บทที่ 7
หนึ่งเดือนผ่านไป
นลินไม่ไปปรากฏตัวที่บริษัทของภูมิอีกตามที่เขาสั่ง แต่เธอก็ได้รับรู้ชีวิตของเขาผ่านดาริกาอยู่ดี ดูเหมือนว่าหมู่นี่ชายหนุ่มจะอารมณ์ดีกว่าปกติ มันคงเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นที่กลับเข้ามาในชีวิตของภูมิ ถึงทำให้คนขี้หงุดหงิดอารมณ์ดี
ผิดกับนลินที่ช่วงนี้อารมณ์ค่อนข้างสวิงไม่มั่นคง กินข้าวได้น้อยนิดเหมือนแมวดม มีอาการเหม่อลอยจน พ่อแม่ของเธอยังสังเกตเห็นและเป็นกังวล
“...ลิน น้องลิน!”
คุณนายบงกช มารดาของหญิงสาวเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเมื่อลูกสาวของเธอไม่ตอบกลับ
“คะ คุณแม่เรียกลินเหรอคะ” เจ้าของดวงหน้างามหันกลับมาตามเสียงเรียกของคนเป็นแม่ สีหน้าตกใจเล็กน้อยกับเสียงที่ดังกว่าทุกวันของเธอ
“แม่ถามว่ากับข้าวไม่อร่อยเหรอคะ หมู่นี้ทำไมทานน้อยจัง เหม่อช่วงทานข้าวบ่อยๆ อีกต่างหาก”
บงกชถามลูกสาวอีกครั้งด้วยคำถามเดิม สีหน้ามีความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัดกับท่าทีของนลิน
“ลินไม่ค่อยหิวค่ะคุณแม่”
นลินยิ้มแห้งแล้ง เธอกินอะไรไม่ค่อยลงจริงๆ ถ้าฝืนยัดเข้าไปมีแต่จะอาเจียนออกมา
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก” บงกชถาม
“ลินแค่เครียดเรื่องหางานน่ะค่ะ”
คนเป็นลูกได้แต่ขอโทษมารดาในใจที่ต้องโป้ปดออกไป แต่ถ้าจะให้บอกว่าอกหักจากพี่ชายข้างบ้านจนกินข้าวไม่ลงก็กระดากเกินไป
“มาทำงานกับพ่อไหม”
ศิวัช ซึ่งเงียบฟังเมียและลูกคุยกันมาสักพักเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“ไม่เอาดีกว่าค่ะคุณพ่อ ลินไม่ค่อยชอบงานในออฟฟิศเลย”
นลินส่ายหน้าพลางยิ้มแหย ตอนไปฝึกงานกับบริษัทของภูมินทร์เธอถึงค้นพบว่างานเอกสารและการบริหารไม่เหมาะกับเธอเอาเสียเลย
“ไม่ต้องเครียดหรอกนะลิน พ่อเลี้ยงหนูได้สบาย จะเที่ยวเล่นอีกสักปีสองปีก็ได้ หรือถ้าอยากทำอย่างอื่นพ่อก็สนับสนุนลินเต็มที่นะลูก”
ชายวัยกลางคนกล่าวเสียงนุ่ม เขามีลูกสาวแค่คนเดียวแต่ก็ไม่อยากให้เธอสานต่อธุรกิจที่บ้าน ถ้านลินไม่ต้องการ ขอแค่ลูกสาวมีความสุขกับชีวิตก็พอ เรื่องงานเอาไว้ค่อยคิดทีหลังก็ได้
“ขอบคุณนะคะคุณพ่อคุณแม่”
หญิงสาวที่ได้รับความรักจากบุพการีมาอย่างเปี่ยมล้นระบายยิ้มกว้าง
ถึงแม้เธอจะไม่ถูกรักจากผู้ชายคนนั้น แต่อย่างน้อยการได้อยู่กับครอบครัวและได้รับพลังงานดีๆ ก็ทำให้หญิงสาวคลายความเศร้าหมองลงได้บ้าง
ช่วงบ่ายของวันแดดร่มลมตก คุณนายบงกชก็พาลูกสาวออกมาลงดอกไม้ในแปลงหลังบ้านด้วยกันสองคน นลินซึ่งไม่มีอะไรทำอยู่แล้วก็ตกลงแต่โดยดี
“หน้าซีดเชียว ไหวไหมคะ”
ลงดอกไม้ได้ไม่เท่าไรนลินก็หน้าซีดเผือดเสียแล้ว หญิงสาวปาดเหงื่อออกจากกรอบหน้า แสงแดดวันนี้ในความรู้สึกเธอดูจะร้อนกว่าทุกวันจนคุณแม่ที่อยู่ข้างกันอดถามไม่ได้
“ไหวค่ะคุณแม่ นลินแค่รู้สึกว่าวันนี้มันร้อนกว่าปกติ”
เธอส่งยิ้มให้กับคนถามพลางสะบัดหัวไล่ความวิงเวียนออกไป ภาพทุกอย่างค่อยๆ กลายเป็นภาพเลือนรางจวนจะดับอยู่รอมร่อ
“ถ้างั้นลงแปลงนี้เสร็จเราพักกันดีกว่า ที่เหลือค่อยให้คนสวนมาทำต่อ” บงกชกล่าว
ตัวเธอแค่อยากมายืดเส้นยืดสายเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจทำจริงจัง เหลืออีกแค่ไม่กี่ต้นก็เสร็จแล้วจึงตั้งใจว่าอีกแปลงหนึ่งจะให้คนอื่นเป็นคนลงแทน สองแม่ลูกจะได้กลับไปพักผ่อน
“ค่ะคุณแม่” นลินตกลงแต่โดยดี
ร่างเพรียวบางลุกขึ้นยืนโงนเงน ดวงหน้าสวยแหงนมองดวงอาทิตย์ที่ทิ่มแทงสายตาจนภาพที่พร่าเลือนดับวูบกลายเป็นสีดำสนิท เสียงสุดท้ายที่ดังเข้ามาในโสตประสาทคือเสียงกรีดร้องของคนเป็นแม่ที่ตกใจสุดขีด
กลิ่นยาดมดูจะเข้มข้นกว่าปกติในความรู้สึกของนลินที่ยังไม่ได้สติ หญิงสาวย่นจมูกด้วยความไม่ชอบใจ เปลือกตาขยับไหวก่อนเปิดขึ้นเชื่องช้า ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดในบ้านของตัวเอง ด้านข้างมีคุณนายบงกชและศิวัชคือดูอยู่ไม่ห่าง
“นลินลูก เป็นยังไงบ้าง” คนเป็นแม่ขยับตัวเข้ามาหาแล้วถามด้วยความเป็นห่วง
“ค่อยยังชั่วแล้วค่ะคุณแม่” หญิงสาวตอบทั้งใบหน้าซีดเซียว
“ไปหาหมอดีไหมลูก สีหน้าดูไม่ดีเลย” ศิวัชเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงไม่แพ้กัน
“ลินไม่เป็นอะไรค่ะ ช่วงนี้แค่พักผ่อนน้อยเฉย ๆ”
เธอไม่ชอบการไปโรงพยาบาลมาตั้งแต่ไหนแต่ไรจึงปฏิเสธออกไป
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ลูกต้องทานข้าวเย็นเยอะๆ แล้วนอนตั้งแต่หัวค่ำนะคะ”
คนเป็นแม่กำชับ ตั้งใจว่าเย็นนี้จะเข้าครัวทำกับข้าวด้วยตัวเอง เผื่อว่าลูกสาวจะเจริญอาหารขึ้นบ้าง
“ค่ะคุณแม่”
นลินพยักหน้ารับ ช่วงนี้เธออาจจะคิดมากเรื่องของภูมิมากเกินไปจนไม่เป็นอันพักผ่อน ถ้าคืนนี้นอนเร็วขึ้นหน่อยคงจะดีขึ้นในไม่ช้า
ต้มยำทะเลหม้อใหญ่และกับข้าวอื่นๆ อีกหลายอย่างถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะเป็นมื้อเย็น กับข้าวที่มากเกินไปทำให้บงกชตัดสินใจตักต้มยำถ้วยใหญ่เผื่อให้กับบ้านหลังข้างกัน บงกชกำลังจะเรียกแม่บ้านให้นำไปให้ แต่นลินเห็นเสียก่อนเธอจึงเสนอตัวไปเอง
“เดี๋ยวลินเอาไปให้เองค่ะคุณแม่ ช่วงนี้ลินไม่ได้ไปหาคุณป้าเลย”
“ถ้าคุณป้าดาเขาอยากให้เราทานข้าวด้วยก็อยู่ทานกับเขาได้นะคะ ช่วงนี้คุณลุงเขาไปต่างประเทศ คุณป้าคงเหงาแย่”
บงกชเอ่ยกับลูกสาว เธอรู้จากดาริกาว่าสามีของเธอไม่อยู่บ้าน จึงเสนอให้ลูกสาวกินข้าวที่บ้านนั้นเสียเลย
“ค่ะคุณแม่”
คนเป็นลูกสาวตอบรับ เธอก็กลัวคุณป้าเหงาไม่ต่างกัน จึงคิดว่าทานข้าวที่บ้านนั้นเลยก็ไม่เสียหายอะไร
