่มเท่าไหร่
ความหื่นไม่มีใครเกินเขาหรอก...
หลังจากตอบคำถามของอีกฝ่ายก็เลือกจะเงียบ เหมือนชั่งใจว่าควรถามสิ่งที่ก่อกวนจิตใจดีหรือเปล่า เธอกลัวว่าจะทำให้เสียบรรยากาศถึงได้พยายามไม่กล่าวถึงบุคคลที่สามซึ่งมีผลต่อจิตใจของชายหนุ่มพอสมควร
